หลังจากความพยายามของนักเคลื่อนไหว LGBTIQ+ ชาวไทยมานานกว่าสองทศวรรษ ในที่สุดร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมก็ได้ผ่าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นการปูทางให้ความเสมอภาคในการสมรสกลายเป็นกฎหมายในประเทศ

23 มกราคม 2568 ถือเป็นวันแรกในประวัติศาสตร์ที่กฎหมายสมรวเท่าเทียมได้เริ่มบังคับใช้ในประเทศไทย โดยสื่อทุกสำนักได้รายงานถึงบรรยากาศความครึกครื้นทั้งในภาคส่วนของรัฐ และคู่รักจำนวนมากที่เดินทางไปจดทะเบียน ณ ที่ว่าการเขตในกรุงเทพ และที่ว่าการอำเภอในจังหวัดต่างๆ ทั่งประเทศ
ในเว็บไซต์ของรัฐบาลไทยได้ระบุถึง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุว่า เพื่อให้บุคคล 2 คนไม่ว่าจะเพศใดสามารถทำการหมั้นและสมรสได้ จาก กม.สมรสปัจจุบันที่การหมั้น ใช้คำว่า “ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง” แก้ไขเป็น “ผู้หมั้นและผู้รับหมั้น” หรือ “เพศ” ที่ใช้คำว่า “ชาย-หญิง” แก้ไขเป็น “บุคคลทั้ง 2 ฝ่าย”
และสถานะหลังจดทะเบียนสมรส จาก “สามีภริยา/คู่สมรส” แก้เป็น “คู่สมรส/คู่สมรส” รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่น ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ หน้าที่สถานะทางครอบครัว เท่าเทียมกับคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะรายละเอียดกฎหมายที่ผูกพัน ทั้งอาญา และแพ่ง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิต่าง ๆ ทั้งสิทธิการจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส สิทธิรับบุตรบุญธรรม สิทธิการลงนามยินยอมให้รักษาพยาบาลอีกฝ่าย เป็นต้น
ด้านแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทั่วโลกจะเห็นเราและรู้ว่าในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เรามีแนวคิดและการสนับสนุนประชาชนของเราแบบนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้เชิญคู่รักและนักเคลื่อนไหวหลายสิบคู่เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว
หลังจากที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้ผ่านสภาพและจะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ต่อจากไต้หวันและเนปาล
