หลังจากแคท เชอร์รีย์ และสามีของเธอหย่าร้างกันด้วยดีในปี 2018 แคทก็กลับมาใช้ชีวิตโสดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อายุ 13 ปี
เธอหันไปหาแอปหาคู่ออนไลน์ — แต่ประสบการณ์ของเธอนั้นเลวร้ายถึงขั้นทำให้เธอเลิกคิดเรื่องการออกเดตไปตลอดชีวิต
หญิงสาวจากแอดิเลดรายนี้กล่าวว่า ผู้ชายที่เธอนัดเจอ ล้วนเบี้ยวนัดหรือยกเลิกถึง 15 ครั้งติดต่อกัน
“ฉันเป็นแฟนตัวยงของหนังรักแนว Hallmark เลยคิดมาตลอดว่าจะต้องเจอคนของตัวเองสักวัน” แคทบอกกับรายการ The Feed
“ฉันคิดว่า ถ้าคุณเป็นคนดีและมีสิ่งดี ๆ ที่จะมอบให้ ใครจะคิดว่ามันจะยาก? แต่กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรเลย”
แคทจำได้แม่นถึงช่วงเวลาที่เธอตัดสินใจจะอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต

ในเดือนมกราคม 2020 ขณะที่อายุได้ 35 ปี เธอลบแอปหาคู่สุดท้ายออกจากโทรศัพท์และหยุดที่จะพยายามหาคู่ชีวิต
“ฉันมีความสุขกับชีวิต และมันก็แค่การไม่มีคู่ เหมือนกับที่ฉันไม่มีเฟอร์รารี” แคทกล่าว
“ถ้าเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นก็ดีไป แต่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิดถึงเป็นพิเศษ”
ชาวออสเตรเลียโสดมากกว่าที่เคย
สัดส่วนของผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรของออสเตรเลียมีแนวโน้มสูงวัยขึ้น
สำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย (ABS) คาดการณ์ว่า ในปี 2046 จะมีประชากรอยู่คนเดียวระหว่าง 3.4 ถึง 4 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2021 ถึง 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
นี่คือตัวอย่างหนึ่งของโมเดลจาก ABS:
นอกจากนี้ จำนวนพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคาดว่าจะเพิ่มจาก 1.2 ล้านคนในปี 2021 เป็นระหว่าง 1.6 ถึง 1.7 ล้านคนในปี 2046 ในขณะเดียวกัน ครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวคาดว่าจะเป็นประเภทครอบครัวที่เติบโตเร็วที่สุด
‘Boy sober’ และการลุกขึ้นมาของพลัง ‘โสด’
ปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืนคุณค่าของการเป็นโสด โดยกลุ่มคนโสดเริ่มสลัดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เช่น สาวเลี้ยงแมว หนุ่มโสด สาวแก่ไม่มีคู่ หนุ่มเจ้าชู้ หรือคนสันโดษ
กระแส 'boy sober' เริ่มเป็นที่รู้จักในปีนี้ โดยหญิงสาวจำนวนมากเลือกที่จะหยุดออกเดตชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเบื่อวัฒนธรรมการออกเดตที่เป็นพิษและความเหนื่อยล้าจากแอปหาคู่
ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งชื่อ โฮป วูดดาร์ด (Hope Woodard) ได้วางกฎเกณฑ์ของการเป็น boy sober ว่า “ห้ามใช้แอปหาคู่ ห้ามออกเดต ห้ามติดต่อแฟนเก่า ห้ามความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ”
แทนที่จะไล่ตามความสัมพันธ์อย่างไม่หยุดหย่อน แนวคิดของการล้างใจจากการออกเดตก็คือการหันกลับมาโฟกัสที่การสะท้อนตัวเองและการพัฒนาตนเอง
“ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร ถ้าไม่มีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มาทำให้ฉันไขว้เขวจากตัวเองและปัญหาที่แท้จริง” โฮป ซึ่งพบว่าตนเองเคยมีแฟนมาแล้วถึง 40 คน กล่าวในวิดีโอหนึ่ง
“[การเป็น boy sober] ก็เพื่อจะหาวิธีเลิกความเสพย์ติดความโรแมนติกเสียที”
ผู้ชายบางคนก็เลือกเลิกเดตเช่นกัน — บางรายถึงขั้นเลิกไปตลอด
เควิน ชายจากรัฐนิวเซาท์เวลส์วัย 40 ต้น ๆ ต้องดิ้นรนกับวัฒนธรรมการออกเดตมาตลอดชีวิต เขาไม่เคยชอบการแสดงความรักใหญ่โต การวางแผนเดตหรู ๆ หรือการเปิดใจทางอารมณ์กับคู่รัก
“ผมไม่เคยรู้สึกอยากแต่งงานหรือมีลูกเลย” เขากล่าว
“ตอนที่ผมมีความสัมพันธ์… ผมพยายามจะเป็นคนที่ผมไม่ใช่ และพยายามยัดตัวเองเข้าไปในกรอบ”
หลังจากอายุครบ 30 ปีได้ไม่นาน เควินก็ตัดสินใจหยุดแสวงหาความสัมพันธ์ และใช้ชีวิตโสดอย่างมีความสุขมากว่า 10 ปี
“ผมอยากเกษียณเร็ว ๆ แล้วย้ายไปอยู่กลางป่า นั่งตกปลา และทำงานไม้… ได้ลองหายตัวไปเลยสักพัก” เควินกล่าว
สำหรับแคท เชอร์รีย์ ปัจจุบันอายุ 39 ปี การที่ไม่มีคู่เป็นศูนย์กลางของชีวิตนั้น ได้เปิดโอกาสให้เธอสำรวจงานอดิเรกและสิ่งที่สนใจมากขึ้น
“ฉันได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ มากมาย ฉันได้ทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับเพื่อนและความสัมพันธ์ใหม่ ๆ” เธอกล่าว

“ฉันมีเพื่อนที่มีความสัมพันธ์ดีมาก ๆ … พวกเขากลับบ้าน ทำอาหารเย็น แล้วนั่งกันคนละฝั่งของโซฟาไถอินสตาแกรมไปพลางดูทีวีไป เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่เลย”
ข้อเสียของการอยู่คนเดียว
มิเชล ลิม (Michelle Lim) คือผู้บริหารของ Ending Loneliness Together เครือข่ายระดับชาติที่มุ่งจัดการกับปัญหาความเหงา เธอกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียกำลังรู้สึกเหงามากขึ้นและนานขึ้นด้วย
ลิมกล่าวว่า ความเหงากลายเป็นปัญหาเมื่อมันยืดเยื้อนานกว่า 16 สัปดาห์ และนิยามความเหงาว่าเป็น “ความรู้สึกทุกข์ใจที่เกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกว่าความสัมพันธ์ในชีวิตไม่ตอบโจทย์กับความต้องการทางสังคมในปัจจุบันของคุณ”
“หนึ่งในสามของเราจะรู้สึกเหงาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่หนึ่งในหกของเราจะรู้สึกเหงาในระดับรุนแรง” ลิมกล่าว
ลิมยังระบุว่า การรู้สึกเหงาหรือถูกตัดขาดทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการขาดความสัมพันธ์โรแมนติก ครอบครัว หรือมิตรภาพ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
“เมื่อเรามีคนรอบตัว เราจะมีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพมากกว่า เรามีคนที่คอยเตือนให้ไปหาหมอ” ลิมกล่าว

งานวิจัยระบุว่าคนโสดมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมและซึมเศร้ามากกว่าคนมีคู่ ความเหงายังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย
“คนที่รู้สึกเหงามีแนวโน้มจะขาดงานบ่อย … และมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงมากกว่าคนที่ไม่เหงา” ลิมกล่าว
ลิมเน้นว่า การอยู่คนเดียวกับความเหงาไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานการณ์ที่เราต้องการหรือไม่
“ถ้าคนโสดรู้สึกพึงพอใจ … โดยเฉพาะกับเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เขามีอยู่ เราก็คาดว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบด้านสุขภาพอย่างรุนแรงนัก” เธอกล่าว
ความเหงาไม่ใช่ปัญหาสำหรับแคท เธอกล่าวว่า เธอให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเนกชันกับผู้คน และไมได้จัดลำดับความสำคัญว่าความสัมพันธ์ไหนสำคัญมากกว่ากัน
“ฉันรักเจ้านายเก่าของฉันพอ ๆ กับที่ฉันรักเพื่อนสนิทของฉัน พอ ๆ กับที่ฉันรักเพื่อนร่วมงานตอนนี้ พอ ๆ กับที่ฉันรักพ่อแม่ของฉัน” เธอกล่าว
เควินก็รู้สึกสบายใจกับการอยู่คนเดียวเช่นกัน
“ผมอยู่คนเดียวมาตลอดชีวิตผู้ใหญ่ของผม มันไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผมเลย … ผมมีครอบครัวใหญ่ มีหลานสาวหลานชายมากมายในชีวิต” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ การอยู่เป็นโสดบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงจนเอื้อมไม่ถึง
“โลกนี้ถูกสร้างมาเพื่อคู่รัก ถ้าผมไปเที่ยว ผมก็ต้องจ่ายค่าโรงแรมแพงเป็นสองเท่า” เควินกล่าว
แม้จะสามารถซื้อบ้านสามห้องนอนได้ด้วยตัวเอง แคทก็รู้สึกตกใจกับแนวโน้มของคนโสดที่เพิ่มขึ้นทั่วออสเตรเลีย ซึ่งเธอมองว่าเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง”
“การเป็นโสดคืออภิสิทธิ์ และมันไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถมีได้จริง ๆ” เธอกล่าว
“เหตุผลที่เรามีสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการจับคู่มาเป็นพันปี ก็เพราะแบบนั้นแหละ”
มนุษย์ไม่ควรถูกจำกัดความด้วยสถานะความสัมพันธ์
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารมักจะหยิบเรื่องการออกเดตขึ้นมาถามไถ่ แคทหวังว่าผู้คนจะเห็นใจคนโสดบ้าง
วลีอย่าง “คุณจะเจอคนของคุณแน่” “มันจะเกิดขึ้นกับคุณสักวัน” และ “มันจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเลิกหา” มักจะทำให้คนฟังกลอกตา
“ถ้ามีใครบอกฉันว่าแบบสุดท้ายนั้น ฉันคงชกหน้าคนพูดแน่ ๆ” แคทพูดติดตลก
แคทเชื่อว่าผู้คนยังคงมีอคติต่อการเป็นโสดระยะยาวอยู่
“ยังมีสมมติฐานว่าเรากำลังใช้ชีวิตในสภาวะที่ขาด และว่าเราไม่มีทางมีความสุขได้จริงหากไม่มีความสัมพันธ์” เธอกล่าว
“มันควรจะเลิกแปลกได้แล้วที่บางคนเป็นโสด และบางคนอาจจะไม่ได้มองหาความสัมพันธ์ เราควรร่วมสนับสนุนให้คนมีความสุขกับตัวเอง ไม่ว่ารูปแบบชีวิตเขาจะเป็นแบบไหนก็ตาม”
