โดยสรุป
- ออสเตรเลียกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะ เพิ่มจำนวนผู้ย้ายถิ่น หรือส่งเสริมให้ประชาชนมีลูกมากขึ้น เพื่อรับมือกับแรงงานที่มีอายุสูงขึ้นและฐานผู้เสียภาษีที่กำลังหดตัว
- ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในระยะยาว การย้ายถิ่นยังเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเติมแรงงานในภาคส่วนที่จำเป็น โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ออสเตรเลียจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประชากรในระยะยาว เพื่อให้มีกำลังแรงงานเพียงพอที่จะรองรับประชากรสูงวัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญเตือน หลังรายงาน Intergenerational Report (IGR) ฉบับล่าสุดของรัฐบาลคาดว่า ชาวออสเตรเลียจะมีอายุยืนขึ้น ขณะที่มีลูกน้อยลง
รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่นักการเมืองบางส่วนเสนอให้นำ Baby Bonus หรือเงินช่วยเหลือครอบครัวเมื่อมีบุตร ซึ่งเคยใช้ในยุครัฐบาลจอห์น ฮาวเวิร์ด กลับมาอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็มีการถกเถียงทางการเมืองเรื่องการลดจำนวนผู้ย้ายถิ่น
เมื่อไม่นานมานี้ บ็อบ แคตเตอร์ ส.ส.อิสระ เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือครอบครัวแบบก้อนเดียว 75,000 ดอลลาร์ต่อเด็กหนึ่งคน โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยพลิกแนวโน้มอัตราการเกิดที่กำลังลดลงได้
รายงาน IGR คาดว่า ภายในปี 2065 อัตราการเจริญพันธุ์ของออสเตรเลียจะลดลงเหลือเพียง 1.34 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน
อย่างไรก็ตาม จิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีคลัง ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เช่นเดียวกับแมตต์ คานาแวน แกนนำพรรคเนชัลแนลส์ (Nationals) ซึ่งกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า นโยบายสนับสนุนครอบครัวควรมีมากกว่าเพียงการบอกว่า “เอาเงินไป”
ถึงกระนั้น ออสเตรเลียยังต้องเผชิญกับโจทย์ด้านโครงสร้างประชากรที่ท้าทาย โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า ทางเลือกสำคัญในอนาคตอาจอยู่ระหว่าง การรับผู้ย้ายถิ่นเพิ่มขึ้น หรือการมีเด็กเกิดใหม่มากขึ้น
ดร. เพลิน อัคโยล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยจากสถาบันด้านเศรษฐกิจ e61 Institute ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ว่า
“เราจะมีประชากรสูงอายุจำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล หากจำนวนคนวัยทำงานมีน้อยลง ก็จะกลายเป็นปัญหาด้านการคลังครั้งใหญ่ของประเทศ และนี่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในออสเตรเลีย แต่เป็นปัญหาที่หลายประเทศต้องเผชิญ”
ผลสำรวจทั้งในออสเตรเลียและต่างประเทศพบว่า คนส่วนใหญ่ต้องการมีลูกมากกว่าจำนวนที่มีจริง แต่ข้อจำกัดทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ทำให้หลายคนไม่สามารถมีลูกได้ตามที่ต้องการ และปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ง่าย
ดร. เพลิน อัคโยล กล่าวว่า แม้ยังยากที่จะคาดการณ์อนาคต โดยเฉพาะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจาก AI และปัจจัยอื่น ๆ แต่สิ่งที่ทราบในขณะนี้คือ แนวโน้มประชากรดังกล่าวจะส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจ
ตัวเลขอัตราการเกิดอาจไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด
แม้รายงาน IGR จะชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดของออสเตรเลียกำลังลดลงอย่างมาก แต่นักประชากรศาสตร์เตือนว่า ตัวเลขที่ใช้อย่างเป็นทางการอาจไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมการมีบุตรของครอบครัวในออสเตรเลียทั้งหมด
ปีเตอร์ แมคโดนัลด์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประชากรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า การที่ออสเตรเลียมีนักศึกษาต่างชาติและผู้ถือวีซ่าชั่วคราวจำนวนมาก มีผลต่อตัวเลข อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate-TFR) ของประเทศ
ผู้ย้ายถิ่นชั่วคราวจำนวนมากเป็นคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 20–35 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่หรือเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน
แม้ผู้หญิงในกลุ่มนี้จะถูกนำมารวมในการคำนวณว่าเป็นประชากรวัยที่สามารถมีบุตรได้ แต่ในความเป็นจริงมีอัตราการมีบุตรต่ำมากในช่วงที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ซึ่งศาสตราจารย์แมคโดนัลด์ระบุว่า มีส่วนทำให้ตัวเลขอัตราการเจริญพันธุ์รวมของออสเตรเลียต่ำลง

ศาสตราจารย์แมคโดนัลด์กล่าวว่า
“นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ของออสเตรเลียลดลง เพราะในขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศด้วยวีซ่าชั่วคราวก็เพิ่มขึ้น”
ข้อมูลระบุว่า ผู้หญิงที่เกิดในออสเตรเลียมีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 1.64 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน สูงกว่าตัวเลขอัตราการเจริญพันธุ์โดยรวมของสำนักงานสถิติออสเตรเลีย (ABS) ซึ่งอยู่ที่ 1.48 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1.64 ยังต่ำกว่า ระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นเพื่อรักษาขนาดประชากรให้คงที่ในระยะยาว หากไม่นับผลจากการย้ายถิ่น
ดร. อัคโยล ระบุว่า ผลของการย้ายถิ่นที่มีต่อตัวเลขอัตราการเจริญพันธุ์ของออสเตรเลียแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ
“ในเยอรมนี ผู้ย้ายถิ่นมีอัตราการเจริญพันธุ์สูงกว่าประชากรที่เกิดในประเทศ แต่ในออสเตรเลียกลับตรงกันข้าม”
ศาสตราจารย์แมคโดนัลด์ยังเตือนว่า ไม่ควรยึดการคาดการณ์ระยะยาวของรายงาน IGR มากเกินไป โดยรายงานตั้งสมมติฐานว่า การย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศจะอยู่ที่ 235,000 คนต่อปีตลอดช่วง 40 ปีข้างหน้า
เขาระบุว่า การย้ายถิ่นและจำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่สามารถพิจารณาแยกออกจากกันได้ เนื่องจากทั้งสองปัจจัยมีความเชื่อมโยงกัน
“ถ้าคุณบอกผมได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าอัตราการเกิดจะเป็นเท่าไร คุณก็เก่งกว่าผมแล้ว แต่ถ้าบอกได้ว่าอีก 40 ปีจะเป็นเท่าไร นั่นก็คงต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์”
‘Baby Bonus’ จะช่วยให้คนมีลูกมากขึ้นได้จริงหรือ
ข้อเสนอของบ็อบ แคตเตอร์ ที่ต้องการนำแนวคิดการจ่ายเงินก้อนให้ครอบครัวเมื่อมีลูก ซึ่งเคยใช้ในสมัยปีเตอร์ คอสเตลโลเป็นรัฐมนตรีคลัง กลับมาอีกครั้ง อาจทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างน้อยประมาณ 22,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี หากคำนวณจากเด็กที่เกิดในออสเตรเลียปัจจุบันราว 300,000 คนต่อปี
งานวิจัยของ ดร. อัคโยล เกี่ยวกับนโยบาย Baby Bonus ที่เริ่มใช้ในปี 2004 พบว่า แรงจูงใจทางการเงินช่วยเพิ่มอัตราการมีบุตรได้จริง แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มากนัก
และเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อกว่า 20 ปีก่อน จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่า หากนำนโยบายดังกล่าวกลับมาใช้ จะให้ผลแบบเดียวกัน
ดร. อัคโยล ระบุว่า เงิน 75,000 ดอลลาร์ต่อเด็กหนึ่งคน ถือเป็นจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับ Baby Bonus เดิมที่เริ่มต้นที่ 3,000 ดอลลาร์ และอาจมีผลต่อการตัดสินใจมีลูกของบางครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เธอตั้งคำถามว่า การใช้เงินจำนวนมหาศาลในลักษณะนี้เป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดหรือไม่ เนื่องจากการตัดสินใจมีลูกยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ รวมถึง สวัสดิการและการสนับสนุนครอบครัวในด้านต่าง ๆ ด้วย

ศาสตราจารย์แมคโดนัลด์มองว่า ระบบสนับสนุนครอบครัวของออสเตรเลียในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กเล็กมากเกินไป ขณะที่ครอบครัวที่มีลูกโตขึ้นกลับได้รับการสนับสนุนน้อยลง ทำให้การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระมากขึ้นสำหรับครอบครัวที่ต้องทำงาน
เขาระบุว่า
“ปัจจุบันประมาณร้อยละ 58 ของครอบครัวไม่ได้รับเงินช่วยเหลือครอบครัวสำหรับบุตรเลย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เด็กเล็กเท่านั้น การสนับสนุนครอบครัวที่มีลูกต้องครอบคลุมถึงเด็กที่โตขึ้นด้วย แต่เราได้ถอยห่างจากแนวทางนั้นไปมาก”
ปัจจุบัน ลูกจ้างที่มีรายได้ระดับมัธยฐานและได้รับสิทธิลาคลอดหรือลาเพื่อดูแลบุตรทั้งจากนายจ้างและรัฐบาล อาจได้รับเงินรวมประมาณ 48,700 ดอลลาร์ก่อนหักภาษี ซึ่งศาสตราจารย์แมคโดนัลด์มองว่า ระบบดังกล่าวอาจทำให้ผู้ที่ไม่มีงานประจำเต็มเวลาเสียเปรียบ
แทนที่จะนำมาตรการจ่ายเงินก้อนแบบ Baby Bonus กลับมา เขาเสนอให้มีการทบทวนระบบสนับสนุนเด็กและครอบครัวในภาพรวม เพื่อให้ความช่วยเหลือมีความเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับครอบครัวในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ศาสตราจารย์แมคโดนัลด์กล่าวว่า ระบบเงินช่วยเหลือครอบครัวที่มีบุตรของออสเตรเลียควรได้รับการทบทวน โดยเฉพาะในสองประเด็นสำคัญ คือ ความไม่เท่าเทียมของความช่วยเหลือสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และการขาดการสนับสนุนเมื่อเด็กโตขึ้น
เขากล่าวว่า
“เด็กถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่รัฐควรสนับสนุนครอบครัวที่มีบุตร ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า ความเป็นธรรมระหว่างครัวเรือนที่มีภาระแตกต่างกัน
เขาระบุว่า แนวคิดนี้เคยได้รับความสำคัญมากในช่วงทศวรรษ 1980 และถึงเวลาที่ออสเตรเลียควรนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ทางเลือกที่ออสเตรเลียต้องเผชิญ
เพื่อรับมือกับฐานผู้เสียภาษีที่มีแนวโน้มหดตัว รายงาน IGR เสนอถึงการเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุที่ยังคงอยู่ในตลาดแรงงาน รวมถึงการนำ AI มาใช้ทดแทนแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์แมคโดนัลด์ตั้งคำถามว่า การคาดหวังให้ชาวออสเตรเลียทำงานต่อไปจนถึงช่วงอายุ 60 ปลาย ๆ หรือ 70 ปี เป็นเรื่องที่ทำได้จริงเพียงใด
“คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้แรงกาย ไม่ต้องการทำงานต่อหลังถึงวัยเกษียณ พวกเขาทำงานมามากพอแล้ว”
และแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความต้องการแรงงานในอนาคต แต่เขาชี้ว่า เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ทุกประเภท
“AI จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อความต้องการแรงงานในอนาคต แต่ AI ไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุได้”
ด้าน ดร. อัคโยล มองว่า การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นในปัจจุบันอาจ พลิกไปในอีกทิศทางหนึ่งในอนาคต เนื่องจากอัตราการเกิดกำลังลดลงทั่วโลก รวมถึงในประเทศต้นทางของผู้ย้ายถิ่นรายใหญ่อย่างจีนและอินเดีย
เมื่อจำนวนแรงงานทั่วโลกลดลง ประเทศต่าง ๆ อาจเปลี่ยนจากการพยายาม จำกัดจำนวนผู้ย้ายถิ่น มาเป็นการ แข่งขันกันดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศแทน
ดร. อัคโยล ระบุว่า ในระยะยาว ประเทศต่าง ๆ อาจต้อง แข่งขันกันเพื่อดึงดูดผู้ย้ายถิ่นที่มีทักษะและศักยภาพสูง
“ในระยะยาว เราอาจได้เห็นการแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้ย้ายถิ่นที่มีคุณภาพมากที่สุด เพราะอัตราการเจริญพันธุ์กำลังลดลงในทุกประเทศพัฒนาแล้ว และดูเหมือนว่ายังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นได้ง่าย ๆ”
เธอย้ำว่า ปัญหานี้ไม่มีคำตอบง่าย ๆ เพราะทุกนโยบายล้วนมีสิ่งที่ต้องแลกและผลกระทบตามมา
ด้านศาสตราจารย์แมคโดนัลด์มองว่า การพึ่งพาผู้ย้ายถิ่นเป็นวิธีที่ตรงที่สุดในการรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคส่วนอย่างการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านกำลังคนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า รัฐบาลยังสื่อสารประเด็นนี้กับประชาชนได้ไม่ชัดเจนเพียงพอ
“รายงาน IGR แสดงให้เห็นว่า การย้ายถิ่นในระดับที่สูงขึ้นส่งผลดีต่อฐานะการคลังของรัฐบาลกลาง ผู้ย้ายถิ่นทำให้ออสเตรเลียมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับประชากรสูงวัยในอนาคต”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ
