ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาได้วางตัวเป็นพระเอกด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนประชาธิปไตยและเสถียรภาพระหว่างประเทศ
ออสเตรเลียรู้สึกยินดีที่ได้นับสหรัฐฯ เป็นพันธมิตร
แต่สงครามในตะวันออกกลางเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ท้าทายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ซึ่งสั่นคลอนมากยิ่งขึ้นจากผลงานช่วงวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
“เรากำลังได้เห็นจุดจบของมหาอำนาจ ยุคที่สหรัฐฯ เป็นเหมือนตำรวจโลก” ปีเตอร์ ดีน ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียกล่าว
ศ.ปีเตอร์กล่าวว่า ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมาย หรือ international rules-based order ซึ่งเป็นระบบของสถาบันและพันธมิตรที่มีค่านิยมประชาธิปไตยเสรีนิยมร่วมกันนั้น เป็นหลักการที่บังคับใช้โดยอำนาจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ระเบียบนี้ถูกนำมาใช้ในช่วงหลังสงครามและกำหนดว่าเป็นกฎของโลก
แต่การผงาดขึ้นของระบอบเผด็จการเทวาธิปไตย หรือ autocratic theocracy ในอิหร่าน รัสเซียที่แข็งกร้าวและเผด็จการมากขึ้น และอำนาจของจีนที่คืบคลานไกลขึ้น ล้วนท้าทายสถานะของสหรัฐที่เป็นอยู่ตอนนี้
“ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่นและเป็นหนึ่งเดียวในโลก [แต่ตอนนี้] ดุลอำนาจได้กระจายไปทั่วภูมิภาคต่างๆ โดยรัฐต่างๆ ที่แข่งขันกันเพื่อผลประโยชน์และอำนาจ” ศ.ปีเตอร์กล่าว
"สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นผลมาจากสิ่งที่เราเห็นทั่วโลก นั่นคือการจัดระเบียบอำนาจใหม่และโลกที่มีหลายขั้วอำนาจนั่นเอง"
"ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่เราต้องทดสอบและปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่
องค์กรระดับโลกที่สหรัฐฯ หนุนหลัง
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบระหว่างประเทศที่มุ่งป้องกันสงครามโลกครั้งต่อไป รวมถึงป้องกันเศรษฐกิจโลกไม่ให้ล่มสลายอีกครั้ง หลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 และความโหดร้ายของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่นาซีสังหารชาวยิวหลายล้านคน
ศาสตราจารย์คริสเตียน รอยส์-สมิท จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติเป็นศูนย์กลางของระเบียบโลกใหม่หลังสงครามโลก ร่วมกับสถาบันการเงินที่สำคัญ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และต่อมาคือองค์กรคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมี "อำนาจมากกว่า" ประเทศอื่นๆ อย่างมาก แต่ศ.คริสเตียนกล่าวว่า สหรัฐฯ ยินดียอมรับข้อจำกัดของสถาบันเหล่านี้ โดยรู้ว่าสถาบันเหล่านี้เป็นตัวแทนของค่านิยมเสรีนิยมของตน

เขากล่าวว่าหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของประชาคมระหว่างประเทศนับตั้งแต่จุดสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1945 คือจำนวนสงครามระหว่างรัฐที่ลดลงอย่างมากในช่วงเวลาที่จำนวนรัฐอธิปไตยได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นจากประมาณ 50 รัฐเป็นเกือบ 200 รัฐในปัจจุบัน
“เหตุผลมีอยู่หลายประการ แต่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหนึ่งในนั้นคือข้อห้ามทางกฎหมายที่ไม่ให้แต่ละรัฐใช้ความรุนแรง”
แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศเสมอไปในช่วงเวลานั้น รวมถึงกรณีการแทรกแซงทางทหารโดยไม่ได้รับอนุญาตและการใช้กำลังฝ่ายเดียว แต่รัฐบาลต่างๆ ที่สืบทอดต่อมาก็ยังคงกำหนดเป้าหมายการรักษาสันติภาพโลกของตนให้เป็นสิ่งเดียวกันกับผลประโยชน์ของชาติ
อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์โจมตี 9/11 ในปี 2001 ศ.คริสเตียนกล่าวว่านโยบายของสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกแยกภายในสังคมอเมริกันเกี่ยวกับบทบาทของตนเองที่อยู่เหนือประเทศต่างๆ รวมถึงมุมมองว่าสหรัฐฯ ควรใช้อำนาจตนเองอย่างไร
บรรทัดฐานที่ถูกเซาะกร่อน
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ประกาศสงครามในอิรักในปี 2003 เพื่อตอบโต้การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่บังคับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสหประชาชาติ โดยอ้างว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้างสูง ซึ่งต่อมาพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง
นับตั้งแต่นั้นมา ทั้งรัฐบาลโอบามาและไบเดนได้พยายามฟื้นฟูการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อสถาบันพหุภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กลับตีตัวออกห่างจากสถาบันกลุ่มดังกล่าว
ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และจากองค์กรต่างๆ เช่น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
นับตั้งแต่ปีนี้ สหรัฐฯ ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกอีกต่อไป
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (the North Atlantic Treaty Organisation: NATO) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารกับแคนาดาและประเทศในยุโรปตะวันตก โดยนาโตกล่าวว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศถือเป็นการโจมตีทุกประเทศ

ศ.คริสเตียนกล่าวว่า สงครามอิรัก การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 และการตอบโต้ของอิสราเอลในฉนวนกาซาหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 แสดงให้เห็นว่าข้อจำกัดพื้นฐานในการใช้กำลังได้พังทลายลงแล้ว
“ในอดีต ผู้คนอาจมองหาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนระเบียบระหว่างประเทศ” เขากล่าว “แต่ตอนนี้ผู้คนไม่เชื่อแล้วว่าสหรัฐฯ มีเจตจำนงที่จะทำสร้างสันติภาพ หรือมีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้”
ศ.คริสเตียนกล่าวว่าอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่คือ การกระทำของทรัมป์ที่เชื่อถือไม่ได้
แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยใช้อำนาจอย่างไม่ยั้งคิดในอดีต แต่เขากล่าวว่าเหตุการณ์เหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมาย และเป็นการกระทำที่มีเหตุผลและเป้าหมายที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการโจมตีกลุ่มรัฐอิสลามในตะวันออกกลาง หรือไอซิส ซึ่งเริ่มต้นในปี 2014 มีเป้าหมายเพื่อทำลายกลุ่มไอซิสโดยเฉพาะ
ดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์จะไม่สามารถอธิบายได้ว่าสงครามกับอิหร่านมีจุดประสงค์อะไร และมีไปทำไม เป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เป็นการผลิตอาวุธทำลายล้างสูง หรือการต่อต้านการก่อการร้าย”
ศาสตราจารย์ปีเตอร์กล่าวว่า "ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักคือสหรัฐฯ อยากทำลายระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่การโจมตีทางอากาศบรรลุเป้าหมายนี้ไม่ได้"
เขากล่าวว่าทรัมป์ดูเหมือนจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แล้วค่อยหาเหตุผลต่างๆ มาอ้างจนกว่าจะมีเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งที่ฟังขึ้น
"ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการใช้อำนาจอย่างดิบเถื่อนของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรูปแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน"
ระบบอยู่ใน 'วิกฤตการณ์ร้ายแรง'
เมื่อถูกถามว่าอเมริกายังคงสามารถพึ่งพาได้ในฐานะ "ตำรวจโลก" อย่างในอดีตหรือไม่ ศ.คริสเตียนกล่าวว่า ระบบที่รักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ช่วยจำกัดการใช้ความรุนแรงและอำนวยความมั่นคงทางเศรษฐกิจมาหลายทศวรรษ ขณะนี้อยู่ใน "วิกฤตการณ์ร้ายแรง"
"ผมคิดว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นพระเอกในระบอบนั้นอีกต่อไปแล้ว"
เขาชี้ว่าคำพูดของทรัมป์เองที่ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์เมื่อต้นปี 2026 ที่เขากล่าวว่า "ผมไม่ต้องการกฎหมายระหว่างประเทศ" และข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวต่ออำนาจของเขาคือ "ศีลธรรมของผมเอง ความคิดของผมเอง"

"เราไม่เคยได้ยินประธานาธิบดีอเมริกันคนไหนพูดแบบนั้นมาก่อน และการกระทำของเขาก็พิสูจน์คำพูดของเขาแล้ว" ศ.ครริสเตียนกล่าว
ศ.ปีเตอร์เห็นด้วยและกล่าวว่าระเบียบระหว่างประเทศแบบเดิมที่ยึดหลักกฎเกณฑ์ ที่ทำให้ออสเตรเลียเจริญรุ่งเรืองนั้น "ตายไปแล้ว"
"ขณะนี้เราอยู่ในระเบียบโลกแบบหลายขั้ว และสิ่งที่กำลังถูกเขียนขึ้นในตอนนี้จะเป็นกฎเกณฑ์ระเบียบโลกใหม่" เขาให้ความเห็น
ศ.ปีเตอร์เชื่อว่าองค์กรต่างๆ เช่น สหประชาชาติ แทบจะไม่มีบทบาทแล้ว และกำลังเปลี่ยนไปสู่กลุ่มประเทศขนาดเล็กที่มารวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น สนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา (the security pact between Australia, the United Kingdom and the US: AUKUS); การเจรจาความมั่นคงสี่ฝ่ายระหว่างออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา (มักเรียกว่า Quad); และความร่วมมือระหว่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา (he Australia-Japan-US partnership: AJUS)
แม้ว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อาจเลือกสนับสนุนระบบเดิมในบางพื้นที่ แต่ดีนเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในพลวัตอำนาจระดับโลกและระดับภูมิภาค
"นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างน่าเสียดายในประวัติศาสตร์ เมื่อมีช่วงเวลาของการจัดระเบียบโลกใหม่
"คุณมักจะเห็นความขัดแย้งปะทุขึ้น คุณมักจะเห็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ"
เขายกตัวอย่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และแม้แต่การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านผ่านการให้เงินสนับสนุนกลุ่มฮามาส
รัฐที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกนั้นเต็มใจที่จะยอมรับความเสี่ยงเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารโดยตรงมากกว่า และ "สิ่งที่เราเห็นคือสหรัฐฯ กำลังตอบสนอง" ดีนกล่าว
[สหรัฐฯ] สงวนสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจของตนเองฝ่ายเดียวเพื่อลงโทษรัฐเหล่านั้น
ในกรณีของอิหร่าน ดีนกล่าวว่าอิหร่านได้โจมตีอิสราเอลทางทหารอย่างต่อเนื่อง โจมตีทางไซเบอร์สหรัฐฯ และพยายามพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง
อำนาจของทรัมป์สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกที่ลึกกว่าเดิม
ชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ โดยผลสำรวจล่าสุดจากศูนย์วิจัย Pew รายงานว่าร้อยละ 57 มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรนี้
ศ.คริสเตียนกล่าวว่า หลายคนยังคงยึดมั่นในแนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ ควรคงไว้ซึ่งอำนาจโดยร่วมมือกับรัฐอื่นๆ และความชอบธรรมที่สหรัฐฯ มีในระดับนานาชาติ
แต่เขากล่าวว่า ขบวนการฝ่ายขวาได้ผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของอเมริกาที่แคบลง และโจมตีแนวคิด "โลกนิยมเดียว" ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการสร้างรัฐบาลโลก โดยกล่าวหาองค์กรต่างๆ เช่น สหประชาชาติว่าเป็นสถาบันที่ "มุ่งมั่นที่จะทำลายอำนาจอธิปไตยของอเมริกา"
ศ.ปีเตอร์ไม่คิดว่าการกระทำของทรัมป์เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้มากกว่า
เขากล่าวว่าขบวนการ Make America Great Again (MAGA) ได้สร้างภาพว่าสหรัฐอเมริกาเป็นเหยื่อ และสร้างความรู้สึกว่าโลกจำเป็นต้องได้รับการจัดระเบียบใหม่เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่ออเมริกา
"[ทรัมป์] กำลังปฏิเสธระเบียบหลายอย่างที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ร่ำรวยและเจริญรุ่งเรือง"
แต่ในขณะที่ทรัมป์หาเสียงด้วยจุดยืนแบบแยกตัวโดดเดี่ยว ว่าสหรัฐฯ ควรอยู่ห่างจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติตนเองมากกว่า เขากลับใช้กำลังอำนาจของอเมริกาอย่างแข็งกร้าวเพื่อบรรลุผลประโยชน์ของตนเอง
“อย่างน้อยๆ ก็พูดได้ว่าจุดยืนแยกสหรัฐฯ ออกจากประเทศต่างๆ นั้นช่างขัดแย้งกับการรุกรานประเทศอื่นอย่างก้าวร้าวของสหรัฐฯ เอง” ศ.คริสเตียนล่าว
และปัญหาสำหรับออสเตรเลียก็คือ สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ได้เป็นผลดีกับออสเตรเลียแม้แต่น้อย
ออสเตรเลียมีตัวเลือกเสมอ
ศ.คริสเตียนกล่าวว่า ออสเตรเลียต้องปรับมุมมองที่มีต่อสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่น่าเชื่อถือหรือคาดเดาได้อีกต่อไปภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์
แต่เขากล่าวว่า ออสเตรเลียมีทางเลือกเสมอ และยังมีโอกาสสำหรับการเจรจาทางการทูต เพียงแต่ต้องใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์
"กฎหมายไม่ได้พังทลายลงเพราะมีคนละเมิด แต่จะพังทลายลงเพราะไม่มีใครกล้าปกป้องรักษา"
ศ.คริสเตียนชื่อว่ารัฐบาลออสเตรเลียลังเลไม่กล้าแตกแถวจากสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลง AUKUS
"ดังนั้นเราจึงได้ผูกมัดตัวเองเข้ากับความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของนโยบายต่างประเทศของเรา"
แต่เขาเชื่อว่ายังมีโอกาสสำหรับรัฐบาลออสเตรเลียได้พัฒนานโยบายและชุดเป้าหมายเพื่อสร้างระเบียบโลกที่เหมาะสมกับผลประโยชน์ของออสเตรเลียและผลประโยชน์ของประเทศอื่นๆ
ศ.ปีเตอร์กล่าวว่าความร่วมมือใดๆ ย่อมมีต้นทุนและความเสี่ยง และสหรัฐอเมริกายังคงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวม เขากล่าวว่าออสเตรเลียจำเป็นต้องตอบสนองต่อพฤติกรรมของอเมริกาในภูมิภาคอื่นๆ ที่แก้ปัญหาและปฏิบัติได้จริงมากขึ้น
"เราจำเป็นต้องรู้ว่าเมื่อใดที่เราต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติออสเตรเลีย"

หากรัฐบาลช่วยรักษาสมดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคได้ และประเทศอื่นๆ เห็นว่าเป้าหมายของตนไม่สามารถบรรลุได้ด้วยกำลังทหาร พวกเขาก็อาจลังเลไม่ใช้กำลังทหาร
"รัสเซียได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดแล้ว ปฏิบัติการทางทหารพิเศษหกวันเพื่อลงโทษยูเครนนั้นยืดเยื้อมานานถึงสี่ปีแล้ว" ดีนกล่าว
เขาเห็นด้วยว่าออสเตรเลียจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมในด้านการบริหารบ้านเมือง การทูต และกองกำลังป้องกันประเทศ เนื่องจากโลกกำลังมีความอันตรายมากขึ้น
ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการจัดระเบียบใหม่ครั้งใหญ่ ดังนั้นเราจึงคาดหวังได้ว่าจะเกิดความวุ่นวาย ความโกลาหล และความไม่แน่นอนมากขึ้น
"สหรัฐฯ กำลังค้นหาและคลำหาบทบาทและแนวทางของตนในโลกหลายขั้วใหม่นี้ เช่นเดียวกับจีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ รัสเซีย ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ"
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม
