Coming Up Thu 10:00 PM  AEST
Coming Up Live in 
Live
Thai radio

อย.ออสฯ เตือนอย่าซื้อ ‘ไอเวอร์เม็กติน’ มากินรักษาโควิด

แม้ออสเตรเลียจะมีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 แล้ว แต่ยังคงมีการอวดอ้างผิด ๆ ถึงสรรพคุณยารับประทานบางชนิด ว่าสามารถรักษาและป้องกันโรคโควิด-19 ได้เกลื่อนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะยาใหม่ ‘ไอเวอร์เม็กติน’ ผู้เชี่ยวชาญชี้การทดลองยังไม่ประจักษ์ หน่วยงานอาหารและยาออสฯ เตือนอย่าซื้อมากินเอง

หน่วยงานเฝ้าระวังด้านยาของออสเตรเลีย ระบุว่า กำลังมีการนำเข้ายาซึ่งยังเป็นที่ถกเถียง และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เพื่อพยายามใช้ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

องค์กรกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพของออสเตรเลีย (TGA) ได้รายงานว่า มีการนำเข้าและการสั่งจ่ายยา ‘ไอเวอร์เม็กติน (Ivermectin)’ เพิ่มมากขึ้นในออสเตรเลีย โดยตัวยาดังกล่าวเป็นยาต้านไวรัส ที่ได้รับการรับรองโดยทีจีเอ ในการรักษาโรคติดเชื้อพยาธิตัวกลม โรคหิด และโรคผิวหนังอักเสบโรซาเชีย (Inflammatory Rosacea) แต่ไม่ได้รับการรับรองเพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด-19

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายการเดอะฟีด (The Feed) ของเอสบีเอส ได้ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานสาธารณสุขออสเตรเลีย หลังพบประกาศที่ระบุว่า ยาชนิดดังกล่าวขาดแคลนในช่วงตั้งแต่วันที่ 2 - 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจาก ‘ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างกะทันหัน’ โฆษกสาธารณสุขออสเตรเลีย ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนยาไอเวอร์เม็กติน ในชื่อทางการค้า ‘สโตรเม็กตอล (STROMECTOL)’ ชนิดเม็ด 3 มิลลิกรัมบรรจุแผง ได้รับการแก้ไขแล้ว

ทีจีเอ ระบุบนเว็บไซต์ว่า ไม่สนับสนุนการใช้ยาไอเวอร์เม็กตินรักษาด้วยตนเองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มันไม่มีหลักฐานที่เพียงพอในการสนับสนุนเพื่อรับรองใช้ยาไอเวอร์เม็กตินกับผู้ป่วยโรคโควิด-19”

ทีจีเอกล่าวเสริม

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขรัฐมิสซิสซิปปีของสหรัฐ ฯ ได้ประกาศคำเตือน หลังพบสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามายังศูนย์พิษวิทยาของรัฐมิสซิสซิปปีมากกว่าร้อยละ 70 มาจากผู้ที่ซื้อยาไอเวอร์เม็กตินมารับประทานเองจากร้านขายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้องค์การอาหารและยาสหรัฐ ฯ (FDA) ต้องออกประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับยาชนิดดังกล่าวแบบตรงไปตรงมาอย่างไม่เคยทำมาก่อน  

“คุณไม่ใช่ม้า คุณไม่ใช่วัว นี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ หยุดกินมันเดี๋ยวนี้”

องค์การอาหารและยาสหรัฐ ฯ (FDA)  โพสต์ลงบนทวิตเตอร์ของหน่วยงาน

ทั้งนี้ องค์การอาหารและยาสหรัฐ ฯ ได้รับรองการใช้ยาไอเวอร์เม็กตินด้วยขนาดเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาโรคพยาธิในคน โดยตัวยาที่มีความรุนแรงเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ และใช้ฆ่าพยาธิในปศุสัตว์

ขณะเดียวกันในออสเตรเลีย นายเครก เคลลี (Craig Kelly) สมาชิกพรรคอิสระในสภาสหพันธรัฐ ได้ถูกแบนจากเฟซบุ๊กในข้อหา ‘เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน’ หลังแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับยาไอเวอร์เม็กตินบนสื่อสังคมออนไลน์นี้เกือบทุกวัน

แต่ถึงแม้จะถูกแบนจากเฟซบุ๊ก เขาก็ยังคงอวดอ้างถึงสรรพคุณของตัวยาดังกล่าวในการต่อต้านไวรัสโควิด-19 บนทวิตเตอร์ และเทเลแกรม

“จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่มากขึ้น ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาไม่อนุมัติการใช้ยาไอเวอร์เม็กติน” นายเคลลี โพสต์บนทวิตเตอร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา

“ความคลั่งไคล้ในการระงับยาไอเวอร์เม็กติน กำลังปฏิเสธทางเลือกด้านสุขภาพ และกำลังทำให้เกิดความสูญเสีย” นายเคลลี ระบุในอีกโพสต์บนทวิตเตอร์

Federal member for Hughes Craig Kelly has resigned from the Liberal Party.
นายเครก เคลลี (Craig Kelly) อดีตสมาชิกสภาสหพันธรัฐ เขตเลือกตั้งฮิวส์ (Hughes) ลาออกจากพรรคลิเบอร์รัล เพื่อไปสังกัดพรรคอิสระ
AAP

โฆษกหน่วยงานสาธารณสุขออสเตรเลีย กล่าวว่า แม้จะมีการศึกษาวิจัยบางฉบับ ซึ่งเหผยแพร่บนเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการอ้างอิง หรือในวารสารทางการแพทย์รองชั้น แต่หน่วยงานกำกับดูแลและวารสารทางการแพทย์ชั้นนำระหว่างประเทศ มีความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าหลักฐานด้านประสิทธิภาพทางคลินิก และความปลอดภัยของยาไอเวอร์เม็กตินในการรักษาโรคโควิด-19 นั้น ยังคงไม่เพียงพอในจุดนี้

นอกจากนี้ โฆษกหน่วยงานสาธารณสุขออสเตรเลียยังระบุอีกว่า คณะทำงานระดับชาติด้านหลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 (National COVID-19 Clinical Evidence Taskforce) ได้แนะนำว่า ไม่ควรใช้ยาไอเวอร์เม็กตินในการรักษาโรคโควิด-19 ภายนอกการทดลองทางคลินิก “โดยไม่ได้รับการรับรองที่เหมาะสม”

ศาสตราจารย์แอนดรูว์ แมคลัคแลน (Prof Andrew McLachlan) คณบดีเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกประหลาดใจที่มีความต้องการยาไอเวอร์เม็กตินเป็นอย่างมาก ในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่นี้  

เรายังได้พบเห็นยาชนิดอื่น ๆ ที่ได้รับการกล่าวอ้างว่า สามารถใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้เช่นกัน เช่น ไฮดร็อกซีคลอโรควิน

ศาสตราจารย์แมคลัคแลน กล่าวกับเดอะฟีด

Hydroxychloroquine
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ยาไฮดร็อกซีคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด-19
AFP

ข้อมูลจากแพทยสภาแห่งออสเตรเลีย (AMA) ระบุว่า ยาไฮดร็อกซีคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) เป็นยาต้านมาลาเรียที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) และโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus หรือ SLE)

ศาสตราจารย์แมคลัคแลน กล่าวว่า เขาได้พบกับข้อมูลบิดเบือนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับยาไอเวอร์เม็กติน รวมถึงการป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 ทางออนไลน์   

“สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่บิดเบือนหรือความเข้าใจผิดบ่อยครั้ง ซึ่งอาจรวมถึงเรื่องของความหวังลม ๆ แล้ง ๆ หรือการหาประโยชน์ในภายหลัง” ศาสตราจาย์แมคลัคแลน กล่าว

ศาสตราจารย์แมคลัคแลนยังระบุอีกว่า ตัวยาไอเวอร์เม็กตินนั้น ‘มีประวัติที่คลุมเครือ’ ในส่วนของการรักษาโรคโควิด-19

การศึกษาวิจัยจำนวนมากจนถึงขณะนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ระบุได้ว่า ยาไอเวอร์เม็กตินมีประโยชน์ในการรักษาหรือป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งการใช้ยาดังกล่าวเพียงชนิดเดียว หรือใช้ร่วมกับยาเสริม หรือยาปฏิชีวนะชนิดใดก็ตาม

ศาสตราจารย์แมคลัคแลน กล่าว

ศาสตราจารย์แมคลัคแลน กล่าวอีกว่า ยาไอเวอร์เม็กติน ถูกระบุว่าเป็นยาที่อาจใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้ จากพื้นฐานการทดลองในเซลล์ระบบปิดและภายในสัตว์ แต่อย่างไรก็ตาม จากการทดลงในช่วงแรกพบว่า ต้องใช้ตัวยาในความเข้มข้นที่สูงมาก เกินกว่าระดับที่สามารถทำได้ในร่างกายมนุษย์ จึงจะมีผลกับไวรัสโควิด-19

ขณะที่การวิจัยคุณภาพสูงที่มีการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ และได้เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ Cochrane Reviews พบว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่แข็งแรงในการใช้ยาไอเวอร์เม็กติน เพื่อรักษาหรือป้องกันโรคโควิด-19 นอกเหนือจาก ‘การทดลองแบบสุ่มที่ถูกออกแบบขึ้นอย่างระมัดระวัง’

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดได้ประกาศว่า พวกเขาจะเริ่มการศึกษาวิจัยยาไอเวอร์เม็กตินอีกครั้ง ในโครงการที่ชื่อว่า PRINCIPLE เพื่อสืบหาการรักษาสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 อย่างรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น

ไอเวอร์เม็กติน ยังคงเป็นตัวยาที่น่าสนใจสำหรับการรักษาและป้องกันโรคโควิด-19 แต่คำถามสำคัญที่ยังต้องหาคำตอบนั้นยังคงอยู่ อย่างเช่น จำนวนโดส และระยะเวลาในการใช้ยาที่เหมาะสม และควรใช้ยานี้เมื่อผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ในระยะใดของการติดเชื้อหรืออาการเจ็บป่วย

ศาสตราจารย์แมคลัคแลน กล่าว

Head of the TGA John Skerritt speaks to the media during a Therapeutic Goods Administration Covid-19 vaccines press conference in Canberra, Thursday, May 6, 2021. (AAP Image/Lukas Coch) NO ARCHIVING
ศาสตราจารย์ จอห์น สเกอริตต์ (John Skerritt ) ประธานองค์กรกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพของออสเตรเลีย
AAP

โฆษกองค์กรกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพของออสเตรเลีย (TGA) ระบุว่า จนถึงขณะนี้ ทีจีเอยังไม่ได้รับการยื่นขอจดทะเบียนยาไอเวอร์เม็กติน เพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด-19

“ทีจีเอไม่สามารถโน้มนาวให้บริษัทใด ๆ ยื่นจดทะเบียน หรือรับรองยาใด ๆ โดยปราศจากแบบคำร้องได้” โฆษกทีจีเอ กล่าวกับเดอะฟีด

โฆษกทีจีเอยังระบุอีกว่า แพทย์ยังสามารถสั่งจ่ายยาที่มีอยู่แล้วแบบไม่ตรงข้อบ่งใช้ได้ (off-label) บนพื้นฐานการตัดสินใจทางคลินิกของแพทย์ และความยินยอมของคนไข้

“มันไม่ผิดกฎหมาย และขึ้นอยู่กับดุลพินิจทางคลินิกของผู้สั่งยา ที่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงสรรพคุณทางยาแล้ว ภายใต้การตกลงยินยอมด้วยความสมัครใจ” โฆษกทีจีเอ กล่าว

เว็บไซต์ของทีจีเอ ยังได้แนะนำ ไม่ให้นำเข้ายาที่ไม่ได้รับการรับรองมายังออสเตรเลีย ด้วยเหตุผลเพื่อใช้ส่วนตัว

“ผลิตภัณฑ์ปลอม หรือที่รู้จักในฐานะผลิตภัณฑ์ปลอมแปลง ผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบของแท้ อาจบรรจุส่วนผสมสำคัญที่ไม่ได้สำแดงและมีอันตราย ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยร้านค้าออนไลน์ ที่ไม่จำเป็นต้องขอใบสั่งยาในการซื้อขาย อาจทำให้คุณอยู่ในความเสี่ยงที่เลวร้าย ในการได้รับผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ หรือมีความรุนแรง” ทีจีเอระบุบนเว็บไซต์

“ทีจีเอ ไม่ประเมินคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับการนำเข้า ผ่านโครงการนำเข้าส่วนบุคคล (Personal Importation Scheme)”


คุณสามารถอ่านข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เป็นภาษาไทยได้ ที่นี่

หากคุณมีอาการของไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ให้ติดต่อขอรับการตรวจเชื้อได้ด้วยการโทรศัพท์ไปยังแพทย์ประจำตัวของคุณ หรือโทรศัพท์ติดต่อสายด่วนให้ข้อมูลด้านสุขภาพเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus Health Information Hotline) ที่หมายเลข 1800 020 080

คุณสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่เว็บไซต์ sbs.com.au/thai บันทึกเว็บไซต์ของเราเก็บไว้ในบุ๊กมาร์ก เพื่อไม่ให้คุณพลาดสถานการณ์ล่าสุด หรือติดตามเราทางเฟซบุ๊กที่ facebook.com/sbsthai

เรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจจาก เอสบีเอส ไทย

This story is also available in other languages.
Show languages