ประเด็นสำคัญ
- ค่าตอบแทนของซีอีโอพุ่งสูงขึ้น โดยซีอีโอ 300 อันดับแรกที่บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX) ได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 3.86 ล้านดอลลาร์ต่อปี
- แต่โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานประจำชาวออสเตรเลียจะได้รับเงินเดือนประมาณ 107,172 ดอลลาร์ต่อปี
ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่
ข้อมูลรายได้และชั่วโมงการทำงานของแรงงานที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย (Australian Bureau of Statistics: ABS) เมื่อวันที่ 23 มกราคม เผยภาพรวมของชาวออสเตรเลียที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุด รวมถึงจำนวนชั่วโมงทำงานที่รวมเป็นรายได้เหล่านั้นด้วย
จอห์น บิวแคเนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานที่ทำงานจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์กล่าวว่า ค่าจ้างสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานทำงานอย่างไร โดยทักษะที่เป็นที่ต้องการมากกว่าจะได้รับค่าจ้างสูงกว่า แต่ยังมีประเด็นด้านจริยธรรมที่ควรถกเถียงด้วยว่าแรงงานอาชีพต่างๆ ควรได้รับค่าจ้างเท่าไหร่
ผมคิดว่าโครงสร้างค่าจ้างปัจจุบันนั้นมีปัญหาอยู่ เพราะผู้บริหารระดับสูงตั้งเงินเดือนให้รางวัลตัวเองโดยไม่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อหรือผลผลิตของงานพวกเขาเลยจอห์นกล่าว
จอห์นยกตัวอย่างตำแหน่ง เช่น ผู้จัดการระดับสูงและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัย ที่ได้รับเงินเดือนมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 21 ล้านบาทต่อปี
เขากล่าวว่าค่าตอบแทนของอธิการบดีกับบุคลากรทางวิชาการอื่นๆ นั้นมีระดับที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
รายงานวิเคราะห์ขององค์กรวิจัยสถาบันออสเตรเลีย (Australia Institute: AI) ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้วพบว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าจ้างเฉลี่ยเกือบ 1.3 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ค่าจ้างของพวกเขานั้นเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่านับตั้งแต่ปี 1985 ซึ่งขณะนั้นพวกเขาได้รับเงินเดือนเฉลี่ย 300,000 ดอลลาร์ (อ้างอิงจากตัวเลขปี 2024 ปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว)
ในขณะเดียวกัน ค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานอื่นๆ ในภาคส่วนมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 39 จาก 62,159 ดอลลาร์ เป็น 86,673 ดอลลาร์ ต่อปี
บางอาชีพก็ได้รับค่าจ้างมากเกินไป
จอห์นอธิบายว่าค่าจ้างของตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสะท้อนให้เห็นกระแสค่าจ้างผู้บริหารที่สูงขึ้นในภาคส่วนอื่นๆ ด้วย
ค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) พุ่งสูงขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ตามผลสำรวจที่เผยแพร่โดยองค์กร Odgers และ OpenDirector พบว่าประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 300 อันดับแรกที่บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 3.86 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีก่อนหน้า (ค่าตอบแทนรวมประกอบด้วยเงินเดือนพื้นฐาน รวมถึงค่าเบี้ยเลี้ยง เงินบำนาญ โบนัส หรือค่าคอมมิชชั่น)
อย่างไรก็ตาม "ค่าตอบแทนที่ได้รับจริง" อาจสูงกว่านี้อีก เพราะรวมถึงรายได้ที่ได้รับเมื่อสิทธิในการซื้อหุ้นและหุ้นอื่นๆ มีผลบังคับใช้แล้ว
ตามรายงานของ Australian Financial Review ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซีอีโอที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดของออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้วคือ บิล บีเมนท์ จากบริษัท Develop Global ซึ่งได้รับค่าตอบแทนที่ได้รับจริงถึง 59.6 ล้านดอลลาร์ รายได้ส่วนหนึ่งมาจากสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัท
จอห์นกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในภาคการเงินก็ได้รับค่าจ้างสูงกว่าแรงงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะพวกเขาเข้าถึงเงินสดจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ได้
"แต่อาชีพเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของเราดีขึ้น" เขากล่าว
ผมคิดว่าเราต้องถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วถามว่า ค่าจ้างที่ยุติธรรมคือเท่าไหร่กันแน่จอห์นตั้งคำถาม
ในทำนองเดียวกัน จอห์นกล่าวว่าแรงงานระดับผู้จัดการสามารถ "ดึงเงินออกมาจากกระแสเงินสดที่พวกเขามีสิทธิ์เข้าถึงอย่างครบถ้วน"
"ผมคิดว่าผู้บริหารระดับสูงในภาคการเงิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการแพทย์เอกชน ได้รับค่าตอบแทนสูงเกินไปมาก"
แล้วคนที่มีชั่วโมงทำงานสูงที่สุดได้เงินเท่าไหร่
หากไม่นับรวมประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการระดับสูงอื่นๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเชิงกลยุทธ์หรือดูแลพนักงานจำนวนมาก พนักงานประจำชาวออสเตรเลียโดยเฉลี่ย มีรายได้ 2,061 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ก่อนหักภาษี ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลียซึ่งคิดเป็นประมาณ 107,172 ดอลลาร์ต่อปี
เวลาทำงานปกติของพวกเขาคือ 38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับผู้ที่ทำงานเต็มเวลา ชั่วโมงทำงานที่ตกลงกันไว้นี้ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าตอบแทนวันหยุด หรือค่าชดเชยการเลิกจ้าง
หากรวมค่าล่วงเวลาด้วย ตัวเลข "จำนวนชั่วโมงทำงานทั้งหมดที่ได้รับค่าจ้าง" จะแสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ทำงานโดยเฉลี่ย 39.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ไม่มีใครในกลุ่มคนที่ทำงานหนักที่สุดได้รับค่าจ้างสูงที่สุดเลย
คนขับรถบรรทุกซึ่งทำงานเฉลี่ย 46.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 39.2 ชั่วโมง ได้รับเงินเดือน 2,078 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ก่อนหักภาษี
อาชีพที่มีรายได้สูงสุดในออสเตรเลียคือ แพทย์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 3,554.10 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อสัปดาห์ ทำงานประมาณ 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อาชีพหลายอาชีพที่มีรายได้สูงที่สุดกลับมีชั่วโมงการทำงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
กลุ่มอาชีพเหล่านี้รวมถึงผู้จัดการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ (ผู้จัดการผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ใดๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพ ตำรวจ และหน่วยดับเพลิง) ผู้จัดการด้านบริหารธุรกิจ อาจารย์ในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนผู้จัดการด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการขาย
ข้อมูลนี้ไม่รวมชั่วโมงการทำงานและค่าตอบแทนเฉลี่ยของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการระดับสูงคนอื่นๆ โฆษกของสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลียกล่าวว่าข้อมูลนี้ได้มาจากกลุ่มตัวอย่างงาน 50,000 ตำแหน่ง แต่ยังไม่เพียงพอให้ข้อมูลรายได้ที่ได้รับจริง
แล้วใครที่มีชั่วโมงการทำงานน้อยที่สุด
ในกลุ่มผู้ที่มีชั่วโมงทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำที่สุด มีเพียงอาชีพเดียวที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ที่มีรายได้สูงที่สุดด้วย นั่นคือ อาจารย์ในระดับอุดมศึกษา
แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ตัวเลขชั่วโมงทำงานที่ได้รับค่าจ้างอาจไม่สะท้อนถึงชั่วโมงทำงานจริง
ลีโอโนรา ริสเซ รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ ชี้ให้เห็นว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยมักทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เช่น ตรวจงานของนักศึกษา และตอบอีเมลของนักศึกษา

"บ่อยครั้งเวลาที่นักวิจัยกำลังทำรายงานวิจัย เมื่อมีแรงบันดาลใจขึ้นมา พวกเราก็จะเริ่มทำงานทันที ทั้งเขียนวิจัยแล้วก็อ่านบทความอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน พวกเรารอให้ถึงเวลาเข้างานแล้วจึงเริ่มทำงานไม่ได้หรอก" รศ.ลีโอโนรากล่าว
"ในขณะที่ถ้า [งานของคุณ] ต้องออกนอกสถานที่ และคุณต้องทำงาน ณ สถานที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานค้าปลีกหรืองานเหมืองแร่ เมื่อคุณเลิกงาน คุณก็ไม่ต้องคิดเรื่องงานอีก"
นั่นหมายความว่า สำหรับงานที่ต้องปฏิบัติงานในสถานที่จริง เช่น งานก่อสร้างหรืองานเหมืองแร่ คุณก็มีโอกาสได้รับค่าตอบแทนสำหรับชั่วโมงทำงานล่วงเวลามากขึ้นด้วย

แล้วทำไมยังมีบางอาชีพที่ได้รับค่าจ้างมากกว่าอาชีพกลุ่มอื่นๆ
เมื่อพูดถึงอาชีพที่มีรายได้สูง จอห์นกล่าวว่าค่าตอบแทนบางอาชีพอาจเหมาะสมกับรายได้เพราะต้องใช้ทักษะและการศึกษาระดับสูง ในขณะที่บางอาชีพก็ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน
เขาตั้งข้อสังเกตว่า อาชีพในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีค่าตอบแทนสูงที่สุดโดยเฉลี่ย เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากและต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานและสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อดำเนินการ แต่ผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมนี้สามารถผลิตได้โดยใช้พนักงานเพียงไม่กี่คน ซึ่งหมายความว่าคนงานสามารถได้รับค่าตอบแทนที่ดีโดยไม่กระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานโดยรวม
ในออสเตรเลีย ประชากรวัยทำงานที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไปประมาณร้อยละ 2 ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ร้อยละ 18 ทำงานด้านการดูแลสุขภาพและบริการสังคม และร้อยละสิบทำงานด้านการศึกษาและการฝึกอบรม

จำนวนพนักงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ค่อนข้างน้อย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมนี้มีความเสี่ยงต่อการหยุดงานหรือการประท้วงของสหภาพแรงงานมากกว่า ดังนั้นนายจ้างจึงมีแนวโน้มที่จะยอมรับข้อเรียกร้องของคนงานได้ง่ายกว่า
"สัดส่วนเงินทุนที่แบ่งเป็นรายได้นั้นไม่ได้ตกเป็นของคนมากมายหรอก" จอห์นกล่าว
รศ.ลีโอโนราเห็นด้วยและกล่าวว่าสภาพการทำงานก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยค่าจ้างที่สูงขึ้นอาจสะท้อนถึงสิ่งที่เรียกว่า "ปัจจัยชดเชย"
"หากอาชีพนั้นเป็นการทำงานจากระยะไกล ก็จะอันตรายและเสี่ยงสูงกว่า" เธอกล่าว
แต่รศ.ลีโอโนราเตือนว่าคำอธิบายนี้ใช้ได้กับอาชีพบางกลุ่มเท่านั้น เพราะบุคลากรด่านหน้าอื่นๆ หรือผู้ที่ทำงานด้านการพยาบาลก็อาจเผชิญกับสภาพงานที่เป็นอันตรายเช่นกัน แต่ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไม่ช่วยให้พวกเขาได้รับค่าแรงมากขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ส่วนใหญ่มักเป็นแรงงานแบบบินไปทำงานแล้วบินกลับ หรือ fly-in, fly-out เมื่อพวกเขาอยู่ที่ไซต์งาน พวกเขามักจะทำงานอย่างหนัก ซึ่งเห็นได้จากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ย นี่อาจทำให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับค่าล่วงเวลา กะกลางคืน อัตราค่าจ้างวันหยุดสุดสัปดาห์ หรืออัตราค่าจ้างพิเศษอื่นๆ ที่ทำให้รายได้ของพวกเขาสูงขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นต้องมีทักษะสูงและบางครั้งต้องทำงานในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุด
อาชีพที่ต้องมีวุฒิการศึกษาและทักษะระดับสูง
แม้ว่าผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองจะมีรายได้สูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในออสเตรเลีย แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีรายได้สูงสุดในบรรดาอาชีพต่างๆ
บุคลากรทางการแพทย์ ผู้จัดการด้านไอซีที (พนักงานที่ดูแลระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขององค์กร) และผู้จัดการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอื่นๆ ติดอันดับต้นๆ ของกลุ่มอาชีพที่มีรายได้สูงสุด แพทย์มีรายได้เฉลี่ย 3,554.10 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หากรวมค่าล่วงเวลาแล้ว ในขณะที่ผู้จัดการด้านไอซีทีมีรายได้ 3,401.60 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์
อาชีพจำนวนมากใน 10 อันดับแรกนั้นมีชั่วโมงทำงานประมาณค่าเฉลี่ยหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ยกเว้นบางอาชีพ เช่น แพทย์ แรงงานก่อสร้าง ผู้จัดการฝ่ายจัดจำหน่ายและการผลิต และผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางอากาศและทางทะเล

เกร็ก เจริโค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันออสเตรเลีย กล่าวว่า อัตราค่าตอบแทนที่สูงสำหรับบางอาชีพ เช่น อาจารย์ในระดับอุดมศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงระดับทักษะที่จำเป็นสำหรับงานนั้นๆ
"คุณสอนในมหาวิทยาลัยไม่ได้เลยหากคุณไม่มีปริญญาเอก ทักษะแบบนี้คุณหาคนมาแทนกันง่ายๆ ไม่ได้" เกร็กกล่าว
"โดยทั่วไป ยิ่งคุณมีทักษะมากเท่าไหร่ หรือยิ่งงานนั้นต้องการทักษะมากเท่าไหร่ การหาคนที่สามารถทำงานนั้นได้ก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น"
ข้อตกลงค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม
จอห์นกล่าวว่า ความแตกต่างของค่าจ้างระหว่างงานที่มีทักษะและงานที่ไม่มีทักษะนั้นไม่เปลี่ยนแปลงมานานหลายศตวรรษ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ออสเตรเลียได้เห็นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาคือภาครัฐลดจำนวนค่าแรงของแรงงานตนเอง
"ครูและพยาบาลได้รับผลกระทบอย่างหนัก และแพทย์ในภาครัฐก็ได้รับผลกระทบจากการจำกัดค่าจ้างในภาครัฐ [โดยเฉพาะในรัฐนิวเซาท์เวลส์และรัฐควีนส์แลนด์]" จอห์นกล่าว
จอห์นยกตัวอย่างจิตแพทย์ที่ทำงานในภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ประเมินผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตในระบบยุติธรรมทางอาญา แต่กลับได้รับค่าตอบแทนที่จำกัด เขาชี้ว่าค่าแรงต่ำเป็นปัจจัยที่ทำลายแรงจูงใจในการทำงาน
"จิตแพทย์เหล่านี้หาเงินได้มากกว่าสองถึงสามเท่าหากพวกเขาหันไปดูแลคนไข้ในภาคเอกชน โครงสร้างค่าแรงแบบนี้เป็นผลเสียกับสังคมเราแน่นอน"
จริงๆ แล้วเราควรจะพูดว่า ถ้าจิตแพทย์เหล่านี้กำลังดูแลคนไข้ที่เป็นความเสี่ยงต่อสังคม พวกเขากำลังรับหน้าที่สำคัญในสังคม แต่ตลาดแรงงานกลับไม่คิดแบบนั้นจอห์นกล่าว
อีกหนึ่งความผิดปกติในระบบค่าจ้างคือ แรงงานผู้หญิงยังคงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายแม้ว่าจะทำงานประเภทเดียวกัน
แม้แต่ในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ รายได้เฉลี่ยของผู้ชายอยู่ที่ 96.20 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ในขณะที่ผู้หญิงได้รับ 77.30 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
ริสเซ่ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมที่มีค่าตอบแทนสูงหลายแห่งมักบริหารโดยผู้ชายเป็นหลัก ในขณะที่อุตสาหกรรมระดับล่างมักบริหารโดยผู้หญิง หรือมีจำนวนแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานอพยพที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในสัดส่วนที่เยอะกว่ามาก
"[ค่าจ้าง] ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตในสังคมโดยรวมว่าอาชีพไหนได้รับการยอมรับว่าสำคัญมากกว่าอาชีพอื่น และค่าจ้างยังสะท้อนถึงสถานะและอำนาจในสังคมด้วย"
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม
