Coming Up Mon 10:00 PM  AEST
Coming Up Live in 
Live
Thai radio

รู้จักกฎจราจรสุดแปลกของออสเตรเลีย

Source: Getty Images/John Crux

การปฏิบัติตามกฎจราจรเป็นสิ่งสำคัญของความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ไม่ใช่ว่ากฎจราจรทุกข้อจะเข้าใจกันได้ง่าย ๆ บางอย่างฟังแล้วอาจดูสับสน แต่บางข้อก็เข้าขั้นแปลกประหลาด ซึ่งคุณอาจพบได้ในหลายที่ทั่วออสเตรเลีย

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่ได้ขี่กันได้ทุกเมือง

ทุกวันนี้ ผู้คนมากมายโลดแล่นไปบนท้องถนนที่วุ่นวายท่ามกลางเมืองใหญ่อย่างคล่องตัว ด้วยพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่อย่างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จนกลายเป็นภาพที่คุ้นตาซึ่งพบเห็นได้ในเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วออสเตรเลียในปัจจุบัน

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางเขตปกครองของออสเตรเลีย การขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขณะที่ในบางเขตปกครองก็มีกฎระเบียบอย่างเข้มงวดที่ต้องปฏิบัติตามเมื่อขับขี่พาหนะส่วนบุคคลเหล่านี้บนถนนสาธารณะ 

คุณปีเตอร์ คาร์ทซิดิมาส (Peter Kartsidimas) ผู้จัดการอาวุโสจากสมาคมผู้ขับขี่ยานยนต์แห่งรัฐวิกตอเรีย (RACV) กล่าวว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องเสียเงินไปหลายร้อยดอลลาร์ เพราะไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ถูกใช้งานอย่างผิดกฎหมายได้

“สกู๊ตเตอร์เหล่านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ขับขี่บนท้องถนนของเราได้อย่างถูกกฎหมาย นอกเสียจากจะทำความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 200 วัตต์” คุณคาร์ทซิดิมาส กล่าว

Teenager riding electric scooter
ในบางเขตปกครองของออสเตรเลีย การใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนท้องถนนนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
Getty Images

คุณคาร์ทซิดิมาส ระบุอีกว่า จะมีโทษปรับเป็นเงิน $800 ดอลลาร์ สำหรับการใช้งานสกู๊ตเตอร์อย่างผิดกฎหมายในรัฐวิกตอเรีย (VIC) 

ทั้งนี้ การขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะนั้นผิดกฎหมายในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) และในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย (SA) แต่อย่างไรก็ตาม ในมณฑลนครหลวงออสเตรเลีย (ACT) รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (WA) และรัฐแทสเมเนีย (TAS) อนุญาตให้ขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้เฉพาะบนทางเท้า และพื้นที่แบ่งปันร่วมกัน (shared areas) แต่ไม่ใช่บนถนนสาธารณะ

สำหรับในมณฑลนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (NT) ได้มีการทดลองใช้กฎหมายที่อนุญาตให้ขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนถนนสาธารณะได้เป็นระยะเวลา 12 เดือนในนครดาร์วิน (Darwin) ส่วนที่รัฐควีนส์แลนด์ (QLD) ผู้คนสามารถขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบนท้องถนนได้เฉพาะในบางกรณีเท่านั้น

การเลี้ยวขวาจากเลนซ้ายในนครเมลเบิร์น

สำหรับใครที่ไม่คุ้นชินกับการขับขี่บนถนนในย่าน CBD ใจกลางนครเมลเบิร์น การเลี้ยวขวาบริเวณสี่แยกจากช่องทางด้านซ้ายที่เรียกว่า ‘ฮุกเทิร์น (Hook turn)’ อาจทำให้ผู้ขับขี่ที่ไม่มีประสบการณ์หลายคนต้องสับสนและงุนงง

การเลี้ยวขวาแบบฮุกเทิร์นนั้น มีจุดประสงเพื่อช่วยให้การจราจรของรถรางที่วิ่งพร้อมกับพาหนะอื่น ๆ บริเวณกลางถนนในนครเมลเบิร์นมีความคล่องตัว เมื่อมีป้ายสัญญาณจราจรให้เลี้ยวขวาแบบฮุกเทิร์น ซึ่งส่วนมากมักพบบริเวณสี่แยก ผู้ขับขี่ที่ต้องการเลี้ยวขวาจะต้องใช้ช่องทางจราจรด้านซ้ายสุด

Hoot turn sign
เมื่อมีป้ายสัญญาณแบบนี้บริเวณสี่แยก ผู้ขับขี่ในนครเมลเบิร์นจะต้องเลี้ยวขวาจากช่องทางด้านซ้ายสุด
Getty Images

“คุณเพียงต้องเปลี่ยนไปอยู่ในช่องทางด้านซ้ายมือสุดตรงกลางสี่แยก จากนั้นก็รอสัญญาณไฟจากช่องทางที่คุณจะเลี้ยวไปให้เป็นสีเขียว เมื่อไฟเขียวแล้ว คุณก็เพียงแค่เลี้ยวขวา เท่านี้คุณก็เลี้ยวขวาแบบฮุกเทิร์นได้แล้ว” คุณคาร์ทซิดิมาส กล่าว 

อย่าขับรถเหยียบโคลนใส่คนใช้รถประจำทาง

คุณสตีฟ พิซซาติ (Steve Pizzati) อดีตผู้ดำเนินรายการ ท็อปเกียร์ ออสเตรเลีย (Top Gear Australia) และครูสอนขับรถขั้นสูง กล่าวว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) มีกฎจราจรที่ผิดธรรมดาที่สุดในออสเตรเลีย

ถึงแม้จะมีกฎหมายหลายอย่างที่คุณอาจเข้าใจได้ อย่างเช่น การที่คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ขัดจังหวะการเคลื่อนศพ ทั้งโดยตั้งใจและด้วยความประมาทเลินเล่อ รวมถึงการห้ามไม่ให้คุณรบกวนหรือยุแหย่ม้าที่อยู่บนท้องถนน คุณพิซซาติ กล่าวว่า กฎหมายบางอย่างก็ยากเกินที่จะเข้าใจ

เขาชี้ให้เห็นถึงกฎหมายข้อหนึ่ง ซึ่งทำให้คุณอาจต้องโทษปรับได้ หากรถยนต์ของคุณเหยียบโคลนจนกระเด็นใส่ผู้ที่กำลังใช้รถโดยสารประจำทาง

“ถ้าขับรถเหยียบน้ำกระเด็นตรงป้ายหยุดรถประจำทาง ไม่มีปัญหา หรือถ้าคุณไปเหยียบโคลนจนกระเด็นใส่ใครก็ตาม แต่ถ้าไม่ใช่ตรงป้ายหยุดรถประจำทางก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเหยียบโคลนกระเด็นใส่คนที่อยู่ตรงป้ายหยุดรถประจำทางเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายทันที” คุณพิซซาติ กล่าว 

กฎจราจรอีกข้อในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่คุณพิซซาติมองว่าเป็นเรื่องน่าขัน เป็นกฎเกี่ยวกับการกีดขวางการจราจรของผู้คนเดินเท้า

“ถ้าคุณเดินข้ามถนนช้าเกินไป คุณอาจถูกเรียกปรับเป็นเงิน $66 ดอลลาร์ได้” คุณพิซซาติ กล่าว

การขับรถในวงเวียน

ถ้าหากคุณต้องขับรถตรงเข้าวงเวียนในกรุงแคนเบอร์รา และต้องการจะไปทางตรง คุณพิซซาติ บอกว่า หากคุณไม่อยากถูกเรียกปรับ ก็ควรที่จะเปิดไฟเลี้ยวซ้ายขณะกำลังออกจากวงเวียนด้วย

“หากคุณอยู่ในแคนเบอร์รา คุณจะต้องเปิดไฟให้สัญญาณเมื่อออกจากวงเวียน แม้ว่าจะเป็นทางตรงก็ตาม” คุณพิซซาติ กล่าว

Speed limit road sign 110 kilometres per hour, empty highway in outback Australia
ในพื้นที่ชนบท คุณอาจถูกเรียกปรับได้ หากจงใจขับขี่ด้วยความเร็วที่ช้าเกินไป บนถนนที่กำหนดให้ขับขี่ด้วยความเร็วสูง
Getty Images/ Andrew Merry

นอกจากนี้ คุณปีเตอร์ คาร์ทซิดิมาส จาก RACV ยังได้ชี้ให้เห็นอีกว่า คุณอาจถูกเรียกปรับได้ หากขับรถช้ากว่าความเร็วที่กำหนดไว้บนถนนที่คุณกำลังขับขี่ เช่น การขับรถด้วยความเร็วเพียง 20 กม./ชม. บนถนนที่กำหนดให้ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.

ในออสเตรเลีย การโบกมือออกไปนอกรถขณะกำลังขับขี่ หรือเท้าแขนจนเลยออกมานอกหน้าต่างรถ ก็ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายเช่นกัน เช่นเดียวกับการบีบแตร และการกระพริบไฟสูงเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากการขับขี่

สำหรับคุณพิซซาติ นอกจากจะเป็นคนขับรถแข่งให้กับปอร์เช ออสเตรเลีย (Porsche Australia) เขายังได้ใช้เวลาส่วนมากในต่างแดน ซึ่งทำให้เขามีความคุ้นเคยกับมาตรฐานการขับรถในนานาประเทศ

Young man sitting in a car
ทำแบบนี้ผิดกฎหมายจราจรในออสเตรเลีย การโบกมือ หรือเท้าแขนออกมานอกหน้าต่างรถเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับการบีบแตรและกระพริบไฟสูงทักทาย
Getty Images/Hill Street Studio

เขาได้ขอให้ผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับขี่มาจากต่างประเทศตระหนักว่า โครงการให้ความรู้และการฝึกหัดขับขี่ในออสเตรเลียนั้นมีความกวดขันน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศในทวีปอื่น ๆ อย่างเช่น ยุโรป 

“คุณต้องระวังสักหน่อย เพราะชาวออสซีที่ขับรถโดยทั่วไปนั้น โชคไม่ดีที่พวกเขาไม่ได้รับการฝึกหัดขับมากนักในการขอรับใบขับขี่ ดังนั้น คุณต้องขับอย่างเตรียมพร้อม” คุณพิซซาติ กล่าว

หากคุณต้องการศึกษากฎจราจรในรัฐและมณฑลต่าง ๆ ของออสเตรเลีย คุณสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการการขนส่งแห่งชาติ (National Transport Commission)


คุณสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่เว็บไซต์ sbs.com.au/thai บันทึกเว็บไซต์ของเราเก็บไว้ในบุ๊กมาร์ก เพื่อไม่ให้คุณพลาดสถานการณ์ล่าสุด หรือติดตามเราทางเฟซบุ๊กที่ facebook.com/sbsthai

เรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจจาก เอสบีเอส ไทย

This story is also available in other languages.