ทรัมป์สั่งปิดฮอร์มุซ ออสเตรเลียเผชิญแรงกดดันด้านพลังงาน

ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ยกระดับสงครามกับอิหร่าน ด้วยการใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

A large billboard on the side of a building showing a hand reaching down and lifting a stylised body of water with ships on it

สื่ออิหร่านระบุว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่มากเกินไปเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การเจรจาในกรุงอิสลามาบัดไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ขณะที่ป้ายโฆษณาในกรุงเตหะรานย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน Source: Anadolu / Getty Images

สรุปประเด็น

  • สหรัฐอเมริการะบุว่าจะเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป
  • โดยมาตรการปิดล้อมมีกำหนดเริ่มตั้งแต่เวลา 00.00 น. วันอังคาร ตามเวลาออสเตรเลียฝั่งตะวันออก (AEST)

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีผลทันที กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีความเป็นเลิศที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ”

ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ไม่คืบหน้า คือการที่อิหร่านยังคงยืนยันที่จะรักษาขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

นอกจากนี้ ประเด็นความขัดแย้งในเลบานอน การปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ยังเป็นหัวใจสำคัญของการหารือที่ขณะนี้ต้องหยุดชะงักลง

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายอิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวในประเด็นสำคัญดังกล่าว พร้อมย้ำจุดยืนว่า “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”

Composite image of Donald Trump wearing a dark blue suit and red tie next to a cut out of a long social media post
โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ Source: AAP / Susie Dodds

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการปิดล้อมการเดินเรือเข้าและออกท่าเรือของอิหร่านจะมีผลตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ หรือเวลาเที่ยงคืนของวันอังคารตามเวลาออสเตรเลียฝั่งตะวันออก โดยจะมีผลต่อเรือทุกสัญชาติ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์บัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อ “เสรีภาพในการเดินเรือ”

สำหรับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือของประเทศอื่นที่ไม่ใช่อิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากถ้อยแถลงก่อนหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านตอบโต้ว่า อิหร่านยังคงควบคุมการสัญจรในเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบโต้ศัตรูที่พยายามท้าทาย โดยเตือนว่าจะทำให้ตกอยู่ใน “วงจรอันตรายถึงชีวิต”

ขณะเดียวกัน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ ประธานสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาในปากีสถาน ระบุหลังเดินทางกลับถึงกรุงเตหะรานว่า อิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวต่อคำขู่ใด ๆจากสหรัฐฯ

ตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้ง อิหร่านได้จำกัดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก โดยอนุญาตให้เฉพาะเรือจากประเทศพันธมิตร เช่น จีน ผ่านได้

ขณะเดียวกันมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า อิหร่านอาจพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือทุกลำที่ต้องการใช้เส้นทางดังกล่าว

Map of Iran highlighted in red, showing Tehran and the Strait of Hormuz, with neighbouring countries including Iraq, Saudi Arabia, the United Arab Emirates, Oman and Yemen labelled.
อิหร่านได้เพิ่มระดับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เคยมีมาก่อน นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ Source: SBS

จากข้อมูลยังระบุว่า ในช่วงที่ยังมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง เรือบางส่วนยังคงสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะลดลงจากปกติที่มีมากถึงราว 130 ลำต่อวัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทข้อมูลด้านการเดินเรือ Lloyd’s List รายงานเมื่อวันอังคารว่า ขณะนี้การสัญจรในช่องแคบได้หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงอีกครั้ง

ด้านปากีสถานเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยังคงเคารพข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และมีกำหนดระยะเวลา 2 สัปดาห์

ขณะที่ความล้มเหลวของการเจรจาได้เพิ่มความกังวลว่า การสู้รบอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก และซ้ำเติมภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ราคาน้ำมันและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นร้อยละ 8 แตะระดับ 146.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ซอล คาโวนิก นักวิเคราะห์จากบริษัท เอ็มเอสที มาร์คี (MST Marquee) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ตลาดพลังงานขณะนี้กลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงกับช่วงก่อนการหยุดยิง

โดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปิดกั้นการขนส่งน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีปริมาณสูงถึงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

เขาระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการโจมตีอิหร่านหรือไม่ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค และส่งผลกระทบยาวนานเกินกว่าระยะเวลาของสงคราม

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับสื่อสหรัฐฯ ว่า เขาหวังว่าราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับปกติภายในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน แต่ก็ยอมรับว่าราคาอาจยังคงอยู่ในระดับสูง

ทรัมป์ระบุว่าน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม พร้อมแสดงความเห็นว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจไม่ยืดเยื้อนานนัก

Aerial view of a large naval ship at sea
ภาพจากกองทัพเรือสหรัฐฯ แสดงเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และเรือพิฆาต USS Frank E. Petersen Jr. ปฏิบัติการในทะเลอาหรับ เพื่อเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค Source: AAP / US Navy Handout/EPA

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบต่อการค้าโลกก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันปรับสูงขึ้นตามไปด้วย

ดร.วินห์ ไทย ศาสตราจารย์ด้านโลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทานจากมหาวิทยาลัย RMIT ให้สัมภาษณ์กับ เอสบีเอส นิวส์ ว่า สถานการณ์มีแนวโน้มจะแย่ลงก่อนที่จะดีขึ้น

พร้อมระบุว่า ความเชื่อมั่นทางการค้ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้การเดินเรือในช่องแคบกลับสู่ภาวะปกติได้

ขณะเดียวกัน น้ำมันและก๊าซยังคงตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยบริษัท Abu Dhabi National Oil Company เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีเรือบรรทุกเชื้อเพลิงถึง 230 ลำที่บรรทุกสินค้าเต็มแล้ว แต่ไม่สามารถออกเดินทางได้

นอกจากน้ำมันและก๊าซแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งปุ๋ย ยูเรีย ฮีเลียม และสินค้าจำเป็นอื่น ๆ รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในขณะนี้

ดร.วินห์ ไทย ระบุว่า การที่ตู้คอนเทนเนอร์ติดค้างอยู่ในภูมิภาคเอเชีย จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนตู้เปล่าในตลาด และทำให้สายการเดินเรือต้องปรับโครงข่ายการขนส่งใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับขึ้นของค่าระวางเรือ

ขณะเดียวกัน หลังการเจรจาล้มเหลว ดร.เจสซี มอริตซ์ อาจารย์จากศูนย์อาหรับและอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า ความขัดแย้งมีความเสี่ยงที่จะขยายวงกว้างขึ้น และอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

เธอเปิดเผยว่า อิหร่านได้ขู่จะปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างเยเมนกับทวีปแอฟริกา แม้สถานการณ์อาจยังไม่ถึงขั้นนั้นในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า อิหร่านกำลังพิจารณาว่าจะยกระดับการตอบโต้ในรูปแบบใด และบางทางเลือกที่มีอยู่ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าระหว่างประเทศ

ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในออสเตรเลีย

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลกอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจออสเตรเลีย โดยการประเมินของ Deloitte Access Economics ระบุว่า หากราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ชาวออสเตรเลียตกงานถึง 1 ล้านคน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งเกินร้อยละ 6.5

หากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องถึง 175 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง โดยอัตราการว่างงานอาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6.8 และเงินเฟ้อแตะร้อยละ 7.5

นักวิเคราะห์จาก AMP และ Oxford Economics เตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โดยภาคการผลิตและการท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ด้านดร.เจสซี มอริตซ์ อธิบายว่า ออสเตรเลียยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เนื่องจากเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นสต็อกที่มีอยู่ในประเทศตั้งแต่ก่อนเกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากออสเตรเลียนำเข้าน้ำมันประมาณร้อยละ 85 ของความต้องการทั้งหมด ปัจจุบันจึงต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น

เธอระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การปิดล้อมของสหรัฐฯ ควบคู่กับคำขู่จากอิหร่าน การขนส่งทางการค้าอาจยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ และคาดว่าราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงต่อไป

A map showing most of the world, with labels of different shipping points including Panama Canal and Straits of Malacca, with thick yellow arrowed lines indicating shipping routes
เส้นทางขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดคอขวดทางการค้าที่สำคัญหลายแห่งทั่วโลก

น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้ามากกว่า 6,000 รายการในชีวิตประจำวัน ผ่านกระบวนการปิโตรเคมี

โดยประมาณร้อยละ 96 ของสินค้าอุตสาหกรรมล้วนพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากน้ำมันและก๊าซ ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ไปจนถึงอุปกรณ์ก่อสร้าง

แม้ผลกระทบต่อราคาสินค้าผู้บริโภคยังไม่ปรากฏชัดในขณะนี้ แต่คาดว่าจะเริ่มส่งผลหากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้

ดร.วินห์ ไทย ระบุว่า ผู้บริโภคอาจยังไม่เห็นการบรรเทาราคาสินค้าในระยะเวลาอย่างน้อย 9–12 เดือน แม้ออสเตรเลียจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ก็ตาม

เขาประเมินว่า โอกาสที่ออสเตรเลียจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ยังต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปอีกประมาณ 2 เดือนโดยไม่มีข้อยุติ อาจเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม หากสามารถหาทางออกได้ภายในหนึ่งเดือนข้างหน้า สถานการณ์ก็ยังมีโอกาสที่จะควบคุมไม่ให้ลุกลามได้

แนวโน้มสถานการณ์ต่อจากนี้

หลังการเจรจาหยุดยิงถูกระงับ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการ “ยกระดับความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง” และอาจขยายวงกว้างขึ้น

แม้อิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดหารือสันติภาพที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันอังคารนี้ แต่การสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ รวมถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ระบุว่าเลบานอนไม่ได้อยู่ในข้อตกลงหยุดยิง อาจยิ่งกระตุ้นให้อิหร่านเดินหน้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงยังขยายไปถึงช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวร้อยละ 12 ของโลก และมีบทบาทสำคัญมากขึ้น หลังเรือสินค้าหันไปใช้เส้นทางนี้แทนฮอร์มุซ

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอิหร่าน เคยแสดงศักยภาพในการโจมตีเรือในช่องแคบดังกล่าวที่มีความกว้างเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร ด้วยโดรนและขีปนาวุธ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สถานการณ์ที่เคยถูกมองว่า “มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก” กำลังกลายเป็น “ความเป็นไปได้” พร้อมเตือนว่า ช่องทางในการคลี่คลายความขัดแย้งกำลังแคบลงทุกวัน แม้ยังมีโอกาสอยู่ แต่แนวโน้มยังไม่น่ามองในแง่ดี

A large billboard on the side of a building showing artwork of two giant men standing either side of a body of water with their left arm stretched forward
ป้ายโฆษณาในกรุงเตหะรานแสดงให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซต่ออิหร่าน Source: NurPhoto / Getty Images

ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้าโลก

ประเด็นว่าประชาคมระหว่างประเทศจะยอมให้อิหร่านเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับจุดคอขวดทางการเดินเรืออื่น ๆ ทั่วโลก

หนึ่งในนั้นคือช่องแคบมะละกา ระหว่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลราวร้อยละ 35 ของโลก และอาจกลายเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ หากเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในอนาคต

ด้านดร.วินห์ ไทย มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะเร่งให้ประเทศและภาคธุรกิจปรับห่วงโซ่อุปทานไปสู่การพึ่งพาแหล่งผลิตในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

เขาระบุว่า หากการค้าโลกหันกลับไปสู่การรวมกลุ่มในภูมิภาค การกีดกันทางการค้า และการตั้งกำแพงภาษี อาจช่วยให้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการค้าที่สูงขึ้น

“เราไม่สามารถพึ่งพาการพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด เพราะจะไม่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” เขากล่าว

พร้อมเสนอว่า ควรใช้แนวทางผสมผสาน ทั้งการแทรกแซงของภาครัฐผ่านการสำรองสินค้าจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นในระดับองค์กร

ขณะเดียวกัน ดร.เจสซี มอริตซ์ มองว่า แม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนในภูมิภาคยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป และอาจเกิดความตึงเครียดเป็นระยะ โดยเฉพาะในบริบทที่อิสราเอลพยายามขยายบทบาทในฐานะมหาอำนาจหลักในตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อิสราเอลมองสถานการณ์ปัจจุบันเป็น “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ในการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในตะวันออกกลางให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของตน

ดร.เจสซี มอริตซ์ อธิบายว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แสดงท่าทีชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะมีบทบาททางทหารในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างเงื่อนไขดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองรายเห็นตรงกันว่า โลกควรเร่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทั้งในภาคการขนส่งและการผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว

ดร.วินห์ ไทย ระบุว่า แม้หลายประเทศเริ่มดำเนินการในทิศทางนี้แล้ว แต่ยังจำเป็นต้องเร่งให้เร็วขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

ด้านดร.มอริตซ์เสริมว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ควรทำให้ประเทศต่าง ๆ กลับไปพึ่งพาน้ำมันในระดับเดิมอีก พร้อมเตือนว่า โลกควรวางแผนรับมือโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานจะยังคงดำเนินต่อไป

—รายงานเพิ่มเติมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


3 min read

Published

By Jack Revell

Presented by Chayada Powell

Source: SBS




Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now