Trypophobia หรืออาการรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นรูเล็ก ๆ หรือรูปแบบวงกลมที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กำลังกลายเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเลื่อนดู TikTok แล้วบังเอิญเห็นภาพฝักบัวหลวงหรือฟองน้ำ
สำหรับบางคน ภาพเหล่านี้อาจดูธรรมดาและไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไร แต่สำหรับบางคน เพียงแค่เห็นก็อาจรู้สึกคลื่นไส้ ขนลุก รังเกียจ หรือไม่สบายใจอย่างมาก จนต้องรีบเลื่อนผ่าน ทั้งที่สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอันตราย แล้วทำไมจึงกระตุ้นปฏิกิริยารุนแรงได้
อาการนี้เรียกว่าทริโพโฟเบีย (Trypophobia) ซึ่งเป็นความรู้สึกไม่ชอบหรือรังเกียจเมื่อเห็นรูเล็ก ๆ หรือรูปทรงวงกลมจำนวนมากรวมกันเป็นกลุ่ม
มีข้อมูลระบุว่า ประมาณ 1 ใน 6 คน รู้สึกไม่สบายใจในระดับใดระดับหนึ่งเมื่อเห็นรูปแบบลักษณะนี้
Trypophobia คืออะไร
แม้จะมีคำว่า “phobia” อยู่ในชื่อ แต่ Trypophobia ไม่ได้หมายถึง “โรคกลัวรู” เพียงอย่างเดียว และยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นกลุ่มความผิดปกติทางสุขภาพจิต
สิ่งที่ทำให้อาการนี้แตกต่างจากความกลัวหรือ phobia หลายประเภท คืออารมณ์หลักที่เกิดขึ้นมักเป็น “ความรังเกียจ” มากกว่าความกลัว
สิ่งที่กระตุ้นอาการได้บ่อย ได้แก่ ฝักบัวหลวงและรังผึ้ง รวมถึงสิ่งของหรืออาหารที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฟองน้ำ ครัมเป็ต ฟองอากาศ ช็อกโกแลตที่มีรูพรุน หรือแม้แต่สตรอว์เบอร์รี
สำหรับคนส่วนใหญ่ที่มี Trypophobia ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมักไม่รุนแรง อาจรู้สึกรังเกียจ คลื่นไส้ ขนลุก กลัว หรือวิตกกังวล
แต่สำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ อาการอาจรุนแรงจนทำให้ต้องหลีกเลี่ยงภาพ สิ่งของ หรือสถานการณ์บางอย่าง ซึ่งเป็นพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงในระดับที่พบได้ในผู้ที่มีอาการกลัวแบบเฉพาะเจาะจง เช่น arachnophobia หรือโรคกลัวแมงมุม
จากงานวิจัยของผู้เขียน ผู้เข้าร่วมการศึกษาบางคนถึงขั้นหลีกเลี่ยงสตรอว์เบอร์รี การทำอาหารหรือทำขนม เสื้อผ้าบางประเภท และแม้แต่การอาบน้ำ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจมีลักษณะที่กระตุ้นอาการ Trypophobia
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สำหรับบางคน Trypophobia ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกขนลุกหรือรังเกียจชั่วครู่ แต่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทำไม Trypophobia ถึงกลายเป็นกระแส
คำตอบสั้น ๆ คือ โซเชียลมีเดีย ทั้งข่าว คลิป TikTok และชุมชนออนไลน์ต่างมีส่วนทำให้ Trypophobia กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยภาพที่ถูกแชร์จำนวนมากมักผ่านการปรับแต่งทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มความรู้สึกไม่สบายตาและกระตุ้นปฏิกิริยาที่รุนแรงจากผู้ชม
งานวิจัยยังชี้ว่า โซเชียลมีเดียอาจมีอิทธิพลต่อระดับความรู้สึกของผู้ที่เห็นภาพเหล่านี้ด้วย
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2024 พบว่า เกือบสองในสามของผู้เข้าร่วมรู้จัก Trypophobia ผ่านโซเชียลมีเดีย และผู้ที่เคยได้ยินเกี่ยวกับ Trypophobia มาก่อน มีแนวโน้มที่จะมีปฏิกิริยาต่อภาพกระตุ้นที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เคยรู้จักอาการนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าโซเชียลมีเดียเป็นต้นเหตุของ Trypophobia จากการศึกษาเดียวกัน ประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ที่มีอาการ Trypophobia ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอาการนี้มาก่อนเลย
ดังนั้น แม้โซเชียลมีเดียอาจทำให้ผู้คนรู้จักและตระหนักถึง Trypophobia มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดบางคนจึงมีปฏิกิริยารุนแรงเมื่อเห็นรูหรือรูปแบบลักษณะนี้
ทำไมบางคนถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้
นักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่า Trypophobia เกิดขึ้นเพราะอะไร โดยปัจจุบันมีสองทฤษฎีหลักที่พยายามอธิบายอาการนี้ ทฤษฎีแรกคือ “การตรวจจับภัยคุกคาม” หรือ threat-detection theory
นักวิจัยบางส่วนมองว่า ภาพที่กระตุ้น Trypophobia มีลักษณะคล้ายกับลวดลายที่พบในสัตว์มีพิษหรือสัตว์ที่อาจเป็นอันตราย เช่น งู
จากทฤษฎีนี้ มนุษย์อาจมีวิวัฒนาการให้เกิดปฏิกิริยาในทางลบต่อรูปแบบที่เห็นเหล่านี้ เพราะสมองตีความว่าอาจเป็นสัญญาณของอันตราย
อีกทฤษฎีหนึ่งมุ่งไปที่กลไกการหลีกเลี่ยงโรค ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น รูเล็ก ๆ ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มอาจมีลักษณะคล้ายรอยโรคบนผิวหนัง ผื่น ปรสิต หรือสัญญาณของการติดเชื้อ
แม้ว่าสิ่งอย่างฝักบัวหลวงหรือรังผึ้งจะไม่ได้เป็นอันตรายเลย แต่ความคล้ายคลึงทางสายตาอาจไปกระตุ้นกลไกทางจิตวิทยาที่มนุษย์พัฒนาขึ้นผ่านวิวัฒนาการ เพื่อช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนและโรคภัยต่าง ๆ
ทั้งสองทฤษฎีชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า รูปแบบที่กระตุ้น Trypophobia อาจมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่ในอดีตเคยเป็นภัยต่อสุขภาพหรือการอยู่รอดของมนุษย์
พูดอีกอย่างคือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “รู” เหล่านั้นโดยตรง แต่อยู่ที่สมองซึ่งอาจตีความรูปแบบที่เห็นว่าเป็นสัญญาณของภัยคุกคามทางชีวภาพ
ดังนั้น สิ่งที่คนเรามีปฏิกิริยาตอบสนองจึงอาจไม่ใช่ตัววัตถุเอง แต่เป็นสิ่งที่สมองในระดับจิตใต้สำนึกคิดว่ารูปแบบนั้นอาจหมายถึง ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า ทำไมวัตถุที่ไม่มีอันตรายจึงสามารถกระตุ้นปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินกว่าสถานการณ์จริงได้
Trypophobia จำเป็นต้องรักษาหรือไม่
โดยทั่วไป คนส่วนใหญ่มีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา การเข้าใจว่า Trypophobia เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปฏิกิริยาในลักษณะนี้ ก็อาจช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม หากอาการทำให้รู้สึกทุกข์หรือไม่สบายใจอย่างมาก หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา
แม้ Trypophobia มักเกี่ยวข้องกับความรู้สึกรังเกียจ แต่หลายคนก็มีอาการกลัวและวิตกกังวลร่วมด้วย ดังนั้น วิธีการรักษาที่ใช้กับโรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะการบำบัดด้วยการเผชิญสิ่งที่กลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (exposure-based therapy) อาจช่วยได้
วิธีนี้อาจเริ่มจากการค่อย ๆ เผชิญกับภาพ สถานการณ์ หรือความรู้สึกที่ทำให้กลัวหรือไม่สบายใจอย่างปลอดภัย พร้อมกับลดพฤติกรรมการหลีกเลี่ยง เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เข้ารับการบำบัดจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าสามารถรับมือกับความรู้สึกไม่สบายใจนั้นได้ และอันตรายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง
จนกระทั่งไม่นานมานี้ ยังไม่มีการทดสอบวิธีรักษาที่ออกแบบมาสำหรับ Trypophobia โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ซึ่งผู้เขียนบทความมีส่วนร่วม พบว่า การบำบัดแบบเข้มข้นเพียงหนึ่งครั้งที่มุ่งจัดการทั้งความกลัวและความรู้สึกรังเกียจ สามารถช่วยลดอาการ และช่วยให้ผู้เข้าร่วมกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น
Trypophobia ไม่ได้เป็นเพียงกระแสหรือมีมบนโลกออนไลน์ แต่เป็นประสบการณ์ทางจิตใจที่เกิดขึ้นจริง โดยอาการอาจมีตั้งแต่ความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ไปจนถึงความทุกข์หรือความไม่สบายใจอย่างมาก
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นชี้ว่า รูปแบบของรูหรือวงกลมที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม อาจไปกระตุ้นกลไกทางจิตวิทยาที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งทำหน้าที่ช่วยมนุษย์ตรวจจับอันตราย การปนเปื้อน และโรคภัย
พูดง่าย ๆ คือ สมองอาจกำลังตอบสนองราวกับว่าตรวจพบภัยคุกคาม ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้มีอันตรายอยู่ตรงหน้า สำหรับคนส่วนใหญ่ ปฏิกิริยาเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่หากอาการรุนแรงหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยอาจปรึกษาแพทย์ GP เพื่อขอส่งต่อไปยังนักจิตวิทยา
ซิโมน ไฮน์ เป็นนักจิตวิทยาวิจัยจาก University of Technology Sydney และ Macquarie University
ซิโมน ไฮน์ ไม่ได้ทำงาน ให้คำปรึกษา ถือหุ้น หรือได้รับเงินทุนจากบริษัทหรือองค์กรใดที่อาจได้รับประโยชน์จากบทความนี้ และไม่มีความเกี่ยวข้องอื่นที่ต้องเปิดเผย นอกเหนือจากตำแหน่งทางวิชาการของเธอ
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ




