Coming Up Mon 10:00 PM  AEST
Coming Up Live in 
Live
Thai radio

คนขับแท็กซี่ได้บ้านเป็นมรดกจากผู้โดยสาร

Robert Lawlache and Family Source: Robert Lawlache

บางครั้งมิตรภาพที่เกิดขึ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเส้นโคจรชีวิต สำหรับคนขับรถแท็กซี่คนหนึ่ง การได้พบผู้โดยสารสูงอายุ 2 คนในปี 1992 ระหว่างเส้นทางสั้นๆ ที่ค่ารถเพียง 5 ดอลลาร์ ได้นำชีวิตเขาไปสู่เส้นทางใหม่อย่างสิ้นเชิง

โรเบิร์ต ลอว์ลาช ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเลบานอน มาอยู่ในออสเตรเลียในปี 1992 เขาเชื่อว่า การทำงานหนักในที่สุดจะให้ผลตอบแทนอย่างที่หวังในประเทศใหม่

แต่สิ่งที่เขาไม่ได้คาดหวังคือ การพบเจอคนสองคนในช่วงปีแรกที่เขามาอยู่ในประเทศใหม่ ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

โรเบิร์ต ที่เป็นชาวเลบานอน ให้สัมภาษณ์กับ เอสบีเอส อาราบิก 24 ว่า การได้พบบุคคลสองคนที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล เกิดขึ้นขณะที่เขากำลังเข้ากะขับรถแท็กซี่อยู่ในนครซิดนีย์

วันนั้น เขาได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่า มีผู้โดยสารคนหนึ่งเรียกรถให้ไปรับที่สถานที่แห่งหนึ่งในย่านกิลด์ฟอร์ด ทางซิดนีย์ตะวันตก ให้ไปส่งยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งในย่านเดียวกัน ซึ่งค่าโดยสารรวมแล้วเพียง 5 ดอลลาร์

ขณะที่ยอมรับว่า คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงการขับไปส่งผู้โดยสารในระยะทางสั้นๆ เช่นนั้น เพราะค่าโดยสารที่ต่ำ แต่เขาตัดสินใจไปรับงานนี้ เพราะเขาได้รับแจ้งว่าผู้โดยสารคนดังกล่าวนั่งเก้าอี้เข็นสำหรับผู้ป่วยหรือผู้ทุพพลภาพ

“ผมเห็นการเรียกใช้บริการเข้ามาที่ค่ารถไม่เกิน 5 ดอลลาร์ และมันถึงตาผม ผมรู้เลยว่าคนขับแท็กซี่คนอื่นๆ คงหัวเราะเยาะผมแน่ๆ”

“แต่ผมเห็นว่าการเรียกรถครั้งนี้สำหรับผู้ที่ใช้เก้าอี้เข็น ผมจึงตัดสินใจไปรับทันที ผมคิดกับตัวเองว่า พวกเขาคงหารถได้ไม่ง่ายนัก”

แม้ว่าเขาจะต้องใจช่วยเหลือผู้โดยสารคนดังกล่าวและเพื่อนชายของเธอ แต่พวกเขาก็เปลี่ยนแผน

“พวกเขาเปลี่ยนใจและตัดสินใจไปย่านออเบิร์น นั่นหมายความว่า ค่าโดยสารจะเพิ่มเป็น 30 ดอลลาร์ ซึ่งผมคิดว่า ได้เงินดี”

จากพวกเขาขอให้โรเบิร์ตรอที่จุดเดิมที่ไปส่ง และให้พาพวกเขากลับไปที่ย่านกิลฟอร์ดอีก

“หลังจากพาพวกเขาไปส่งบ้านแล้ว พวกเขาให้เงินผม 160 ดอลลาร์ แทนที่จะให้ 60 ดอลลาร์สำหรับค่าโดยสาร”

เป็นปกติที่จากนั้น โรเบิร์ตจะให้เบอร์โทรศัพท์ของเขาแก่ผู้สูงอายุทั้งสองคนไว้ เผื่อพวกเขาต้องการใช้บริการรถแท็กซี่อีกในอนาคต

“ตอนนั้น พวกเขาได้โทรศัพท์ติดต่อมาเป็นประจำให้ผมไปรับไปส่ง”

ในช่วงปีต่อมา เขาได้รู้จักผู้สูงอายุทั้งสองคน คือเจน* และจอห์น* ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนและเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานที่ทำงานเดียวกัน

“พวกเขาเคยทำงานด้วยกัน และเมื่อแก่ตัวลง เธอได้ขอให้เขาย้ายมาอยู่กับเธอ”

“เขาคอยทำสวนให้เธอและช่วยซ่อมบำรุงบ้าน ขณะที่เธอทำงานบ้านต่างๆ”

โรเบิร์ต ยังได้รู้ว่าทั้งสองเป็นผู้รับเงินเบี้ยบำนาญ เขาจึงปฏิเสธไม่ยอมรับเงินค่าทิปที่ผู้สูงอายุทั้งสองเสนอให้

ในช่วงเดียวกันนั้นเอง โรเบิร์ต กล่าวว่า พ่อแม่ของเขาได้พบกับผู้สูงอายุทั้งสองขณะที่เดินทางมาเยี่ยมเขาจากเลบานอน

“ผมกำลังขับรถไปส่งพวกเขา แต่ผมขอแวะที่บ้านของผมระหว่างทางเพื่อไปเอาของ พ่อแม่ของผมจึงได้พบพวกเขาด้วย”

“พ่อของผมบอกกับผมหลังจากนั้นว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่ผมสามารถทำได้คือ ช่วยดูแลผู้ที่ไม่มีใครดูแลพวกเขา”

หลังจากพ่อแม่ของเขากลับเลบานอนไปแล้ว แต่โรเบิร์ตยังคงไม่เคยลืมคำของพ่อ

Robeir Lawlash with his family
โรเบิร์ต ลอว์ลาช และครอบครัว ซึ่งย้ายถิ่นฐานจากประเทศเลบานอน มาอยู่ในออสเตรเลียในปี 1992
Robert Lawlache

“พวกเขายื่นซองจดหมายให้ผม”

ในปี 1995 สองปีหลังจากที่โรเบิร์ตได้พบเจนและจอห์นครั้งแรก ทั้งคู่ของให้เขาขับรถไปส่งที่สำนักงานทนายความ

“ผมไม่ได้ถามเหตุผลและผมทำไปตามคำสั่ง”

“หลังจากนั้นสองสามเดือน พวกเขาขอให้ผมขับรถไปส่งที่สำนักงานทนายความอีกครั้ง แต่คราวนี้ พวกเขายื่นซองจดหมายให้ผม”

เพราะคิดว่าคือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เขาจึงขอบคุณทั้งสองและเก็บซองดังกล่าวไว้เปิดดูทีหลังในวันนั้น

“เมื่อพวกเขายืนกรานให้ผมเปิดซองที่นั่น ผมก็พบว่า เธอมอบบ้านของพวกเขาให้ผมในพินัยกรรมของเธอ”

โรเบิร์ต จำได้ว่า เขารู้สึก “ยินดีอย่างตกใจ” คำพูดของพ่อเริ่มดังก้องในหัวของเขาอีกครั้ง

“ผมรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ตามมาอย่างมาก ในหัวของผม ผมพูดกับพระเจ้าว่า ผมรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังบอกว่า ตอนนี้ ผมต้องดูแลพวกเขาแล้ว”

“ผมไปหาทนายความ และบอกเขาว่า ผมไม่สมควรได้รับบ้าน เขาบอกผมว่า มันเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องทำตามความต้องการของลูกความ และพวกเขาทำเช่นนั้นขณะมีร่างกายและสติสัมปชัญญะสมบูรณ์”

ไม่นานหลังจากนั้น เจนได้เสียชีวิตลง และสุขภาพของจอห์นเริ่มย่ำแย่

“จอห์นอายุราว 75-77 ปี และราวกับว่าพระเจ้ามอบพลังให้เขาได้ดูแลผู้หญิงที่เขารัก ทันทีที่เธอเสียชีวิตลง สุขภาพของเขาเริ่มแย่ลง”

ความเอื้อเฟื้อสุดท้าย

แม้ว่าจะมีไมตรีต่อกัน แต่ปัญหาต่างๆ เริ่มผุดขึ้นมาในงานศพของเจน เมื่อเพื่อนบ้านต่างๆ สงสัยถึงบทบาทของโรเบิร์ต ที่มีต่อชีวิตของเจนและจอห์น

“ผมเริ่มรู้สึกเหมือนผมถูกกล่าวหา พวกเขาจะบอกจอห์นให้ระวัง เพราะผมเป็นชาวเลบานอน และบอกว่า ‘เขากำลังหลอกคุณอยู่’ ”

“ผมเริ่มได้รับโทรศัพท์ที่เกรี้ยวกราดจากจอห์น ซึ่งตะเบ็งเสียงใส่ผม”

“หลังจากนั้นสองชั่วโมง เขาก็จะโทรหาผมอีกครั้งแล้วขอโทษ ขอให้ผมยกโทษให้เขา บอกว่าเขาไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เป็นอย่างนี้อยู่หกเดือน และทุกครั้งที่ผมบอกว่า พอแล้ว ผมจะเอากุญแจสำรองคืนคุณไป เขาจะไม่ปฏิเสธที่จะรับมันคืนและบอกผมว่า คนอื่นๆ ได้กรอกหูเขา”

โรเบิร์ต กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากดังกล่าวได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองแข็งแกร่งขึ้น

จอห์นเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากนั้น โรเบิร์ตจึงแสดงความเอื้อเฟื้อครั้งสุดท้าย ด้วยการฝังศพเพื่อของเขาที่สุสานรูกวูด (Rookwood) ซึ่งเขาได้ซื้อที่ในสุสานไว้สำหรับตนเองและภรรยา

“เราไปที่นั่นและฝังร่างของเขา แล้วใส่ชื่อเขาลงที่แผ่นจารึกหน้าหลุมฝังศพ”

จนถึงวันนี้ โรเบิร์ต กล่าวว่า เมื่อมีคนจากชุมชนชาวเลบานอนไปยังสุสานดังกล่าว และเห็นชื่อของผู้ที่ไม่ใช่ชาวเลบานอนอยู่บนหลุมฝังศพ พวกเขามักถามว่าเพราะเหตุใด และมักได้รับการบอกเล่าถึงเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อนี้

“ที่ตลกคือ ผู้คนยังคงมาพูดกับผมว่า ขอให้พระเจ้าอวยพรให้คุณในสิ่งที่คุณได้ทำให้เขา (จอห์น)”

เมื่อมองย้อนหลังกลับไป โรเบิร์ต กล่าวว่า เขาเป็นหนี้บุญคุณเจนและจอห์นไปตลอดชีวิต ที่ได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตเขาให้ดีขึ้น และช่วยให้ครอบครัวของเขาได้มีอนาคตที่สดใสกว่าเดิม

*ไม่ใช่ชื่อจริงของบุคคลทั้งสอง ตามการร้องขอของโรเบิร์ต

รายการ เอสบีเอส ไทย ออนไลน์ ออกอากาศสดหนึ่งชั่วโมงเต็ม กดฟังได้ที่เว็บไซต์ sbs.com.au/thai ทุกจันทร์และพฤหัสบดี 22.00 น. (เวลาซิดนีย์/เมลเบิร์น) หลังจากนั้นฟังซ้ำได้ทุกเมื่อ

ติดตาม เอสบีเอส ไทย ทางเฟซบุ๊กได้ที่ facebook.com/sbsthai

Source SBS Arabic 24