สรุปประเด็น
- สหรัฐอเมริการะบุว่าจะเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป
- โดยมาตรการปิดล้อมมีกำหนดเริ่มตั้งแต่เวลา 00.00 น. วันอังคาร ตามเวลาออสเตรเลียฝั่งตะวันออก (AEST)
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีผลทันที กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีความเป็นเลิศที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ”
ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ไม่คืบหน้า คือการที่อิหร่านยังคงยืนยันที่จะรักษาขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
นอกจากนี้ ประเด็นความขัดแย้งในเลบานอน การปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ยังเป็นหัวใจสำคัญของการหารือที่ขณะนี้ต้องหยุดชะงักลง
ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายอิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวในประเด็นสำคัญดังกล่าว พร้อมย้ำจุดยืนว่า “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการปิดล้อมการเดินเรือเข้าและออกท่าเรือของอิหร่านจะมีผลตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ หรือเวลาเที่ยงคืนของวันอังคารตามเวลาออสเตรเลียฝั่งตะวันออก โดยจะมีผลต่อเรือทุกสัญชาติ
อย่างไรก็ตาม ศูนย์บัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อ “เสรีภาพในการเดินเรือ”
สำหรับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือของประเทศอื่นที่ไม่ใช่อิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากถ้อยแถลงก่อนหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านตอบโต้ว่า อิหร่านยังคงควบคุมการสัญจรในเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบโต้ศัตรูที่พยายามท้าทาย โดยเตือนว่าจะทำให้ตกอยู่ใน “วงจรอันตรายถึงชีวิต”
ขณะเดียวกัน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลีบาฟ ประธานสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาในปากีสถาน ระบุหลังเดินทางกลับถึงกรุงเตหะรานว่า อิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวต่อคำขู่ใด ๆจากสหรัฐฯ
ตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้ง อิหร่านได้จำกัดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก โดยอนุญาตให้เฉพาะเรือจากประเทศพันธมิตร เช่น จีน ผ่านได้
ขณะเดียวกันมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า อิหร่านอาจพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือทุกลำที่ต้องการใช้เส้นทางดังกล่าว

จากข้อมูลยังระบุว่า ในช่วงที่ยังมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง เรือบางส่วนยังคงสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะลดลงจากปกติที่มีมากถึงราว 130 ลำต่อวัน
อย่างไรก็ตาม บริษัทข้อมูลด้านการเดินเรือ Lloyd’s List รายงานเมื่อวันอังคารว่า ขณะนี้การสัญจรในช่องแคบได้หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงอีกครั้ง
ด้านปากีสถานเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยังคงเคารพข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และมีกำหนดระยะเวลา 2 สัปดาห์
ขณะที่ความล้มเหลวของการเจรจาได้เพิ่มความกังวลว่า การสู้รบอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก และซ้ำเติมภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ราคาน้ำมันและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นร้อยละ 8 แตะระดับ 146.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ซอล คาโวนิก นักวิเคราะห์จากบริษัท เอ็มเอสที มาร์คี (MST Marquee) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ตลาดพลังงานขณะนี้กลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงกับช่วงก่อนการหยุดยิง
โดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปิดกั้นการขนส่งน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีปริมาณสูงถึงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เขาระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการโจมตีอิหร่านหรือไม่ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค และส่งผลกระทบยาวนานเกินกว่าระยะเวลาของสงคราม
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับสื่อสหรัฐฯ ว่า เขาหวังว่าราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับปกติภายในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน แต่ก็ยอมรับว่าราคาอาจยังคงอยู่ในระดับสูง
ทรัมป์ระบุว่าน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม พร้อมแสดงความเห็นว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจไม่ยืดเยื้อนานนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบต่อการค้าโลกก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
ดร.วินห์ ไทย ศาสตราจารย์ด้านโลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทานจากมหาวิทยาลัย RMIT ให้สัมภาษณ์กับ เอสบีเอส นิวส์ ว่า สถานการณ์มีแนวโน้มจะแย่ลงก่อนที่จะดีขึ้น
พร้อมระบุว่า ความเชื่อมั่นทางการค้ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้การเดินเรือในช่องแคบกลับสู่ภาวะปกติได้
ขณะเดียวกัน น้ำมันและก๊าซยังคงตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยบริษัท Abu Dhabi National Oil Company เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีเรือบรรทุกเชื้อเพลิงถึง 230 ลำที่บรรทุกสินค้าเต็มแล้ว แต่ไม่สามารถออกเดินทางได้
นอกจากน้ำมันและก๊าซแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งปุ๋ย ยูเรีย ฮีเลียม และสินค้าจำเป็นอื่น ๆ รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในขณะนี้
ดร.วินห์ ไทย ระบุว่า การที่ตู้คอนเทนเนอร์ติดค้างอยู่ในภูมิภาคเอเชีย จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนตู้เปล่าในตลาด และทำให้สายการเดินเรือต้องปรับโครงข่ายการขนส่งใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับขึ้นของค่าระวางเรือ
ขณะเดียวกัน หลังการเจรจาล้มเหลว ดร.เจสซี มอริตซ์ อาจารย์จากศูนย์อาหรับและอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า ความขัดแย้งมีความเสี่ยงที่จะขยายวงกว้างขึ้น และอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เธอเปิดเผยว่า อิหร่านได้ขู่จะปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างเยเมนกับทวีปแอฟริกา แม้สถานการณ์อาจยังไม่ถึงขั้นนั้นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า อิหร่านกำลังพิจารณาว่าจะยกระดับการตอบโต้ในรูปแบบใด และบางทางเลือกที่มีอยู่ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าระหว่างประเทศ
ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในออสเตรเลีย
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลกอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจออสเตรเลีย โดยการประเมินของ Deloitte Access Economics ระบุว่า หากราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ชาวออสเตรเลียตกงานถึง 1 ล้านคน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งเกินร้อยละ 6.5
หากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องถึง 175 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง โดยอัตราการว่างงานอาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6.8 และเงินเฟ้อแตะร้อยละ 7.5
นักวิเคราะห์จาก AMP และ Oxford Economics เตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยภาคการผลิตและการท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ด้านดร.เจสซี มอริตซ์ อธิบายว่า ออสเตรเลียยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เนื่องจากเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นสต็อกที่มีอยู่ในประเทศตั้งแต่ก่อนเกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากออสเตรเลียนำเข้าน้ำมันประมาณร้อยละ 85 ของความต้องการทั้งหมด ปัจจุบันจึงต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
เธอระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การปิดล้อมของสหรัฐฯ ควบคู่กับคำขู่จากอิหร่าน การขนส่งทางการค้าอาจยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ และคาดว่าราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงต่อไป

น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้ามากกว่า 6,000 รายการในชีวิตประจำวัน ผ่านกระบวนการปิโตรเคมี
โดยประมาณร้อยละ 96 ของสินค้าอุตสาหกรรมล้วนพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากน้ำมันและก๊าซ ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ไปจนถึงอุปกรณ์ก่อสร้าง
แม้ผลกระทบต่อราคาสินค้าผู้บริโภคยังไม่ปรากฏชัดในขณะนี้ แต่คาดว่าจะเริ่มส่งผลหากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้
ดร.วินห์ ไทย ระบุว่า ผู้บริโภคอาจยังไม่เห็นการบรรเทาราคาสินค้าในระยะเวลาอย่างน้อย 9–12 เดือน แม้ออสเตรเลียจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ก็ตาม
เขาประเมินว่า โอกาสที่ออสเตรเลียจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ยังต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปอีกประมาณ 2 เดือนโดยไม่มีข้อยุติ อาจเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม หากสามารถหาทางออกได้ภายในหนึ่งเดือนข้างหน้า สถานการณ์ก็ยังมีโอกาสที่จะควบคุมไม่ให้ลุกลามได้
แนวโน้มสถานการณ์ต่อจากนี้
หลังการเจรจาหยุดยิงถูกระงับ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการ “ยกระดับความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง” และอาจขยายวงกว้างขึ้น
แม้อิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดหารือสันติภาพที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันอังคารนี้ แต่การสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ รวมถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ระบุว่าเลบานอนไม่ได้อยู่ในข้อตกลงหยุดยิง อาจยิ่งกระตุ้นให้อิหร่านเดินหน้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงยังขยายไปถึงช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวร้อยละ 12 ของโลก และมีบทบาทสำคัญมากขึ้น หลังเรือสินค้าหันไปใช้เส้นทางนี้แทนฮอร์มุซ
กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอิหร่าน เคยแสดงศักยภาพในการโจมตีเรือในช่องแคบดังกล่าวที่มีความกว้างเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร ด้วยโดรนและขีปนาวุธ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สถานการณ์ที่เคยถูกมองว่า “มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก” กำลังกลายเป็น “ความเป็นไปได้” พร้อมเตือนว่า ช่องทางในการคลี่คลายความขัดแย้งกำลังแคบลงทุกวัน แม้ยังมีโอกาสอยู่ แต่แนวโน้มยังไม่น่ามองในแง่ดี

ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้าโลก
ประเด็นว่าประชาคมระหว่างประเทศจะยอมให้อิหร่านเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับจุดคอขวดทางการเดินเรืออื่น ๆ ทั่วโลก
หนึ่งในนั้นคือช่องแคบมะละกา ระหว่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลราวร้อยละ 35 ของโลก และอาจกลายเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ หากเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในอนาคต
ด้านดร.วินห์ ไทย มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะเร่งให้ประเทศและภาคธุรกิจปรับห่วงโซ่อุปทานไปสู่การพึ่งพาแหล่งผลิตในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด
เขาระบุว่า หากการค้าโลกหันกลับไปสู่การรวมกลุ่มในภูมิภาค การกีดกันทางการค้า และการตั้งกำแพงภาษี อาจช่วยให้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางการค้าที่สูงขึ้น
“เราไม่สามารถพึ่งพาการพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด เพราะจะไม่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” เขากล่าว
พร้อมเสนอว่า ควรใช้แนวทางผสมผสาน ทั้งการแทรกแซงของภาครัฐผ่านการสำรองสินค้าจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นในระดับองค์กร
ขณะเดียวกัน ดร.เจสซี มอริตซ์ มองว่า แม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนในภูมิภาคยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป และอาจเกิดความตึงเครียดเป็นระยะ โดยเฉพาะในบริบทที่อิสราเอลพยายามขยายบทบาทในฐานะมหาอำนาจหลักในตะวันออกกลาง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อิสราเอลมองสถานการณ์ปัจจุบันเป็น “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ในการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในตะวันออกกลางให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของตน
ดร.เจสซี มอริตซ์ อธิบายว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แสดงท่าทีชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะมีบทบาททางทหารในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างเงื่อนไขดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองรายเห็นตรงกันว่า โลกควรเร่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทั้งในภาคการขนส่งและการผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว
ดร.วินห์ ไทย ระบุว่า แม้หลายประเทศเริ่มดำเนินการในทิศทางนี้แล้ว แต่ยังจำเป็นต้องเร่งให้เร็วขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
ด้านดร.มอริตซ์เสริมว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ควรทำให้ประเทศต่าง ๆ กลับไปพึ่งพาน้ำมันในระดับเดิมอีก พร้อมเตือนว่า โลกควรวางแผนรับมือโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานจะยังคงดำเนินต่อไป
—รายงานเพิ่มเติมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม
