ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2026 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความมั่นคง
ก่อนที่สองประเทศจะฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2027 นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี
ระหว่างภารกิจในนครซิดนีย์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายอนุทินได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศที่ Lowy Institute โดยเสนอให้ไทยและออสเตรเลียร่วมกันรักษาระเบียบระหว่างประเทศที่เปิดกว้างและยึดหลักกติกา ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ
ได้แก่ การเสริมบทบาทอาเซียน การรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ และการสร้างความยืดหยุ่นด้วยการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้น
การเยือนระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคมครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของนายแอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และถือเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี
ขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2027 รัฐบาลออสเตรเลีย ระบุว่า ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 11 ของออสเตรเลียในภาพรวม
ก่อนการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย นายแอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุใน แถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2026ว่า เขายินดีต้อนรับนายอนุทินในการเดินทางเยือนออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวถึงความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนความไว้วางใจและความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกที่รุ่งเรือง
“ชาวออสเตรเลียจำนวนมากได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและการต้อนรับของไทยผ่านการเดินทาง ขณะที่ชุมชนไทย–ออสเตรเลียยังคงสร้างคุณูปการให้แก่ประเทศของเรา และช่วยกระชับสายสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองประเทศผ่านธุรกิจและวัฒนธรรม” นายอัลบานีซีกล่าว
Lowy Institute คืออะไร และเหตุใดเวทีนี้จึงสำคัญ
Lowy Institute เป็นสถาบันคลังสมองด้านนโยบายระหว่างประเทศที่เป็นอิสระและไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง ตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ ก่อตั้งโดยเซอร์แฟรงก์ โลวี เมื่อปี 2003 ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและนำเสนอบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการต่างประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และแนวโน้มระหว่างประเทศที่มีผลต่อออสเตรเลียและภูมิภาค
สถาบันแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากงานวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลเช่น Lowy Institute Poll, Asia Power Index และแผนที่ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ซึ่งถูกใช้อ้างอิงในแวดวงรัฐบาล นักการทูต นักวิชาการ และสื่อมวลชน ระบุว่าสถาบันเป็นคลังสมองด้านนโยบายระหว่างประเทศชั้นนำของออสเตรเลีย
ดังนั้น การที่ผู้นำต่างประเทศได้รับเชิญให้กล่าวบนเวทีแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงพิธีการ แต่เป็นโอกาสนำเสนอจุดยืนด้านการต่างประเทศโดยตรงต่อแวดวงผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกกำลังเผชิญการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ผู้อำนวยการบริหาร Lowy Institute ชี้ความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียแน่นแฟ้นขึ้น
ดร.ไมเคิล ฟูลลิเลิฟ (Michael Fullilove) ผู้อำนวยการบริหาร Lowy Institute กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยและคณะ โดยระบุว่า ความสัมพันธ์กับไทยเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศกำลังแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นก่อนครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า
เขากล่าวถึงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ ข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีมานานกว่า 20 ปี และการสนับสนุนของออสเตรเลียต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ของไทย
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชน การศึกษา และความร่วมมือทางทหาร รวมถึงชุมชนชาวไทยในออสเตรเลียที่ขยายตัวอย่างมาก
ดร.ฟูลลิเลิฟกล่าวติดตลกด้วยว่า อาหารไทยได้รับความนิยมอย่างมากในออสเตรเลีย จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “อาหารประจำชาติ” และผัดไทยอาจเข้ามาแทนที่พายเนื้อในฐานะอาหารยอดนิยมของชาวออสเตรเลีย
เขายังกล่าวถึงการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เมื่อปี 2020 พร้อมระบุว่าทั้งสองประเทศจะยังคงเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญต่อกันไปอีกนาน
เน้นย้ำความร่วมมือภูมิภาค ท่ามกลางกระแสระเบียบโลกเปลี่ยน
นายอนุทินเริ่มต้นการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้วยการระบุว่า การเยือนครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงพิจารณาว่าไทยและออสเตรเลียจะทำอะไรเพิ่มเติมร่วมกันในระดับทวิภาคี แต่ยังรวมถึงบทบาทของทั้งสองประเทศต่อภูมิภาคและระเบียบระหว่างประเทศที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพา
เขากล่าวว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน
ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางยังส่งผลต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และระบบโลจิสติกส์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคาดการณ์ได้ยากขึ้น
“สำหรับไทยและออสเตรเลีย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราต่างได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และคาดการณ์ได้” นายอนุทินกล่าว
เขาระบุว่า ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกติกาไม่อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และความรับผิดชอบในการรักษาระบบดังกล่าวไม่ควรตกอยู่กับประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
นายกรัฐมนตรีไทยจึงเสนอแนวทาง 3 ประการ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
สร้างกลไกความร่วมมือภูมิภาคและอาเซียน
นายอนุทินกล่าวว่า ในช่วงที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกทำได้ยากขึ้น สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการเจรจา สร้างความไว้วางใจ และเปลี่ยนหลักการให้กลายเป็นการปฏิบัติ
สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” โดยอาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคที่มีการเจรจา ความร่วมมือ และการเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินกล่าวว่า ความเป็นเอกภาพและการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเองและตอบสนองต่อปัญหาในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในประเด็นเมียนมา ไทยยังสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ควบคู่กับการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน หรือ “calibrated re-engagement” เพื่อรักษาช่องทางการพูดคุยและผลักดันให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
นายอนุทินกล่าวถึงการที่ทางการเมียนมาอนุญาตให้ตัวแทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ICRC เข้าพบนางออง ซาน ซู จี โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไทยสนับสนุนมาโดยตลอด และหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม
ส่วนความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายอนุทินยืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งแก้ไขปัญหาอย่างสันติผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ พร้อมรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน
เน้นร่วมมือขยายทางเลือกของประเทศ
แนวทางที่สองคือการรักษา “ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์” หรือ strategic autonomy ผ่านการขยายและกระจายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ
นายอนุทินอธิบายว่า ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง ทำงานกับพันธมิตรที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละเรื่องตามข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ
“ยิ่งเราสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนต่าง ๆ มากเท่าใด เราก็จะยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกบีบให้ตัดสินใจตามผลประโยชน์ของผู้อื่น”
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียสามารถทำงานร่วมกันในด้านนี้ได้มากขึ้น โดยออสเตรเลียในฐานะประเทศคู่เจรจารายแรกของอาเซียนได้สนับสนุนความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง
เขายังเสนอให้ทั้งสองประเทศส่งเสริมความร่วมมือในกลุ่มขนาดเล็กที่มุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า minilateral cooperation โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับชื่อหรือรูปแบบของกลุ่ม แต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างคือความร่วมมือปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายอนุทินและนายอัลบานีซีมีกำหนดลงนามในแถลงการณ์ร่วมที่กรุงแคนเบอร์รา เพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศ
สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางการค้า
แนวทางที่สามคือการสร้างความยืดหยุ่นผ่านการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้น
นายอนุทินกล่าวว่า เมื่อการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดัน ความยืดหยุ่นควรหมายถึงการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การแยกส่วนหรือทำลายความเปิดกว้างที่ช่วยขับเคลื่อนความมั่งคั่งของภูมิภาค
ไทยและออสเตรเลียมีพื้นฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2005 และมูลค่าการค้าสองทางในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ยังช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้าง
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่า ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่น” โดยนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเชื่อมโยงกัน
ออสเตรเลียมีศักยภาพด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร ความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต
สาขาที่สามารถขยายความร่วมมือได้ ได้แก่ แร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่และยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด การผลิตขั้นสูง ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีการเกษตร การค้าดิจิทัล ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ
นายอนุทินยังกล่าวว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยจะช่วยยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม พร้อมขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว
กระชับสัมพันธ์ไทยและออสเตรเลียเพื่อความแข็งแกร่งในภูมิภาค
ช่วงท้ายของการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ นายอนุทินระบุว่า ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกติกาจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และโลกไม่อาจย้อนกลับไปสร้างระบบเดิมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ทุกประเทศจึงต้องมีส่วนร่วมสร้างระเบียบระหว่างประเทศในอนาคต ผ่านสถาบันระดับภูมิภาคที่สามารถสร้างผลลัพธ์ ความร่วมมือที่ช่วยรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มความยืดหยุ่น
“ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถช่วยกำหนดได้ว่า อำนาจจะถูกใช้ในภูมิภาคของเราอย่างไร”
นายอนุทินกล่าวว่า สิ่งนี้ควรเป็นบทใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่รวมถึงการทำงานร่วมกันเพื่อรักษาภูมิภาคที่ยึดหลักกติกา เปิดกว้าง ครอบคลุม และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้
นายอนุทินมีกำหนดเดินทางไปยังกรุงแคนเบอร์ราในวันที่ 19 สิงหาคม เพื่อพบหารือกับนายแอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ
