สุขภาพ: ครีมกันแดดก่อมะเร็งหรือรบกวนฮอร์โมนจริงหรือไม่ มาดูกันว่าทำไมชาวเน็ตถึงกลัวครีมกันแดด

กระแสกังขาครีมกันแดดกำลังแพร่หลายบนโลกออนไลน์ แต่งานวิจัยยังยืนยันว่าครีมกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและช่วยปกป้องผิว มาดูกันว่าเรามีข้อมูลอะไรมาฝากคุณผู้อ่านบ้าง

A collaged image of a man with his back turned with sunscreen on the back and bottles of sunscreen on the horizon

Just under half of Australian teenagers either mistakenly believe or aren't sure if ingredients in sunscreen are bad for their health. Source: SBS

มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Tik Tok บัญชีหนึ่งที่โพสต์วิดิโอของตัวเองร้องไห้ขณะที่พูดกับผู้ติดตามว่าเธอจะแฉว่า "ครีมกันแดดใส่สารอะไรลงไปบ้าง" เธออ้างว่าผู้ฟังจะต้องไม่พอใจแน่นอนหากทราบข้อมูลของเธอ

เจ้าของบัญชีดังกล่าวจึงอ่านส่วนผสมที่ปรากฏอยู่หลังขวดครีมกันแดด และอธิบายอันตรายของส่วนผสมเหล่านั้นแม้จะไม่มีหลักฐานรองรับ

กระแสต่อต้านครีมกันแดดในโลกออนไลน์กำลังมาแรง และส่งผลให้ผู้ใช้งานบางกลุ่มเริ่มไม่กล้าใช้ผลิตภัณฑ์นี้

ข่าวปลอมเกี่ยวกับครีมกันแดดที่แพร่กระจายทางออนไลน์ ได้แก่ ครีมกันแดดเป็นอันตรายเพราะส่วนผสมเป็นพิษ ครีมกันแดดขัดขวางไม่ให้ร่างกายซึมซับวิตามินดี และถึงขั้นครีมกันแดดก่อให้เกิดมะเร็ง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ข่าวปลอมเหล่านี้จะส่งผลให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าครีมกันแดดอันตรายกว่าการรับรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวี

ผลสำรวจจาก Orlando Health ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งสำรวจตัวอย่างกว่า 1,000 คน พบว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า 35 ปีในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 7 คน เชื่อว่าครีมกันแดดเป็นอันตรายต่อผิวหนังมากกว่าการสัมผัสแสงแดดโดยตรง และประมาณ 1 ใน 4 เชื่อว่าการดื่มน้ำช่วยป้องกันผิวไหม้จากแดดได้
วัยรุ่นในออสเตรเลียเองก็หนีไม่พ้นกระแสต่อต้านครีมกันแดดเช่นกัน

จากการสำรวจล่าสุดของ โรงพยาบาล Royal Children's Hospital Melbourne พบว่าวัยรุ่นชาวออสเตรเลียร้อยละ 45 เข้าใจผิดหรือไม่แน่ใจว่าส่วนผสมในครีมกันแดดเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

ศาสตราจารย์เจน ฮันราฮาน จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า เธอสอนเรื่องครีมกันแดดแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยมาเกือบสองทศวรรษแล้ว และเพิ่งสังเกตเห็นว่าเมื่อเร็วๆ นี้ นักศึกษาแสดงความกังวลเกี่ยวกับครีมกันแดดมากขึ้น

ศาสตราจารย์เจนกล่าวว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับครีมกันแดดเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะอาจส่งผลต่อการใช้ครีมกันแดดและอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

"อัตราการใช้ครีมกันแดดในออสเตรเลียนั้นอยู่ในระดับดีมาก และเราได้เห็นจำนวนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังทรงตัว แม้จะยังไม่ลดลง แต่ก็ทรงตัวมาประมาณ 5 ปีแล้ว" เธอเปิดเผยกับสำนักข่าว The Feed

ครีมกันแดดขัดขวางร่างกายไม่ให้ซึมซับวิตามินดีจริงหรือไม่

อินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์บางคนอ้างว่าครีมกันแดดขัดขวางการรับแสงแดดที่เพียงพอต่อการเปลี่ยนเป็นวิตามินดี ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อรังสียูวีจากแสงแดดกระทบผิวหนัง ผลสำรวจของ Royal Children's Hospital Melbourne พบว่าวัยรุ่นชาวออสเตรเลียร้อยละ 25 เชื่อว่าคนที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ

จากการศึกษาล่าสุดของ QIMR Berghofer สถาบันวิจัยทางการแพทย์ชั้นนำของออสเตรเลียที่มุ่งเน้นด้านมะเร็ง สุขภาพ และการป้องกันโรค พบว่าผู้ที่ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี มีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินดีมากกว่าผู้ที่ใช้ครีมกันแดดน้อยกว่าเล็กน้อย (ร้อยละ 46 เทียบกับร้อยละ 37)

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยืนยันว่าผลลัพธ์งานวิจัยไม่ควรเป็นปัจจัยให้คนทั่วไปหยุดใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ เพราะครีมกันแดดยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันมะเร็งผิวหนัง
ศาสตราจารย์เรเชล นีล หัวหน้าทีมวิจัยของสถาบัน QIMR กล่าวว่า "ไม่มีหลักฐานใดระบุว่าแสงแดดมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้อาหารเสริมเพื่อรักษาระดับวิตามินดี"

ศาสตราจารย์เรเชลกล่าวว่า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ "หมั่นใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน สามารถพิจารณาการรับประทานวิตามินดีเสริม" เพื่อรักษาระดับวิตามินดีให้มีสุขภาพดี

สภาโรคมะเร็งกล่าวว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ การได้รับแสงแดดโดยบังเอิญก็เพียงพอที่จะได้รับวิตามินดีในระดับที่เหมาะสมแล้ว

ส่วนผสมในครีมกันแดดรบกวนฮอร์โมนจริงหรือไม่

ศาสตราจารย์เจนกล่าวว่า ความเชื่อที่ว่าครีมกันแดดมีส่วนผสม "สารเคมีที่รบกวนระบบต่อมไร้ท่อ" นั้นเป็นความเชื่อผิดๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นและกำลังแพร่หลายมากขึ้น

สารเคมีที่รบกวนระบบต่อมไร้ท่อ คือสารเคมีที่เลียนแบบ ขัดขวาง หรือรบกวนฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งควบคุมการทำงานที่สำคัญ เช่น การเจริญเติบโต การทำงานของอวัยวะ การสืบพันธุ์ และการเผาผลาญ
Two women stand on a beach, with one applying sunscreen to the other's back.
High sunscreen use in Australia has helped to plateau skin cancer rates. Source: AAP / AP
มีการทดสอบครีมกันแดดกับสัตว์บางฉบับที่ระบุว่าสารเคมีบางชนิดในครีมกันแดดอาจมีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่น่าส่งผลกับมนุษย์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้

ตัวอย่างเช่น ออกซีเบนโซน ซึ่งเป็นส่วนประกอบทั่วไปในครีมกันแดด พบว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพระบบสืบพันธุ์ของหนูในงานวิจัยบางชิ้น ก่อให้ออกลูกจำนวนน้อยลง น้ำหนักตัวของลูกหนูผิดปกติ และจำนวนสเปิร์มลดลง

แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การใช้ครีมกันแดดของบุคคลนั้นแทบไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

"ส่วนผสมที่เรารับเข้าสู่ร่างกายนั้นน้อยมาก ไม่เป็นอันตราย และแทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ เลย" มิเชล หว่อง นักการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ด้านเครื่องสำอางผู้เผยแพร่วิดีโอในโซเชียลมีเดียภายใต้ชื่อ Lab Muffin Beauty Science กล่าวกับ The Feed

เฟรเดอริก ลอยช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ กล่าวเสริมในทำนองเดียวกันว่า การทดลองเหล่านี้ใช้ปริมาณยาที่สูงเกินจริง


"ในวิชาพิษวิทยา เราพูดว่า ปริมาณเป็นตัวกำหนดความเป็นพิษใช่ไหมครับ? หมายความว่า สารเคมีทุกชนิดสามารถเป็นพิษได้หากคุณรับประทานในปริมาณที่มากพอ" เขากล่าวกับ The Feed

"ลองนึกถึงเกลือดูสิ โรยเกลือแค่เล็กน้อยบนเฟรนช์ฟรายส์ก็อร่อยแล้ว แต่ถ้าคุณเทเกลือทั้งกระปุกใส่เฟรนช์ฟรายส์ คุณอาจต้องไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน สารเคมีชนิดเดียวกัน แต่ปริมาณต่างกัน"

เฟรเดอริกกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การสัมผัสในระดับสูงที่พบในสัตว์ทดลองนั้น ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับการสัมผัสในระดับที่ต่ำกว่ามากที่มนุษย์ประสบในชีวิตประจำวัน

"จากการคำนวณอย่างคร่าวๆ แบบขอไปที...เราคงต้องใช้ครีมกันแดดถึงครึ่งลิตรต่อวันถึงจะได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่เห็นในสัตว์ทดลอง ดังนั้นเรากำลังพูดถึงปริมาณที่สูงมาก" เขากล่าว

มาพิจารณารายงานขององค์การอาหารและยาแห่งออสเตรเลียกันบ้าง

เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว องค์การอาหารและยาแห่งออสเตรเลีย (TGA) ได้เผยแพร่การทบทวนส่วนประกอบสำคัญ 7 ชนิดที่ใช้กันทั่วไปในครีมกันแดดในออสเตรเลีย และแนะนำให้ลดความเข้มข้นสูงสุดของส่วนประกอบ 2 ชนิด ได้แก่ ออกซีเบนโซนและโฮโมซาเลต

พบว่าสารโฮโมซาเลตและออกซีเบนโซนมีปริมาณเกิน "ระดับปลอดภัย" ซึ่งเป็นมาตรวัดที่เปรียบเทียบปริมาณสารที่คนสามารถสัมผัสได้อย่างปลอดภัยกับปริมาณที่อาจสัมผัสได้ภายใต้กฎระเบียบปัจจุบัน TGA ตั้งเป้าหมายไว้ที่ปริมาณสารเคมีเหล่านี้ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 1 ของปริมาณสูงสุดที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายในสัตว์ทดลอง

เฟรเดอริกกล่าวว่า แม้ว่า TGA จะแนะนำให้ลดระดับออกซีเบนโซนและโฮโมซาเลตที่อนุญาตในครีมกันแดด แต่ระดับที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังปลอดภัยอยู่
เฟรเดอริกกล่าวว่า การประเมินของ TGA นั้นมีสมมติฐานปัจจัยด้านความปลอดภัยหลายประการ รวมถึงสมมติฐานที่ว่าผู้บริโภคใช้ครีมกันแดดในปริมาณมากเป็นพิเศษทุกวัน

"พวกเขาคำนวณจากปริมาณที่มากเกินจริงเป็นหลัก และพยายามป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ผลิตภัณฑ์มากเกินควร" เขากล่าว

ศาสตราจารย์เจนยังกล่าวอีกว่า ครีมกันแดดส่วนใหญ่มีสารเคมีป้องกันแสงแดดหลายชนิดผสมกัน ซึ่งหมายความว่าแต่ละชนิดจะมีปริมาณน้อยกว่าหากใช้เพียงชนิดเดียว

TGA แจ้งกับ The Feed ว่าจะรายงานบื้องต้นช่วงต้นปีนี้ว่าจะกำหนดข้อจำกัดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฮโมซาเลตและออกซีเบนโซนหรือไม่ และการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะเกิดขึ้นหลังจากมีการปรึกษาหารือกับสาธารณชน

ทำไมถึงมีคนเชื่อว่าครีมกันแดดก่อมะเร็ง

มิเชลย้ำว่า "ไม่มีหลักฐานชิ้นไหนบนโลกที่ระบุว่าครีมกันแดดก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์"

แม้ว่าสารเคมี 4-เมทิลเบนซิลิดีนแคมเฟอร์ (4-MBC) ซึ่งใช้เป็นสารกรองรังสียูวีในครีมกันแดด จะก่อให้เกิดความกังวลบ้างหลังจากที่สหภาพยุโรปสั่งห้ามใช้หลังจากการพิจารณาในปี 2022 แต่มิเชลเห็นว่าไม่มีเหตุให้กังวลเรื่องนี้

“สหภาพยุโรปตัดสินใจสั่งห้ามใช้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดขีดจำกัดที่ปลอดภัย” เธอกล่าว

"ในการศึกษาทดลองกับสัตว์ พวกเขาจงใจใช้สารเคมีในปริมาณมาก เพื่อที่จะได้เห็นว่าขีดจำกัดอยู่ระดับไหน และถ้าหากไม่พบขีดจำกัด ก็จะไม่สามารถกำหนดปริมาณที่ปลอดภัยได้"

มิเชลยังกล่าวอีกว่า ประเทศที่ประเมินความปลอดภัยของสาร 4-MBC ใหม่นั้น "ยังคงวางขายครีมกันแดดที่มีส่วนผสมชนิดนี้อยู่ เพราะหลักฐานยังไม่เพียงพอ"

ความเข้มข้นสูงสุดของ 4-MBC ที่ได้รับการอนุมัติจาก TGA สำหรับผลิตภัณฑ์ในออสเตรเลียคือร้อยละ 4

หว่องกล่าวว่า สหภาพยุโรปสั่งห้ามใช้สารดังกล่าวส่งผลให้ "ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยอยู่แล้วปลอดภัยยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่ควรทำอยู่เสมอ"
A man sunbakes on the concrete on a sunny day.
Experts say sunscreen is effective in preventing cancer and maintaining skin appearance over time. Source: AAP / Mick Tsikas
เฟรเดอริกกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ผู้คนอาจกังวลว่าสารเคมีในครีมกันแดดจะก่อให้เกิดมะเร็ง แต่หลักฐานที่แสดงว่ามะเร็งที่เกิดจากการไม่ใช้ครีมกันแดดนั้นมีจำนวนสูงกว่ามาก

"ตรงกันข้ามเลยครับ [ครีมกันแดด] ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งโดยการป้องกันรังสียูวี" เขากล่าว

ออสเตรเลียมีอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ระดับรังสียูวีสูง วัฒนธรรมกิจกรรมกลางแจ้ง และสัดส่วนประชากรผิวขาวจำนวนมาก

มีการประเมินว่าชาวออสเตรเลียจำนวนสองในสามคนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังในช่วงชีวิตของพวกเขา และมีชาวออสเตรเลียประมาณ 2,000 คนเสียชีวิตจากมะเร็งผิวหนังในแต่ละปี

ประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันมะเร็งผิวหนังนั้นได้รับการยืนยันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์


งานวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ พบว่าชาวออสเตรเลียอายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี ที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำในวัยเด็ก มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาลดลงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผู้ที่แทบไม่ใช้ครีมกันแดดเลย

มิเชลกล่าวว่าครีมกันแดดเป็นเครื่องมือป้องกันมะเร็งผิวหนังที่ดีที่สุดและช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูดีอยู่เสมอ

"ครีมกันแดดช่วยลดริ้วรอยก่อนวัย ช่วยรักษาสิว ช่วยลดจุดด่างดำ ครีมกันแดดช่วยให้ผิวของคุณดูดีขึ้น รวมถึงปกป้องสุขภาพผิวของคุณด้วย"

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก และ Instagram



Share

2 min read

Published

By Elfy Scott

Presented by Atitaya Teepawat

Source: SBS




Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps
SBS Audio
SBS On Demand

Listen to our podcasts
Independent news and stories connecting you to life in Australia and Thai-speaking Australians.
Understand the quirky parts of Aussie life.
Get the latest with our exclusive in-language podcasts on your favourite podcast apps.

Watch on SBS
Thai News

Thai News

Watch in onDemand