Coming Up Mon 10:00 PM  AEST
Coming Up Live in 
Live
Thai radio

เหตุใดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้เฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่นมีพิษสงมากขึ้น

0:00

NEWS: ขณะที่ประชาชนหลายล้านคนกำลังเผชิญความรุนแรงของเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์และไต้ฝุ่นมังคุดทั้งในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เรามีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับพายุยักษ์ “ซูเปอร์สตอร์ม”

You can read this full article in English on SBS News here.

 

พายุหมุนไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ร้ายกาจเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเรียกกันว่าเฮอร์ริเคน ไซโคลน หรือไต้ฝุ่น ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อเรียกที่ต่างกันของพายุหมุนเขตร้อนขนาดยักษ์ ที่รวมตัวขึ้นในมหาสมุทรต่างๆ ใกล้ทวีปอเมริกาและทวีปเอเชีย

ก่อให้เกิดฝนตกหนัก ลมพัดแรง มีคลื่นพายุซัดฝั่ง และคลื่นยักษ์ในทะเล พายุเหล่านั้นอาจสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อพายุพัดขึ้นฝั่ง

มวลความกดอากาศต่ำเหล่านี้ สร้างความน่าหวาดหวั่นที่สุดตรงที่พายุนี้มีพลังรุนแรงระดับเดียวกับพลังงานที่ปล่อยออกมาจากระเบิดปรมาณู ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาราบเป็นหน้ากลองในอดีต

พายุหมุนที่เกิดใน มหาสมุทรแอตแลนติกและทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น เรียกกันว่า พายุเฮอร์ริเคน ขณะที่หากเกิดในพื้นที่เอเชียแปซิฟิก พายุหมุนเหล่านั้นจะเรียกกันว่าพายุไต้ฝุ่น ส่วนพายุหมุนรูปแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในทะเลแปซิฟิกใต้ และมหาสมุทรอินเดียจะเรียกกันว่าพายุไซโคลน

 

ต้นกำเนิดที่ไม่มีพิษสง

พายุไซโคลนเริ่มก่อตัวขึ้นโดยเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีความร้ายกาจอะไรมากนัก แต่ในบางช่วงเวลาของปี เมื่อน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงพอที่จะก่อให้เกิดการระเหย มวลพายุจะเริ่มดูดน้ำปริมาณมหาศาลขึ้นมารวมตัวกัน

ในซีกโลกเหนือ น้ำที่ถูกมวลพายุดูดเข้าไปจะหมุนแบบทวนเข็มนาฬิกา ขณะที่เคลื่อนตัวข้ามมหาสมุทรจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง ส่วนพายุไซโคลนในซีกโลกใต้จะหมุนตามเข็มนาฬิกา

น้ำที่รวมตัวกันเป็นมวลพายุนั้นจะตกลงมาเป็นน้ำฝน ก่อให้เกิดน้ำท่วมหนัก และสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน

ในตัวพายุหมุนเหล่านั้น ที่จุดศูนย์กลางของพายุจะมี “ตาพายุ” ซึ่งเป็นส่วนที่มีสงบไม่มีลมหมุน ซึ่งตาของพายุนี้อาจมีความกว้างถึง 1,000 กิโลเมตร

แต่พายุหมุนเหล่านี้จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อพายุเคลื่อนตัวอยู่เหนือพื้นดิน หรือในมหาสมุทรที่กระแสน้ำมีความเย็น

 

A police vehicle patrols the beach after an evening curfew went into effect as Hurricane Florence approaches Myrtle Beach, S.C., Thursday, Sept. 13, 2018.
รถตำรวจลาดตระเวนที่ชายหาดหลังมีประกาศห้ามประชาชนไปยังชายฝั่งทะเลขณะพายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์พัดขึ้นฝั่งที่สหรัฐอเมริกา วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา
AAP

ขนาดเล็กไม่ได้แปลว่าจะไม่ร้ายกาจ

นักวิทยาศาสตร์จัดระดับความรุนแรงของพายุไซโคลนออกเป็นความรุนแรงระดับ 1-5 โดยพายุความรุนแรงระดับ 5 มีลมพัดเร็ว 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือสูงกว่านั้น

พายุความรุนแรงระดับ 5 ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ ได้แก่เฮอร์ริเคน เออร์มา ซึ่งพัดถล่มหมูเกาะแคริบเบียน และทางใต้ของสหรัฐอเมริกา ในเดือนกันยายน ค.ศ.2017

เฮอร์ริเคน คาทรินา ซึ่งทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 1,800 คน ทั่วพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ ก็เป็นพายุความรุนแรงระดับ 5 เช่นกัน

แต่ขณะเดียวกัน พายุเฮอร์ริเคน ฟลอเรนซ์ ที่อ่อนกำลังลงไปตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 กันยายน) กลายเป็นพายุความรุนแรงระดับ 2 แต่ยังคงสามารถก่ออันตรายร้ายแรงแก่ผู้คนได้

เมื่อวันอาทิตย์ (16 กันยายน) พายุลูกนี้ ได้ก่อให้เกิดฝนปริมาณ 100 เซ็นติเมตรเทกระหน่ำลงมาในรัฐนอร์ธ แคโรไลนา ของสหรัฐ และล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากพายุลูกนี้แล้ว 16 ราย

“ดังนั้น พายุหมุนที่แม้จะถูกจัดว่ามีความรุนแรงในระดับต่ำ แต่ก็สามารถสร้างอันตรายและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากได้เช่นกัน” นายเอ็มมานูแอล โบครี นักพยากรณ์อากาศของบริการพยากรณ์อากาศ เมทีโอ ฟรานซ์ กล่าว

Waves slam the Oceana Pier & Pier House Restaurant in Atlantic Beach, N.C., Thursday, Sept. 13, 2018.
คลื่นลูกใหญ่ถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งที่ แอตแลนติก บีช รัฐนอร์ท คาโรไลนา สหรัฐอเมริกา ขณะพายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์กำลังจะพัดขึ้นฝั่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา
AAP

ฤดูร้อนแห่งความรุนแรง

เมื่อปีที่แล้ว เราได้เห็นพายุขนาดยักษ์ที่สร้างความเสียหายมากมายหลายลูก ที่พัดกระหน่ำพื้นที่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่นพายุเออร์มา มาเรีย และพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ ซึ่งได้สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 125 พันล้านดอลลาร์ เมื่อพายุฮาร์วีย์ ก่อให้เกิดน้ำท่วมหนักในย่านตัวเมืองของเมืองฮูสตัน

นายโบครี กล่าวว่า ในปี 2017 เป็นปีที่แตกต่างไปจากปกติ สำหรับพายุซูเปอร์สตอร์ม ในมหาสมุทรแอตแลนติก เนื่องจากอุณหภูมิของพื้นผิวน้ำอุ่นกว่าปกติเฉลี่ยราว 2-3 เซลเซียส

สำหรับฤดูกาลพายุเฮอร์ริเคนในปีนี้ NOAA หน่วยงานด้านการพยากรณ์อากาศของสหรัฐ และสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ พยากรณ์ว่าจะมีพายุความรุนแรงระดับ 3 หรือสูงกว่า เกิดขึ้นราว 5-9 ลูก ในปีนี้

“นี่เป็นฤดูกาลที่ค่อนข้างปกติ แต่ก็ต้องระวัง นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะตัดเรื่องหายนะออกไปได้เลย เพราะอาจเกิดขึ้นได้จากพายุเพียงลูกเดียวเท่านั้น” นายโบครี กล่าว

 

แล้วจะเลวร้ายกว่านี้หรือไม่ในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์มานานแล้วว่า สภาพโลกร้อนจะทำให้พายุหมุนต่างๆ มีกำลังรุนแรงขึ้น และบางคนกล่าวว่า หลักฐานสนับสนุนเรื่องนี้นั้นมีให้เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว

มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นจะเพิ่มมวลน้ำที่พายุหมุนจะดูดเข้าไปก่อตัวเป็นพายุที่รุนแรง และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลให้คลื่นพายุซัดฝั่งอาจมีความสูงเกินปราการปกป้องชายฝั่งที่มนุษย์สร้างไว้

“พายุหมุนต่างๆ จะมีความรุนแรงขึ้น มีพิษสงสร้างความเสียหายมากขึ้น และคาดว่าจะนำฝนมามากขึ้นด้วย” นายโบครี ระบุ

 

ติดตาม เอสบีเอส ไทย ทางเฟซบุ๊กได้ที่นี่

 

Source AFP - SBS