SKIP TO MAIN CONTENT

1 ปีของ Human Resource กับ เต๋อ-นวพล: เรายังเหลือความหวังอะไรอีกบ้าง?

“เวลาผมทําหนังเรื่องนี้เสร็จ แล้วมันฉายไปเรื่อยๆ ผมพยายามจะบอกตัวเองว่า ผมอยากจะคิดผิดนะ อยากจะแบบพอฉายไปสักพักแล้วเป็นแบบ โห เห็นไหมพี่ พี่อะคิดมากไป ไม่ขนาดนั้นเห็นหรือเปล่า" เต๋อ นวพล กล่าวเมื่อถูกถามถึงว่า หลังภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย ความคิดของเขาต่อการ "มีลูก" เปลี่ยนไปไหม

HR Movie1.jpg
Human Resource (พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา) ภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ Credit: Human Resource // SARROTE SAKWONG // Supplied

4 min read

Published

Updated

Presented by Warich Noochouy

Source: SBS


Skip to article content

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

กว่าที่ภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ อย่าง Human Resource (พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา) จะเดินทางมาฉายครั้งแรกที่ออสเตรเลียในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมลเบิร์น ประจำปี 2026 ก็กินเวลาเกือบ 1 ปีเต็มๆ นับตั้งแต่การฉายรอบปฐมทัศน์โลก (World Premiere) ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส (Venice International Film Festival) ครั้งที่ 82 ประเทศอิตาลี ในเดือนกันยายน ปี 2025 ซึ่งคว้ารางวัลในสาขา Fondazione Fai Persona Lavoro Ambiente Award จากเทศกาลหนังเวนิสมาครอง

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี Human Resource เดินทางฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกกว่า 40 เทศกาลและที่ไทยภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทันทีที่ลงฉายในสตรีมชื่อดัง

ในโอกาสที่ Human Resource มาฉายครั้งแรกในออสเตรเลีย เอสบีเอส ไทย ได้พูดคุยกับผู้กำกับถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ และตกผลึก ตลอด 1 ปีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกเดินทางฉาย รวมถึงย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้

ถ้าใครเป็นแฟนหนังของพี่เต๋อ หรือเคยดูหนังเรื่องที่ผ่านๆ มาจะสังเกตเห็นว่า หนังของนวพลจะพูดถึงชีวิตคนตัวเล็กๆ ชีวิตวัยรุ่น (Mary is Happy, Marry is Happy) วัยทํางาน (ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ) แม้กระทั่งพูดถึงความตาย ( Die Tomorrow) พอมาเป็นเรื่องนี้ มันพูดถึงการเกิด

อยากรู้ว่าคําถามเรื่องของการมีลูก การเกิด มันกลายมาเป็นหัวใจของเรื่องนี้ได้ยังไงครับ

“จริงๆ มันอาจจะถึงวัยด้วยครับ พอเรา 40 กว่า มันก็จะต้องคิดเรื่องนี้ไปโดยอัตโนมัติ แต่ว่าพอมันต้องคิดเรื่องจะมีลูกหรือไม่มีลูก ตามสไตล์ก็จะเริ่มคิดว่า ‘แล้วการเกิดคืออะไร เราเกิดมาทําไม’ ซึ่งมันอาจจะพ่วงมาจาก ประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด

“บางทีมันก็จะเหมือนโลกมันก็ยากขึ้นเรื่อยๆ มันยากเสียจน เราตั้งคําถามกันว่า ‘เรามาทําอะไรกันที่นี่นะครับ’

ทําไมเราต้องทําอะไรตั้งหลายอย่างที่ทั้งอยากทํา ซึ่งก็โอเค แต่บางอย่างมันก็ดูต้องทํา มันก็เลยมาเป็นคําถามที่รวมๆ กัน”

HR Movie 2.jpg
'เฟรน' (รับบทโดย เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) หญิงสาวชนชั้นกลางที่ทำงานอยู่ในแผนกทรัพยากรบุคคล (HR) ของบริษัทแห่งหนึ่ง Credit: Supplied

“อาจจะตรงวัยของตัวเองพอดีแล้วก็ตรงกับยุคสมัยที่มันกําลังเหตุการณ์ต่างๆ กําลังเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยแล้วก็ทั่วโลกด้วย มันก็เลยกลายไปเป็นคําถามเกี่ยวกับการเกิด ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันก็เป็นคําถามที่ดีนะ หมายถึงว่าต่อให้ยังไม่เจอสถานการณ์ต่างๆ การที่เราเคยตั้งคําถามเรื่องความตายไปแล้ว ในเวลาต่อมารู้สึกว่า การตั้งคําถามหรือการเกิดก็สําคัญไม่แพ้กัน”

“แล้วก็ถ้าเกิดเราตั้งคําถาม เราอาจจะได้คําตอบ หรือไม่ได้คําตอบ แต่อย่างน้อยผมว่าระหว่างทางที่เราคิด มันจะกลับมาที่ชีวิตประจําวันครับว่า เราอาจจะพบความหมายของการอยู่จริงๆ ก็ได้หรือเราอาจจะไม่พบอะไรเลยก็ได้ อันนี้ก็แล้วแต่คนครับ”

ซึ่งสิ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจก็คือพอพูดถึงว่า Human Resource ในมุมของระบบการทํางานมันคือแผนก HR ไว้ บริหาร จัดการบุคลากรในองค์กร แต่ขณะเดียวกันตัวหนังเองมันก็ตั้งคําถามว่าเหมือนที่พี่บอกเมื่อกี้ว่า มนุษย์เรามีคุณค่าในฐานะอะไร แล้วก็ในเมื่อมนุษย์ เกิดมามันกลายเป็นทรัพยากรของโลก เราจะยังมีอิสระในการกําหนดตัวเองอยู่แค่ไหน

อันนี้พี่เต๋อมองยังไงครับว่า เราเกิดมาแล้ว เอ้ย! เรากําหนดชีวิตเราได้จริงๆ หรือเปล่า เหมือนที่พวกหนังโฆษณาก็พยายามบอกว่า ชีวิตเรากําหนดเองอะไรอย่างนี้

“เรารู้สึกว่าอันนี้มันอาจจะเอียงไปทางพุทธนิดนึง เรารู้สึกว่าจริงๆ เขาก็จะพยายามบอกว่า ชีวิตเรามันไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่มันจะขัดกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคนหรือในฐานะสัตว์ตัวนึงหรืออะไรแบบนี้

คือถ้าเกิดเราคิดแบบนั้นเมื่อไหร่ เราจะไม่พยายามจะทำอะไรอีกเลย เพราะฉะนั้นเหตุผลอะไรพวกนี้มันงัดกันอยู่ แต่ในขณะที่เรารู้สึกว่าชีวิตเรามัน matter มากๆ เราก็จะทุกข์ไปในเวลาเดียวกัน การที่เราคิดว่าเราเป็นแค่สสารหนึ่ง ในบางสถานการณ์ก็ทําให้เราสบายใจขึ้นเหมือนกัน แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็เป็น fact ข้อหนึ่ง

“อาจจะเป็นเพราะว่าเราปีสองปีก่อนช่วงก่อนทํางานเรื่องนี้สักหนึ่งปี พ่อเราเสียนะ แล้วที่งานศพ มันจะเหมือนฉากในหนัง ตอนเก็บอัฐิมันเหมือนกับคนเราที่เราเคยรู้จัก สุดท้ายมันก็คืออันนี้ มันมาจบที่นี่กันทุกคนเลย มันทําให้เราเข้าใจอะไรเยอะขึ้นเหมือนกันนะ

HR Movie3.JPG
Credit: SARROTE SAKWONG / Supplied

“เราถึงบอกว่าบางทีการครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ บางครั้งมันอาจจะมอบสิ่งบางอย่างให้กับคุณ ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งเหล่านี้ จากการที่เราเห็นมนุษย์คนหนึ่งกลายเป็นสสาร เป็นผงหรืออะไรแบบนี้

“มันตีความไปได้หลายแบบมากแต่สําหรับเรามันทําให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้วเนื้อแท้ของการมีชีวิตมันก็แค่นี้ ซึ่งมันคงฟังดูเศร้าสําหรับคนอื่น แต่สําหรับเรามันคือ สัจจธรรมอย่างหนึ่ง”

“เออ...แล้วการที่เรารู้ fact เนี่ย มันทําให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งอันนี้คือก้อนนึง เป็น resource เป็นสสารละกัน แต่ว่าพอมาจับกับเรื่องยุคของในหนัง ไอ้โลกแบบทุนนิยม มันทําให้คนกลายเป็นแค่ยูนิตหนึ่งโดยอัตโนมัติแล้ว ถึงแม้ว่าคนมันพยายามจะบอกว่าชีวิตมันมีคุณค่ามากกว่านั้น แต่ว่าสุดท้ายแล้วสังคมในยุคแบบทุนนิยมมันหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ไม่ได้ มันอยู่ everywhere มันอยู่ในทุกๆ อณู ทั้งที่ต่อให้จริงๆ แล้วคุณที่ไม่ได้ทํางาน corporate

"คุณก็อาจจะรู้สึกแบบนั้นได้อยู่ดี สมมุติคุณเล่นโซเชียล คุณมียอดไลก์ ยอดแชร์ ไอ้นี่มีกี่ follower บางทีมันถูกวัดค่าด้วยตัวเลขหรือว่าอะไรพวกนี้ไปหมดแล้ว

“มันก็เลยทําให้ชวนคิด คําว่า ‘human’ เป็น ‘resource’ ในอีกรูปแบบนึงเหมือนกัน หรือในยุคนี้มันก็ทําให้เราเหมือนกับลดทอนคุณค่าตัวเราเองเหลือแค่นี้เหมือนกันนะ ซึ่งมันทําให้เราทบทวนต่อไปไงว่า เอ๊ะ จริงๆ แล้วเราเกิดมาแล้ว มาทําอะไรกันอยู่นะ หรือถ้าเราอยากมีคุณค่าขึ้น เราจะดิ้นรนให้ออกจากโลกทุนนิยมในยุคแบบนี้ได้ยังไง มันเชื่อมต่อกันแบบบางๆ แต่ว่ามันยังหมุนวนอยู่บนคําว่า human กับ resource อยู่ดี

ในหนังของพี่เต๋อเนี่ยจะมีเอกลักษณ์บางอย่างก็คือมันจะมีความเป็นบริบทไทยๆ ที่เราเห็นแล้วก็เราจะขําหรือเราจะ เอ๊ะ กับมันได้แบบ เออว่ะ มันเป็นแบบนี้แหละ

คราวนี้ในมุมของผู้ชมต่างชาติเนี่ย หลายคนก็มองว่าจริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้มันค่อนข้าง universal มากๆ เหมือนกัน ในแง่ที่ว่าการพูดถึงความสิ้นหวัง ความ burnout การถูกระบบมันบีบ อย่างที่พี่เต๋อบอกเมื่อกี้

การที่คนทั่วโลกมีประสบการณ์เหมือนกันและ อินไปกับตัวหนังนี่ เป็นเป็นสิ่งที่เราตั้งใจไว้แต่แรกไหม หรือว่าจริงๆ แล้วหนังมันพาไปถึงจุดนั้น

“จริงๆ หนังทุกเรื่องที่ทําแหละ มันคล้ายๆ เหมือนเราเป็นเธียเตอร์นิดหน่อย สิ่งที่เราทําลงไปในหนัง บางเรื่องมันก็มีเนื้อเรื่องชัดเจน สมมุติเราทำเรื่องฟรีแลนซ์ มันจะค่อนข้างแบบมีสตอรี่ มีคาแรคเตอร์ขับเคลื่อนตัวหนัง แต่หนังประเภทแบบ Human Resources หรือ Die tomorrow สําหรับเรามันเป็นความพยายามในการบันทึกความรู้สึกของเรามั้ง

“หนังมันคือบันทึกความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งรอบข้าง เพราะฉะนั้น ถามว่ามัน universal ไหม มันก็จะอยู่ที่ว่า คนดูคนนั้นเคยรู้สึกแบบเดียวกับที่เรารู้สึกหรือเปล่าหรือคนดูอยากจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ไหม ไอ้ความรู้สึกประเภทแบบบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าปัญหาที่เรามีอยู่ในใจมัน มันจะหายเมื่อไหร่ มันไม่ใช่หนังทั่วไปที่สุดท้ายจบเรื่องมันจะต้อง solve ปัญหา แบบมีความหวังหรือไม่มีความหวังก็แล้วแต่

HR Movie.jpg
Credit: Supplied

“แต่พอหนังเรื่องนี้เรารู้สึกว่า เราต้องการพูดถึงธรรมชาติของการมีชีวิต ปัญหาบางเรื่องหรือความรู้สึกบางอย่างมันไม่ถูกคลี่คลายใน 2 ชั่วโมง หรือในช่วงบางเรื่องไม่ถูกคลี่คลายใน 10 ปี มันอาจจะต้องรอ 15 ปีหน้า หรือบางครั้งมันก็ไม่ถูกคลี่คลายเลย แต่มันเป็นธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่ เราเลยรู้สึกว่า เรื่องนี้เราอยากทําให้มันเป็นแบบนั้นซึ่งมันจะขัดกับหลักการของภาพยนตร์ปกตินิดหน่อย มันจะมีคนไม่อินแหละหรือว่าแบบไม่รู้กูดูอะไรอยู่

“อีกอย่างคือไอ้ความรู้สึก hopeless หรืออาจจะมองไม่ค่อยเห็นทางข้างหน้าเท่าไหร่ สําหรับการเป็นคนไทยตอนนี้ด้วยนะ เราเลยไม่อยากเล่าหนังมันแบบเล่นๆ เราไม่อยากเล่าแบบประชดแดกดันกัน ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้อยากเล่ามันแบบว่า ‘เราช่างมีความหวังกันเหลือเกิน เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นครับทุกคน’

เราไม่ได้รู้สึกแบบนั้น อาจจะมองโลกในแง่ร้ายนิดนึง แต่ก็รู้สึกว่าตั้งแต่ 1 ปีที่ทําหนังเรื่องนี้มา มันก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเท่าไหร่ มีแต่เย็นชากันกว่าเดิมอีก

ถ้าเราสังเกตความรู้สึกจริงๆ ในขณะที่เราอยู่ในประเทศหรือเจอเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ เหมือนเราได้แต่มองมันไปแล้วแบบ ‘แล้วยังไงต่อวะ’

“เราเลยรู้สึกว่า 1 ปีผ่านไป เราทําหนังแบบนี้ ด้วย approach นี้ แล้วออกมาเป็นความรู้สึกนี้ มันค่อนข้างถูกต้องกับสิ่งที่ตั้งใจตั้งแต่แรก ถามว่า universal ไหม เราว่ามัน universal สําหรับคนที่อาจจะต้องตรงช่วงวัยนิดนึงด้วยมั้งหรืออาจจะต้องรู้สึกคล้ายๆ กันหน่อยๆ อะไรแบบนี้

สมมุติว่าบางทีมีน้องๆ มาดูก็อาจจะยังไม่รู้สึกมาก เราก็จะบอกเขาว่ารออีกหน่อย หนังบางเรื่องมันแบบมันต้องอายุ 35 อัพ ถึงจะรู้สึก เวลาเราดูแต่ละซีนที่อยู่ในหนัง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครพูดอะไรเลยหรืออะไรก็ตาม มันจะเข้าใจเว้ยว่า อันนี้เรารู้สึกยังไงหรือตัวละครรู้สึกยังไง กูเคยอึดอัดแบบนี้เหมือนกัน กูก็เคยไม่พูดแบบนี้เหมือนกัน กูเคยเงียบในสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน”

ขณะที่ภาพและการแสดงค่อนข้างนิ่ง บวกกับแีหหนึ่งในกิมมิกของหนังพี่เต๋อคือการเล่นกับมีเดียในแต่ละยุค ในเรื่องนี้มีทั้งเสียงข่าว วิทยุ พอดแคสต์ เสียงแอร์ และเสียงจากชีวิตประจำวัน

พี่ต้องการให้คนดู “ฟัง” หรือค้นพบอะไรจากเสียงเหล่านี้ และทำไมการ “ฟัง” ถึงสำคัญกับหนังเรื่องนี้?

“คือเราว่ามันน่าจะจําลองจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตประจําวันมัน หมายถึงว่าหลายๆ ครั้งที่คนเรามันเผชิญกับความขัดแย้งอะไรบางอย่างในที่บ้านหรือที่ทํางานก็ตาม บางทีเราไม่รู้จะพูดไร มันเหมือนแบบต้องยังไงดีเพราะฉะนั้นเสียงที่จะได้ยินอย่างเดียวคืออาจจะมีเสียงแอร์ในห้องประชุมไปเฉยๆ หรือเราฟังข่าวขณะไปทํางานข่าวนั่น ข่าวนี้ ข่าวไม่ดีอะไรต่างๆ แล้วเราก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ แล้วได้แต่ฟัง เรารู้ว่ามันเกิดขึ้น แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมันจะไปแก้ไขตรงนั้นยังไง เราจะทําอะไรได้บ้าง เราว่ามันเป็นความรู้สึกของของคนที่อยู่ที่นี่มั้ง

หนังประเภทแบบตัวละครลุกขึ้นมาทําอะไรสักอย่าง เราว่ามันมีเยอะมากๆ แต่เราเห็นแบบนั้นในสังคมน้อยมากนะ

"นึกออกป่ะ เราไม่ได้เห็นผู้ยืนหยัด ผู้เปลี่ยนแปลงในทุกๆ วันขนาดนั้น คือปีหนึ่งอาจจะมา 5 คน หรือ 2 คน เราเลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว สภาพหรือบรรยากาศโดยรวมของปัจจุบัน มันคือความเงียบมากกว่า เสียงดังในโซเชียล เราอาจจะไม่ได้นับเท่าไหร่นะ เรื่องมันก็อยู่ในโซเชียลแหละ แต่ว่าในโลกความเป็นจริงอะ ที่แบบคุณเผชิญบางอย่างในสถานการณ์จริงในชีวิต พูดยากมากเลย หมายถึงว่าไม่รู้จะพูดว่าอะไร หรือว่ากูควรจะพูดยังไงดี หรือสิ่งนี้เราจะแก้ไขกันได้ยังไง เราเลยรู้สึกว่าอยากให้หนังเรื่องนี้ มันทําหน้าที่แบบนี้ที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงด้วยนะ ซึ่งอาจจะไม่ค่อยถูกใจคนที่เข้ามาดูหนังเพื่อที่จะ escape เพราะจริงๆ เราเข้ามาแล้วเหมือนมันอยู่ที่เดิม ในโรงสภาพเหมือนข้างนอกนอกโรงเป๊ะเลย"

"ผมแค่รู้สึกว่าการที่เราทํางานชิ้นนี้ออกมาแล้วฉายในโรงแล้วให้คนดูในความมืดสองชั่วโมง มันเหมือนมันมาไฮไลท์ให้เราเห็นชัดขึ้นว่าเรากําลังอยู่ในที่แบบไหน เหมือนคุณมีเวลาสักสองชั่วโมงเห็นตัวเองในนั้นบ้างไหมหรืออะไรแบบนี้"

"ซึ่งบางที บางคนก็อาจจะไม่เห็นนะ เขาอาจจะอยู่ในอีกจักรวาลนึงหรืออะไรก็ตาม ซึ่งก็โอเค ก็ก็ยินดีด้วย แต่เราว่าคนส่วนใหญ่ บางทีเวลาอยู่ในชีวิตประจําวัน มันไม่เห็นตัวเองขนาดที่เวลาเราเข้ามาดูหนังแล้วมันเป็นผู้มองจริงๆ

อันนี้ไม่รู้ว่าเรื่องบังเอิญ หรือความตั้งใจก็ไม่รู้ เพราะแม้ว่าหนังของพี่หลายเรื่องมีความนิ่ง มีพื้นที่ให้ฟังตัวละครและคิด แต่ในขณะเดียวกัน หลายฉาก หรือกระทั่งชื่อเรื่อง ฟ้อนต์ กลับถูกคนดูหยิบไปทำเป็นมีมและกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์อยู่เสมอ

พี่มองความย้อนแย้งนี้อย่างไร ระหว่างสิ่งที่พี่ตั้งใจให้คนดู “หยุดและฟัง” กับวัฒนธรรมออนไลน์ที่พร้อมจะตัดบางช่วงของหนังออกมาเล่นทันที

“มันอาจจะต้องตอบเป็นข้อๆ นะ หมายถึงว่า จริงๆ แล้วยังขอบคุณทุกคนที่สมมติเวลาเราปล่อยหนัง ทุกคนยังเอ็นจอยกับมัน ซึ่งก็ไม่รู้ทําไมเหมือนกันนะ เพราะจริงๆ มันผ่านมา 10 ปีแล้วเหมือนกัน แต่ถ้าเกิดมันยังเกิดขึ้นอยู่ ก็ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ที่ยังให้การต้อนรับภาพยนตร์ อันนั้นน่ะส่วนหนึ่ง

"แต่สมมติว่าถ้าถามเรื่อง feedback ในเรื่องโลกออนไลน์ ก็ส่วนหนึ่ง โลกออนไลน์ไทย ทันทีที่ตัวหนังไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตามเข้าไปอยู่ในนั้นเมื่อไหร่ มันก็จะถูกทรีตเหมือนเป็นหนังเมนสตรีมปกตินะ

"โอเคว่า งานเราอ่ะมันจะก่ำกึ่งนิดหน่อย เพราะเราทําข้ามไปข้ามมาระหว่างหนังที่มันดูง่าย narrative ตลก กับอีกขั้วตรงข้ามมากๆ เพราะฉะนั้นโดยธรรมชาติอย่างที่เราบอกว่า โลกโซเชียลมันจะค่อนข้างมีความ mainstream นิดนึง ซึ่งเวลาเข้าไปดูหนังจริงแล้วคนก็อาจจะรู้สึกอีกแบบ เอ๊ะ ทําไมมันไม่เหมือนที่เราเล่นมีมแบบไปเมื่อกี้เลยเนอะ มันไม่ได้มันขนาดนั้นหรืออะไรแบบเนี้ย

HR Movie.JPG
Credit: SARROTE SAKWONG / Supplied

"อันนี้ก็จะต้องเป็นเรื่องแล้วแต่ว่าคนดูเขาจะไปดูแล้วเขาจะรู้สึกยังไงบ้างหรืออะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าตัวเราเวลาเราทําอะ เราก็ค่อนข้างจะชัดเจนว่าหนังเราเป็นยังไงพอสมควร เวลาเขียนถึงมัน หรือพูดถึงมัน แม้ว่าบางทีคนอาจจะไม่ได้เชื่อมันมากก็ตาม เพราะว่าจริงๆ เวลาเราเอาหนังเรื่องนี้ไปโปรโมทในเมืองไทย เราเขียนจริงจังมาก เหมือนเราบอกก่อนเลยว่า เรื่องนี้ไม่ตลกนะครับ แต่คนก็ยังเอาไปเล่นตลกอยู่ดี นึกออกไหมครับ เราถึงบอกว่ามันเหมือนมันคนละก้อนกัน มันคนละเนื้อกัน

"หมายถึงว่าช่วงโปรโมทก็เป็นเรื่องจักรวาลกับช่วงโปรโมท ซึ่งเมืองไทยเป็นเมืองแห่งมีมอยู่แล้ว หนังจะเครียดจะไม่เครียดเลย เล่นได้หมด อย่างทนายปีศาจ จริงๆ แล้วขึ้นหนังเครียดนะก็ไปเล่นเป็นมุกได้เต็มไปหมดหรืออะไรเงี้ย

"ส่วนเนื้อในหนังอะมันเป็นอีกเลเยอร์นึง เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้นิดนึง แม้ว่ารอบนี้จะพยายามบอกที่สุดแล้วนะว่าหนังมันซีเรียสมากหรืออะไรแบบนี้ มันจะเงียบนะครับ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นสองก้อนที่ขาดออกจากกัน พอหนังเข้าฉายจริงๆ คราวนี้ก็จะเริ่มเข้าจักรวาลความเป็นจริงของเนื้อหนังละ"

อีกเรื่องหนึ่งถ้าใครสังเกตคือ พี่เต๋อค่อนข้างจะบรรจุไอ้พวกเหตุการณ์ การเล่นกับมีเดียมของของสื่อในยุคนั้นๆ อย่าง ทวิตเตอร์ กล้องถ่ายรูป อะไรอย่างนี้ ความสนใจพวกนี้มันก็มาจากความสนใจส่วนตัวอยู่แล้วหรือว่าเราเป็นเนิร์ดในด้านนี้

“ผมคิดว่าความสนใจส่วนตัวด้วย ถามว่าเนิร์ดไหมก็อาจจะกลางๆ แต่ว่าเป็นคนที่โตมากับเทคโนโลยีอยู่แล้วเหมือนเรามันเป็นเด็กรุ่นที่ analog - ดิจิทัล เราจะได้อยู่ตั้งแต่ ยุคไม่มีคอมพ์ แล้วมีคอมพิวเตอร์ ยุคกล้องถ่ายรูปปกติ กับยุคกล้องดิจิทัล ยุคก่อนโซเชียล ยุคโซเชียล ยุคก่อนเอไอและยุคเอไอ เพราะฉะนั้นเราจะเป็นคนที่เห็นความแตกต่างระหว่างสองยุคตลอดเวลา

"แล้วก็เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่เทคโนโลยีมันเปลี่ยน มันทําให้ culture เปลี่ยนอย่างมากๆ ทุกครั้งที่เราเจอเหตุการณ์เหล่านั้นเราจะเริ่มรู้ว่าความสัมพันธ์ของคนมันจะเปลี่ยนไปตลอดกาลด้วยนะ ไม่ใช่แค่สบายขึ้น ความสัมพันธ์บนโลกโซเชียลที่มันหลวมๆ การบูลลี่แบบใหม่ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดเลย

“อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเองโชคดีหน่อยที่ได้ทําหนังบ่อยๆ เพราะฉะนั้นมันจะเหมือนแบบมันจะอัพเดทราย 2 ปี จากหนังเรื่องที่ 8 มา เรื่องที่ 9 มันก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย ตัวละครมันก็ต้องเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยียุคสมัย หรืออะไรแบบนี้

HR Movie4.JPG
Credit: SARROTE SAKWONG / Supplied

"พออนาคตมันผ่านไปสัก 10 ปี 15 ปี มองย้อนกลับมานี่คือหนังของปี 2020 กลาง 2025 อย่างน้อยมันบันทึกความรู้สึกของผู้คน ซึ่งผลลัพธ์มันก็จะมีอยู่ 2 อย่างคือดูหนังเรื่องนี้มันเป็นอดีตอันไกลโพ้นไปแล้ว มันแบบว่า ไม่ๆ ทุกวันนี้ดีขึ้นแล้วครับ อันนั้นมันเป็นจุดดําๆ ของยุคนึงของเรา หรือมองกลับไปแล้วทุกอย่างเหมือนเดิม ทําไมกูยังรู้สึกเหมือนยี่สิบปีที่แล้วเลยวะ

"หนังเรื่องนี้มันก็เป็นการบันทึกของมันน่ะ มากกว่าจะเป็นแค่เรื่องเล่าสนุกๆ อันนึง อย่างน้อยข่าวที่อยู่ในหนังหรือว่าสถานการณ์ที่อยู่ในหนังน่ะ มันก็เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ซึ่งปกติมันก็จะไม่ค่อยถูกบันทึกในภาพยนตร์เท่าไหร่ ภาพยนตร์ทั่วๆไป บางทีอาจจะไม่มีพื้นที่ที่จะมานั่งบรรจุเรื่องพวกนี้เอาไว้อย่างจริงๆ จังๆ หนังเรื่องนี้มันก็อาจจะเป็นแบบหลักฐานนึงที่มันบันทึกช่วงเวลานี้ได้"

พี่เต๋อเคยบอกว่าอยากให้หนังมีความเป็นกลาง และไม่ตัดสินคนที่เลือกมีความสุขกับชีวิตการทำงานในระบบองค์กร แต่ในทางกลับกัน นักวิจารณ์ต่างชาติจำนวนหนึ่งกลับมอง Human Resource ว่าเป็นหนังที่วิพากษ์ทุนนิยมและระบบองค์กรอย่างชัดเจน พี่รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคนดูตีความหนังไปในทิศทางที่อาจแรงกว่าความตั้งใจของพี่

“คือใช่ มันเป็นความตั้งใจนึง เพราะว่าจริงๆ ตอนเราจะทําหนังเรื่องนี้ เราตั้งใจว่ามันจะเป็นการเฝ้ามองมากๆ มันจะไม่ได้มีพระเอกผู้ร้ายขนาดนั้นน่ะ เพราะเรารู้สึกว่าเหมือนคนทุกคนมันมีเหตุผลบางอย่าง ทั้งคนที่ออก ยอมไม่ทนและคนที่ยังอยู่ เราไม่ได้อยากบอกว่า คนที่อยู่ ทําไมมึงถึงทนวะเพราะว่าเวลาเราโตขึ้นมา โอ้โห เหตุผลมันร้อยแปดมากๆ ในการที่เรายังอยู่กับอะไรบางอย่างที่เราไม่ชอบ เราอาจจะมีความหวังกับมันก็ได้นะ หมายถึงว่าเราอาจจะแบบอีกสองปีมันอาจจะดีขึ้นก็ได้ ถ้าเรายังอยู่ หรือบางคนอาจจะมีเหตุจําเป็นจะต้องอยู่ เพราะฉะนั้นจริงๆ หนังในเชิงสตอรี่ มันพูดถึงเรื่องโลกปัจจุบันนี่แหละ

Nawapol_crop.jpg
เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ Credit: Supplied

"แต่ในเชิงที่ลึกลงไป step นึง มันพูดถึงว่าการเกิดเป็นคนมันเต็มไปด้วย condition เราไม่ได้เลือกเองด้วยซ้ํา ในทางนึง อยู่ดีๆ condition ก็ผุดขึ้นมา สมมุติว่า อยู่ดีๆ คุณมีชีวิตปกติอยู่ใช่ปะ แล้วมันเกิดมีใครที่บ้านเป็นอะไรขึ้นมาแล้วคุณต้องออกจากงาน คุณต้องกลับไปดูแลเขาหรือคุณต้องหางานต้องหาเงินเพิ่มขึ้นสี่เท่า ไอ้ที่จะออกก็ออกไม่ได้แล้ว เราคิดว่าเราพูดถึงเรื่องพวกนี้มากกว่า

"ดังนั้นการเลือกเล่าผ่านบริบทบริษัทเป็นสิ่งที่เล่าแล้วมันง่ายที่สุดและมันชัดที่สุดเพราะมันเต็มไปด้วยเงื่อนไข มีสิ่งที่ต้องทนตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วในทุกทุกอาชีพมันเต็มไปด้วย condition คุณเป็นฟรีแลนซ์คุณก็จะมีเงื่อนไขอีกแบบ แต่ว่าอารมณ์เวลาพูดถึงคนส่วนใหญ่นะ คนส่วนใหญ่ทํางานบริษัทหรืออะไรอย่างงี้มันก็เล่าได้ค่อนข้างง่ายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจกัน

"จริงๆ ทำหนังเรื่องนี้ แบบ sarcastic ง่ายมาก ประชดง่ายมาก แต่ว่ารู้สึกว่ามันไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ มันเหมือนไม่ได้เปิด conversation อะไรเท่าไหร่"

ซึ่งหลังจากทําเรื่องนี้ พี่เต๋อคิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่มีสิทธิ์คาดหวังบ้างครับจากอนาคต แล้วก็อะไรที่พวกเขาไม่ควรถูกบังคับให้ยอมรับ สำหรับพี่เต๋อแล้วตลอด 1 ปีที่ฉาย ความรู้สึกเรื่องนี้มันเท่าเดิมหรือมันอาจจะแย่ไปกว่าเดิม คนรุ่นใหม่ตอนนี้เขามีสิทธิ์จะคาดหวังอะไรได้บ้าง

“คือผมขอใช้คําว่า ‘ยังอยากขอให้มีความหวังดีกว่า’ ไอ้สิทธิ์จะคาดหวัง มันตอบยากนะ บางคนอาจจะแบบขี้เกียจจะหวังแล้วหรือบางคนก็ยังอยากหวังอยู่ แต่ว่าแบบไม่ค่อยแน่ใจว่ามันยังมีอีกไหมความหวัง

จริงๆ ผมเป็นคนมีความหวัง แต่ว่า 2-3 ปีมานี้ หรือว่าช่วงขณะที่ทําหนังเรื่องนี้ ผมมีคําถามกับความหวังมากกว่า

"คือบางทีคนจะรู้สึกว่าเราเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายหรือแบบ โห พี่ดูแบบสิ้นหวังไปหมดเลยเหรอ เปล่าเลย จริงๆ เรามีความหวัง แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันทําให้เราไม่แน่ใจว่าไอ้การที่เรามีความหวังนี่มันมันถูกหรือเปล่าวะ

“จะบอกว่าต่อให้จะมีต่อให้คุณจะมีคําถามกับการมีความหวังก็ก็อย่าเพิ่งปล่อยมันก็ได้นะ”

"เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้มาโดยง่ายๆ เหมือนที่เราดูหนังบางเรื่องที่ตอนต้นมันไม่มีความหวังแล้วตอนจบมันมีความหวัง บางทีมันอาจจะใช้เวลาอีกยี่สิบปีเลยก็เป็นไปได้หรือนานกว่านั้น"

ว่าแต่หลังจากทำ Human Resource แล้ว มุมมองส่วนตัวของพี่เกี่ยวกับการมีลูกและการเป็นพ่อเปลี่ยนไปไหม

“เวลาผมทําหนังเรื่องนี้เสร็จ แล้วมันฉายไปเรื่อยๆ ผมพยายามจะบอกตัวเองว่า ผมอยากจะคิดผิดนะ อยากจะแบบพอฉายไปสักพักแล้วเป็นแบบ โห เห็นไหมพี่ พี่อะคิดมากไป ไม่ขนาดนั้นเห็นหรือเปล่า

แต่ความจริง ไม่ว่ะ มันดูแย่กว่าเดิมอีก มันดูแบบเหี้*เท่าเดิมเลยนี่หว่า หรือบางเรื่องอาจจะหนักกว่าเดิม

“ถามว่ามีความคิดเปลี่ยนไปไหม ก็ยังเราคิดว่าอาจจะยังเหมือนเดิม แต่อย่างที่บอกคือไม่ได้รู้สึกว่าไม่ว่าจะยังไง มันจะเป็นอย่างงี้ไปตลอด เพราะถ้าวันนึงมันดีขึ้น ก็ดี แต่ถ้าถามวันนี้เลย อาจจะยังนะ เพราะว่าพอคุณทําหนังที่มันคู่ขนานไปกับความจริงในชีวิต มันเหมือนกับเราแสดงความคิดเห็นไปแล้ว แต่รอบนี้บางทีก็รู้สึกว่า อยากให้ความคิดเห็นที่เราแสดงไปเป็นเรื่องที่คิดผิดก็ได้ พี่ดาร์กไป อะไรอย่างนี้"

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now