'มันน่ากลัวเกินกว่าจะหลับลง': ชาวออสเตรเลียเดินทางถึงบ้าน หลังติดค้างในดูไบหลายวัน

ชาวออสเตรเลียมากกว่า 200 คนเดินทางถึงนครซิดนีย์แล้ว หลังติดค้างอยู่ในนครดูไบตั้งแต่การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

A crowd of people some holding flowers, some holding signs saying 'Welcome Home so proud of you' and some with colourful balloons.

ผู้ปกครองของนักเรียนจากวิทยาลัยบาร์เกอร์ในซิดนีย์ กำลังเตรียมต้อนรับลูกๆ กลับบ้าน หลังจากที่ลูกๆ ไปแข่งขันหุ่นยนต์ที่ดูไบ Source: SBS

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ชาวออสเตรเลียมากกว่า 200 คนเดินทางกลับถึงบ้านในคืนวันพุธ ด้วยเที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกที่ออกจากดูไบตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพนนี หว่อง ระบุว่าสถานการณ์ชาวออสเตรเลียที่ติดค้างอยู่เป็น “วิกฤตด้านกงสุล” และรัฐบาลจะส่งทีมศูนย์วิกฤตเข้าไปช่วยเหลือ

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ในคืนวันพุธ บรรยากาศที่โถงผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินซิดนีย์เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เมื่อชาวออสเตรเลียมากกว่า 200 คนเดินทางกลับถึงบ้าน ด้วยเที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกจากดูไบ นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

เที่ยวบิน EK414 ลงจอดก่อนเวลา 22.30 น. เล็กน้อย และเป็นหนึ่งใน 60 เที่ยวบินพาณิชย์ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จัดขึ้น เพื่ออพยพผู้โดยสารที่ติดค้าง ผ่านเส้นทางบินฉุกเฉินที่จัดไว้เป็นพิเศษ

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดช่วงเวลาหลายวันแห่งความไม่แน่นอน หลังน่านฟ้าในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางถูกปิด และเที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก

ลูซี แคนยอน ซึ่งอยู่ในดูไบเพื่อทำธุรกิจ ขณะเกิดการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน บอกกับ เอสบีเอส นิวส์ ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ “น่ากลัวไม่น้อย”

“มันดังมาก ได้ยินเสียงชัดเจน ตอนกลางคืนก็กลัวเกินว่าที่จะหลับลง แต่ก็ยังรู้สึกว่าดูไบเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย”

เธอกล่าวว่าเจ้าหน้าที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของทุกคน

แคนยอนบอกว่าเธอโชคดีที่สามารถจองที่นั่งบนเที่ยวบินนี้ได้ผ่านตัวแทนการเดินทาง แม้จะยังรู้สึกกังวลขณะเครื่องบินออกเดินทาง

“ตอนแรกก็กลัวอยู่บ้าง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“แต่พอผ่านไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง เมื่อรู้ว่าออกจากเขตอันตรายแล้ว บรรยากาศในเครื่องก็ผ่อนคลายลง และทุกคนก็ปรบมือเมื่อเครื่องลงจอด”

ที่ประตูผู้โดยสารขาเข้า เธอได้รับการต้อนรับจากป้า ลุง และลูกพี่ลูกน้อง

“ฉันมาจากโกลด์โคสต์ แต่บินมาลงที่นี่ได้เท่านั้น ตอนนี้แม่กำลังร้องไห้อยู่ในสายโทรศัพท์”

Four people standing in a row, from the left, a middle aged man in dark navy shirt, a young woman in dark hair wearing a black tank top and grey gym shorts, a young woman smiling with dark hair wearing a black top with DUBAI written on it in yellow block letters, and next to her a middle aged woman kissing her.
ลูซี่ แคนยอน (คนที่สองจากขวา) ได้พบกับครอบครัวของเธออีกครั้งอย่างซาบซึ้งใจในห้องโถงผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินซิดนีย์ Source: SBS

ยูเซฟ มาร์ดูด เป็นหนึ่งในหลายสิบคนที่ยืนรออยู่หน้าประตู พร้อมถือดอกไม้และลูกโป่งคำว่า “welcome home”

เขาถึงกับร้องไห้เมื่อเห็นแม่ของเขา อีมาน เครย์เอม เดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า

มาร์ดูดเล่าว่า แม่ของเขากำลังเดินทางไปเยี่ยมคุณตาที่ป่วยเป็นมะเร็งในเลบานอน และต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ

“พอเราได้ยินข่าว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที ผมกลัวมาก และอยากให้แม่กลับบ้านอย่างปลอดภัย”

“ผมไม่อยากเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องสูญเสียคนที่เรารัก”

A woman wearing olive green with a black hijab and glasses appearing emotional next to a young man wearing a singlet crying into his hand.
ยูเซฟ มาร์ดูด (ขวา) กลับมาพบกับแม่ของเขาที่ติดค้างอยู่ในดูไบ Source: SBS

เครย์เอมซาบซึ้งจนไม่สามารถพูดได้ ขณะที่ลูกชายอีกคน ซาเฟอร์ กล่าวว่า ครอบครัวเรียกเที่ยวบินนี้ว่า “เที่ยวบินแห่งโชคดี”

“เราร้องไห้คุยกันทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง มันเหลือเชื่อมากที่เธอกลับมาแล้ว”

ยังมีอีกจำนวนมากที่ติดค้าง

เที่ยวบินทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อ 9 ประเทศ หลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน น่านฟ้าเหนืออิหร่าน อิรัก และอิสราเอลยังคงปิดอยู่

รัฐมนตรีต่างประเทศ เพนนี หว่อง กล่าวในวันพุธว่า รัฐบาลยังคงทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยชาวออสเตรเลียเดินทางกลับบ้านและรักษาความปลอดภัยของพวกเขา

เธอเปิดเผยว่ามีชาวออสเตรเลียราว 115,000 คนอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอย่างน้อย 24,000 คนอยู่ในดูไบ

ตัวเลขนี้รวมถึงชาวออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และผู้ที่เดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว

หว่องระบุกับทางสำนักข่าวเอบีซีว่า สถานการณ์นี้ถือเป็น “วิกฤตด้านกงสุลครั้งใหญ่ที่สุด” ที่ออสเตรเลียเคยเผชิญในแง่จำนวนประชาชน

รัฐบาลจะส่งทีมศูนย์วิกฤต 6 ทีมเข้าไปสนับสนุนเจ้าหน้าที่กงสุลในพื้นที่ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและอพยพครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ หว่องได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และขอให้มีการกลับมาเปิดเที่ยวบินพาณิชย์อีกครั้ง แม้จะยอมรับว่าการโจมตีที่ยังดำเนินอยู่ทำให้การวางแผนฉุกเฉินทำได้ยาก

หลังเหตุการณ์โจมตีในภูมิภาคเมื่อวันอาทิตย์ เว็บไซต์ Smartraveller ได้ปรับคำแนะนำการเดินทาง โดยเตือนชาวออสเตรเลียไม่ให้เดินทางไปยังบาห์เรน อิสราเอล คูเวต เลบานอน กาตาร์ หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ขณะเดียวกันยังคงแนะนำไม่ให้เดินทางไปยังอิหร่าน อิรัก ปาเลสไตน์ ซีเรีย และเยเมน

สายการบินบางแห่งเริ่มกลับมาให้บริการอย่างจำกัดสำหรับผู้โดยสารที่ติดค้าง โดยหว่องย้ำว่าเที่ยวบินพาณิชย์ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการออกจากภูมิภาค

“ด้วยจำนวนผู้โดยสารที่มากขนาดนี้ จำเป็นต้องให้เที่ยวบินพาณิชย์กลับมาให้บริการ แม้จะเป็นเพียงช่วง ๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางกลับบ้านได้”

รัฐบาลนิวซีแลนด์ระบุว่าจะส่งเครื่องบินลำเลียง C-130J Hercules ของกองทัพ 2 ลำไปยังตะวันออกกลาง หากจำเป็นต้องใช้ในการนำพลเมืองกลับประเทศ

นักเรียนออสเตรเลียติดค้างระหว่างทางไปแข่งขันหุ่นยนต์

ในกลุ่มผู้ที่เดินทางกลับบ้านในวันพุธ มีนักเรียน 16 คนจากโรงเรียน Barker College ในซิดนีย์ ซึ่งกำลังเดินทางไปตุรกีเพื่อแข่งขันหุ่นยนต์

ฟิลลิป ฮีธ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นหนึ่งในผู้ที่รอรับนักเรียนด้วยความกังวล

“มันเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายมาก และคืนนี้เราดีใจอย่างมากที่ได้ต้อนรับพวกเขากลับบ้าน”

เขากล่าวว่านักเรียนได้ออกแบบและสร้างหุ่นยนต์สำหรับการแข่งขันไว้เรียบร้อยแล้ว

“แต่เราต้องหยุดอยู่ที่ดูไบ และติดอยู่ที่นั่นหลายวัน เพราะพยายามหาทางพานักเรียนกลับบ้าน”

ฮีธกล่าวว่าเขารู้สึกขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลีย กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ช่วยประสานงาน

“สายการบินเอมิเรตส์จัดเที่ยวบินให้ เราขอที่นั่ง และโชคดีที่ได้รับ”

อย่างไรก็ตาม เขายังตระหนักว่ายังมีผู้คนอีกหลายพันคนที่ยังติดค้างอยู่

A middle aged Chinese women in a yellow hoodie holding a bunch of flowers with her arm around her daughter, a teenage girl wearing a dark grey shift with red trim, with an Australian flag on the breast, who is pushing a trolley of luggage.
แจ็กเกอลีน จาง (ขวา) นักศึกษาจากวิทยาลัยบาร์เกอร์ กับคุณแม่ นิกิตา ซู Source: SBS

“แม้เราจะรู้สึกขอบคุณมาก แต่ก็ยังรู้สึกเห็นใจอย่างยิ่งต่อผู้ที่ยังได้รับผลกระทบ”

นิกิตา ซู เป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่มารอรับลูก “เราไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต”

“มันอธิบายยากมาก แต่เราดีใจและรู้สึกขอบคุณจริง ๆ”

ลูกสาวของเธอ แจ็กเกอลีน จาง เป็นหนึ่งในนักเรียนที่กำลังเดินทางไปแข่งขันหุ่นยนต์ที่ตุรกี

เธอบอกว่า“ตอนแรกเราก็กลัวเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็เริ่มชินกับสถานการณ์ และพยายามรับมือกับมัน”

อย่างไรก็ตาม ชาวออสเตรเลียบางคนกล่าวว่าการหาเที่ยวบินกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย

A man in a grey t-shirt with a beard stands on the left embracing a woman in a floral shirt on the right with a blue balloon that reads 'Welcome Home'
ฟิลิป วินส์ (ซ้าย) และเชอรี ผู้เป็นแม่ (ขวา) กลับมาพบกันอีกครั้งที่สนามบินซิดนีย์ Source: SBS

ฟิลลิป วินส์ ซึ่งกำลังเดินทางไปกรุงโรมผ่านดูไบ เล่าว่าเขาต้องโทรศัพท์ถึง 230 ครั้งกว่าจะได้ที่นั่งบนเที่ยวบินจากดูไบมายังซิดนีย์

“ตอนประมาณสี่ทุ่มยังมีเสียงระเบิดอยู่ ตอนที่เรากำลังเข้าไปในสนามบิน”

“บรรยากาศตึงเครียดมาก แต่ทุกคนก็มีความสุขที่ในที่สุดได้ออกจากที่นั่น”

แม่ของเขา เชอรี วินส์ ขับรถสามชั่วโมงจากพอร์ตสตีเฟนส์มารับลูกชาย

“ฉันโล่งใจมาก และดีใจมากที่ลูกชายกลับบ้านแล้ว”

An older woman with white hair tied back in a low ponytail, holding a bunch of flowers wrapped in light pink cellophane, walking through an airport with many people in the background. Another woman is walking beside her.
สมาชิกในครอบครัวต่างโล่งใจที่ได้ต้อนรับคนที่พวกเขารักกลับบ้าน Source: SBS

พลเมืองจากประเทศอื่น ๆ ก็ใช้โอกาสนี้เดินทางออกจากภูมิภาคเช่นกัน

เบรนแดน เจมีสัน ซึ่งอาศัยอยู่ในมิวนิก กล่าวว่าเขารีบจองเที่ยวบินมายังซิดนีย์ทันทีที่มีโอกาส

“เที่ยวบินมีน้อยมาก และถูกยกเลิกตลอด เราเลยเลือกขึ้นเที่ยวบินแรกที่ออกได้”

เขากล่าวว่า “ดีใจที่มาถึงที่นี่ แต่ก็ยังดีใจที่จะได้กลับบ้านเช่นกัน”

โดยเขามีกำหนดเดินทางกลับเยอรมนีผ่านสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

รายงานเพิ่มเติมโดย Australian Associated Press


ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram


2 min read

Published

By Alexandra Jones, Ewa Staszewska

Presented by Warich Noochouy

Source: SBS



Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now