รายงาน Intergenerational Report ฉบับล่าสุดคาดการณ์ว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งด้านประชากร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี
โดยสรุป
- ประชากรออสเตรเลียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 39.3 ล้านคนภายในปี 2065–66 แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะแซงหน้าจำนวนเด็กเกิดใหม่
- การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจออสเตรเลีย
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
จากการคาดการณ์ในรายงาน Intergenerational Report (IGR) ฉบับล่าสุดชี้ว่าออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะแซงหน้าจำนวนเด็กเกิดใหม่ภายในช่วงทศวรรษ 2060 เนื่องจากอัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศลดลงแตะระดับต่ำสุดครั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม ประชากรออสเตรเลียยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 39.3 ล้านคนภายในปี 2065–66 โดยมีการย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศ (Net Overseas Migration - NOM) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
รายงานระบุว่า ปัจจัยนี้ทำให้ออสเตรเลียมี “ความยืดหยุ่นด้านประชากร” มากกว่าประเทศอย่างเยอรมนี อิตาลี และเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่แล้ว
รายงานยังคาดการณ์ว่า ในช่วง 40 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจออสเตรเลียจะเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 2 รายได้ต่อหัวจะสูงขึ้นร้อยละ 55 และภายในปี 2065–66 อายุคาดเฉลี่ยของผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 89.5 ปี และผู้ชาย 86.1 ปี
Intergenerational Report คืออะไร
รัฐบาลกลางเผยแพร่รายงาน IGR ทุก 3 ปีมาตั้งแต่ปี 2002 เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและงบประมาณของออสเตรเลียในช่วง 40 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในรายงานเป็นเพียงการคาดการณ์ และในอดีตบางครั้งแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น IGR ฉบับแรกเคยคาดว่า ประชากรออสเตรเลียจะเพิ่มเป็น 25 ล้านคนในปี 2042 แต่ในความเป็นจริงออสเตรเลียแตะตัวเลขดังกล่าวตั้งแต่ปี 2018 หรือเร็วกว่าที่คาดถึง 24 ปี
รายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่ในวันจันทร์ (21 ก.ย.) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดที่จะกำหนดทิศทางของออสเตรเลียในอีก 40 ปีข้างหน้า ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สังคมสูงวัย และการที่เศรษฐกิจออสเตรเลียพึ่งพาภาคบริการมากขึ้น
ประชากรออสเตรเลียจะเปลี่ยนไปอย่างไร
อัตราการเติบโตของประชากรออสเตรเลียคาดว่าจะลดลง จากเฉลี่ยร้อยละ 1.4 ต่อปี ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เหลือเฉลี่ยร้อยละ 0.9 ต่อปี จนถึงปี 2065–66
และเป็นครั้งแรกที่รายงาน IGR คาดการณ์ว่า ภายในช่วงทศวรรษ 2060 จำนวนผู้เสียชีวิตจะมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่
แม้การเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติของประชากรจะเข้าสู่ภาวะติดลบ แต่จำนวนประชากรโดยรวมยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึง 39.3 ล้านคน โดยมีการย้ายถิ่นจากต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ
การคาดการณ์ใน IGR ตั้งสมมติฐานว่า ในระยะยาวออสเตรเลียจะมีผู้ย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศประมาณ 235,000 คนต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในอนาคต โดยฝ่ายค้านและพรรค วัน เนชัน (One Nation) เสนอให้ลดระดับการย้ายถิ่นลงอย่างมาก หากได้เป็นรัฐบาล
อายุมัธยฐานของประชากรออสเตรเลียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 38.6 ปีในปี 2025–26 เป็น 45 ปีในปี 2062–63
จำนวนชาวออสเตรเลียที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ขณะที่จำนวนผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า
อัตราการเจริญพันธุ์ของออสเตรเลียคาดว่าจะลดลงเหลือ ผู้หญิงหนึ่งคนมีบุตรเฉลี่ย 1.34 คนภายในปี 2065–66 ลดลงอย่างมากจากสมมติฐานในรายงาน IGR ปี 2023 ซึ่งคาดไว้ที่ 1.62 คน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้คนเริ่มสร้างครอบครัวช้าลงและมีครอบครัวขนาดเล็กลง
อัตราการเจริญพันธุ์ของออสเตรเลียอยู่ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน มาเป็นเวลานานกว่า 50 ปีแล้ว
ขณะเดียวกัน ชาวออสเตรเลียยังคาดว่าจะมีอายุยืนยาวติดอันดับต้น ๆ ของโลก โดยภายในปี 2065–66 อายุคาดเฉลี่ยจะเพิ่มเป็น 89.5 ปีสำหรับผู้หญิง และ 86.1 ปีสำหรับผู้ชาย
ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายประเทศ รายงาน IGR คาดว่า ประชากรวัยทำงานของออสเตรเลีย ซึ่งมีอายุระหว่าง 15–64 ปี จะยังคงเพิ่มขึ้น โดยมี การย้ายถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญ
รายงานระบุว่า ปัจจุบันผู้ย้ายถิ่นมีอายุมัธยฐานอยู่ที่ 26 ปี เทียบกับ 38 ปี ของประชากรที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย จึงมีส่วนช่วยชะลอการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ
เมืองหลวงของแต่ละรัฐและเขตปกครองจะยังคงรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นส่วนใหญ่ โดยคาดว่าจะเติบโตในอัตรา สองเท่าของพื้นที่ส่วนภูมิภาค
เศรษฐกิจออสเตรเลียในอีก 40 ปี
การเติบโตทางเศรษฐกิจของออสเตรเลีย ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ต่อปีในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะชะลอลงเหลือเฉลี่ยร้อยละ 2 ต่อปี โดยมีสังคมสูงวัยเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการเติบโตจะช้าลง แต่ภายในปี 2065–66 เศรษฐกิจออสเตรเลียคาดว่าจะมีขนาด มากกว่าสองเท่าของปัจจุบัน
มาตรฐานการครองชีพของชาวออสเตรเลียก็คาดว่าจะดีขึ้น โดยรายได้ประชาชาติที่แท้จริงต่อหัว (real per capita gross national income) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 55
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเพิ่มผลิตภาพในอนาคตยังมี “ความไม่แน่นอน” และจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจ รวมถึงความสามารถของออสเตรเลียในการปรับตัวรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยรายงาน IGR ตั้งสมมติฐานว่า ในระยะยาวผลิตภาพจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 1.2 ต่อปี
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ร้อยละ 67.7 ในปี 2039–40 ก่อนลดลงเหลือร้อยละ 64.7 ภายในปี 2065–66
ขณะที่อัตราการว่างงานในระยะยาวคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.25
จำนวนชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของลูกจ้างคาดว่าจะลดลงจาก 31.4 ชั่วโมงในปัจจุบัน เหลือ 30.6 ชั่วโมงในปี 2065–66 สะท้อนแนวโน้มการทำงานแบบพาร์ตไทม์ที่เพิ่มขึ้น
งบประมาณรัฐบาลเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
แนวโน้มการคลังของออสเตรเลียจะเผชิญความท้าทายจากความต้องการบริการภาครัฐที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันต่อฐานภาษี และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ค่าใช้จ่ายด้าน สาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุ โครงการประกันความพิการแห่งชาติ (NDIS) ด้านกลาโหม และดอกเบี้ยจากหนี้รัฐบาล คาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันรายจ่ายภาครัฐ
ตลอด 40 ปีข้างหน้า รายจ่ายของรัฐบาลคาดว่าจะสูงกว่ารายรับ ส่งผลให้งบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
ในระยะกลาง สถานะงบประมาณของออสเตรเลียคาดว่าจะดีขึ้น โดยยอดดุลเงินสดพื้นฐาน หรือ underlying cash balance จะขาดดุลประมาณร้อยละ 0.3 ของ GDP ในปี 2036–37 ก่อนที่การขาดดุลจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 18 ของ GDP ภายในปี 2065–66
อย่างไรก็ตาม รายงาน IGR ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวยังถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ในรายงานปี 2023 ซึ่งคาดว่าจะขาดดุลมากกว่านี้
ออสเตรเลียยังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ
แม้จะมีความท้าทายหลายด้าน แต่รายงานยังมีมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพของออสเตรเลีย โดยระบุว่า
“เศรษฐกิจออสเตรเลียอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า”
รายงานระบุว่า ออสเตรเลียมีเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น มีกำลังแรงงานทักษะสูง สถานะงบประมาณที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ รวมถึงมีประชากรที่อายุน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
ความท้าทายในอนาคต
รายงาน IGR ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงของ “การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
รายงาน Intergenerational Report ระบุถึง 6 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่คาดว่าจะกำหนดอนาคตของออสเตรเลีย ได้แก่ การปฏิวัติด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจภาคการดูแล การเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม และความเป็นธรรมระหว่างคนต่างรุ่น
AI อาจทั้งเพิ่มและลดความเหลื่อมล้ำ
รายงานเตือนว่า AI อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น หากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีไม่ได้กระจายไปถึงทุกคน
แต่อีกด้านหนึ่ง AI ก็อาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการลดต้นทุนสำหรับผู้บริโภค และทำให้ผู้คนเข้าถึงความเชี่ยวชาญและบริการบางประเภทได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น
รายงานระบุว่า
“ผลกระทบโดยรวมจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความสามารถของ AI ที่จะพัฒนาไปในทิศทางใด แรงงานและอุตสาหกรรมใดได้รับผลกระทบมากที่สุด เทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายเพียงใด และสังคมจะตอบสนองอย่างไร”
ออสเตรเลียอาจก้าวสู่การเป็น ‘มหาอำนาจพลังงานหมุนเวียน’
รายงานระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของออสเตรเลียกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050
ออสเตรเลียมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็น “มหาอำนาจด้านพลังงานหมุนเวียน” ของโลก ผ่านการส่งออกผลิตภัณฑ์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น แร่ธาตุสำคัญ ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน และโลหะที่ผลิตด้วยกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
รายงานระบุว่า หากออสเตรเลียสามารถคว้าโอกาสด้านการส่งออกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero และก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานหมุนเวียนได้ มูลค่าการส่งออกสินค้าสีเขียวในปี 2050 อาจสูงขึ้นถึง 68,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เมื่อเทียบกับกรณีที่ออสเตรเลียไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวอย่างเต็มที่
ความขัดแย้งของโลกกระทบเศรษฐกิจ
ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยรายงานระบุว่า ในปี 2025 มีความขัดแย้งระหว่างประเทศอยู่ 8 แห่ง ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่การค้าโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากขึ้น
รายงานระบุว่า รัฐบาลกำลังเตรียมรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ด้วยการประเมินว่าจุดเปราะบางอยู่ตรงไหน อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร และด้านใดจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือ
สังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ
ประชากรสูงวัยของออสเตรเลียกำลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปสู่ care economy หรือเศรษฐกิจภาคการดูแล ทำให้ความต้องการบริการด้านสุขภาพและการดูแลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันระยะยาวต่อกำลังแรงงานและงบประมาณภาครัฐ
รายงานยังชี้ถึงความท้าทายด้าน ความเป็นธรรมระหว่างคนต่างรุ่น โดยคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญอุปสรรคในการเป็นเจ้าของบ้านมากขึ้น จากปัญหาอุปทานที่อยู่อาศัยและมาตรการทางภาษีที่เอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่จะได้รับประโยชน์จากระบบเงินเกษียณ (superannuation) ที่พัฒนาจนมีความมั่นคงมากขึ้น และจะกลายเป็นแหล่งรายได้หลักหลังเกษียณ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินบำนาญผู้สูงอายุ (Age Pension จากรัฐบาล)
แต่รายงานเตือนว่า หากไม่มีการปฏิรูป แรงกดดันระยะยาวจากปัญหาที่อยู่อาศัย ระบบภาษี และสังคมสูงวัย จะยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับ ความเป็นธรรมระหว่างคนต่างรุ่น
รายงานระบุว่า
“หากไม่มีการปฏิรูป แรงกดดันระยะยาวจากที่อยู่อาศัย ระบบภาษี และประชากรสูงวัย จะทำให้ความกังวลเรื่องความเป็นธรรมระหว่างคนต่างรุ่นรุนแรงขึ้น และอาจบั่นทอนทั้งประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ตลอดจนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของออสเตรเลีย”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





