Watch FIFA World Cup 2026™

LIVE, FREE and EXCLUSIVE starting June 12 2026

Fair Work ยอมรับขึ้นค่าแรงได้ไม่เต็มที่ สหภาพแรงงานเฮ ด้านนายจ้างมีความกังวล

ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 6 ขณะที่ฝ่ายนายจ้างมองว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวสูงเกินความเป็นจริงและอาจสร้างภาระต่อภาคธุรกิจ

Cafe workers outside a restuarant
The Fair Work Commission has delivered its Annual Wage Review 2026. Source: AAP / Joel Carrett

สรุปประเด็นสำคัญ

  • คณะกรรมาธิการแฟร์เวิร์ก (Fair Work Commission) มีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็น 26 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
  • คณะกรรมาธิการระบุว่า มีหลายปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการตัดสินใจครั้งนี้ รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

แรงงานเกือบ 3 ล้านคนในออสเตรเลียจะได้รับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 4.75 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นการปรับขึ้นค่าแรงที่ยั่งยืนและช่วยเพิ่มรายได้ที่แท้จริง ขณะที่กลุ่มนายจ้างเตือนว่า อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่กระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจบางแห่ง

การปรับขึ้นร้อยละ 4.75 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลียรายงานว่าอยู่ที่ร้อยละ 4.2 ในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าที่สหภาพแรงงานเรียกร้อง และสูงกว่าที่กลุ่มนายจ้างเสนอไว้

สำหรับแรงงานประมาณ 100,000 คนที่ได้รับค่าจ้างต่ำที่สุดภายใต้ระบบ Modern Awards ค่าแรงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,004 ดอลลาร์ 90 เซนต์ต่อสัปดาห์ หรือ 26 ดอลลาร์ 44 เซนต์ต่อชั่วโมง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026

คณะกรรมาธิการแฟร์เวิร์ก (Fair Work Commission: FWC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านแรงงานของประเทศ ได้ประกาศผลการทบทวนค่าแรงประจำปีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่า การตัดสินใจในปีนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายด้าน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

A group of people gathered at a rally, holding SDA flags.
Unions have welcomed the 4.75 per cent increase. Source: AAP / Dan Himbrechts

ค่าแรงเพิ่มจริงหรือไม่

อดัม แฮตเชอร์ ประธานคณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงในปีที่ผ่านมาแม้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างค่าแรงกับค่าครองชีพได้บางส่วน แต่การกลับมาของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทำให้ช่องว่างดังกล่าวขยายตัวขึ้นอีกครั้ง

เขาระบุว่า หากเป็นไปตามที่ธนาคารกลางออสเตรเลียคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2026 การจะปิดช่องว่างดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าแรงมากกว่าร้อยละ 5

“เราจำเป็นต้องยอมรับอย่างน่าเสียดายว่า การปรับขึ้นค่าแรงในระดับที่เพียงพอจะปิดช่องว่างของค่าแรงที่แท้จริงได้ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้อย่างเหมาะสมหรือมีความรับผิดชอบในเวลานี้” แฮตเชอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าการปรับขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มค่าแรงที่แท้จริงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อหรือไม่ จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น

เขาชี้ว่า อัตราการปรับขึ้นร้อยละ 4.75 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 4.2 ในเดือนเมษายน และสูงกว่าประมาณการเงินเฟ้อร้อยละ 2.5 ที่ระบุไว้ในงบประมาณปี 2026–27

“ไม่ว่าจะวัดจากเกณฑ์ใด นี่ถือเป็นการเพิ่มค่าแรงที่แท้จริง ในมุมมองของเรา การปรับขึ้นครั้งนี้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน และคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง” ชาลเมอร์สกล่าว

ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 6 ซึ่งหากได้รับการอนุมัติ จะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงภายใต้ระบบ Award สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะทำให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 26 ดอลลาร์ 45 เซนต์ต่อชั่วโมง

สภาสหภาพแรงงานออสเตรเลีย (ACTU) เคยเสนอให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 6 โดยให้เหตุผลว่า อัตราดังกล่าวจะช่วยให้แรงงานสามารถรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ชดเชยการเติบโตของค่าแรงที่ล่าช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเตรียมพร้อมรับมือหากเศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ACTU ยังคงแสดงความยินดีกับมติของคณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลียในครั้งนี้ โดยระบุว่า การปรับขึ้นร้อยละ 4.75 ยังคงสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านค่าครองชีพให้กับแรงงานได้

 แซลลี แมคมานัส เลขาธิการ ACTU กล่าวว่า

 “เราอยากเห็น Fair Work Commission ตัดสินใจปรับขึ้นค่าแรงในระดับที่ช่วยให้แรงงานทุกคนตามทันค่าครองชีพได้ทันที ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นจริง ๆ อย่างที่คณะกรรมาธิการเองก็ยอมรับ จะต้องมีการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 5”

 “พวกเขาต้องการไปถึงจุดนั้น เพียงแต่ไม่ต้องการไปให้เร็วเท่ากับที่เราต้องการ”

 แมคมานัสยังเตือนว่า หากแรงงานไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าแรงอย่างเพียงพอ ผลกระทบจะไม่ได้ตกอยู่กับลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคธุรกิจด้วย

 “หากรายได้ของผู้คนไม่เพิ่มขึ้นจนสามารถก้าวทันค่าครองชีพได้ พวกเขาก็จะเริ่มลดรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร หรือแม้แต่การไปพบแพทย์”

 “แรงงานก็คือลูกค้าของธุรกิจเช่นกัน หากพวกเขามีเงินน้อยลงและต้องรัดเข็มขัด การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจก็จะลดลงตามไปด้วย”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนายจ้างมองว่าข้อเสนอของสหภาพแรงงานที่ต้องการให้ปรับขึ้นค่าแรงร้อยละ 6 นั้น “สูงเกินความเป็นจริง” และเสนอให้ปรับขึ้นเพียงร้อยละ 3.9 โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมาก

อินเนส วิลล็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Australian Industry Group (AIG) กล่าวว่า

“ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญภาวะชะลอตัว หากมีการปรับขึ้นมากกว่านี้ จะสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งภาคธุรกิจและแรงงาน”

เขากล่าวว่า ธุรกิจต่าง ๆ ไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไม่สิ้นสุด รวมถึงต้นทุนด้านค่าแรง โดยไม่ผลักภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานของตน

“ภาคธุรกิจไม่มีความสามารถที่จะรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงหรือค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ โดยไม่ต้องส่งต่อภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค หรือปรับโครงสร้างการทำงาน รวมถึงโครงสร้างกำลังคนภายในองค์กร”

ด้านหอการค้าและอุตสาหกรรมออสเตรเลีย (Australian Chamber of Commerce and Industry: ACCI) ระบุว่า การปรับขึ้นค่าแรงร้อยละ 4.75 อาจเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก

องค์กรเตือนว่า ผู้ประกอบการอาจต้องเลือกระหว่างการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น หรือรับภาระดังกล่าวไว้เอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ด้านเดวิด อเล็กซานเดอร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของหอการค้าและอุตสาหกรรมออสเตรเลีย (ACCI) เตือนว่า การปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับธุรกิจบางแห่ง

“สำหรับบางธุรกิจ นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่อไปได้”

เขากล่าวว่า ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งอาจต้องชะลอหรือยกเลิกแผนการลงทุนในอนาคต

“ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่ข่าวดีสำหรับภาคธุรกิจ”

อเล็กซานเดอร์ยังเห็นว่า การปรับขึ้นค่าแรงควรเชื่อมโยงกับความสำเร็จและผลิตภาพของธุรกิจเป็นสำคัญ

“นั่นคือวิธีที่จะสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง”

“สิ่งที่การตัดสินใจของคณะกรรมาธิการกำลังทำอยู่ คือการทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภาพในการทำงานกับผลลัพธ์ด้านค่าจ้างอ่อนแอลง”

กลุ่มนายจ้างจึงกังวลว่า การปรับขึ้นค่าแรงที่สูงกว่าการเติบโตของผลิตภาพ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจและส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนในระยะยาว

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


2 min read

Published

By Rashida Yosufzai

Presented by Chayada Powell

Source: SBS




Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now