สรุปประเด็นสำคัญ
- ผลการศึกษาชี้ว่า ชาวออสเตรเลียที่เกษียณอายุอาจต้องมีเงินออมในกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชัน (superannuation) หรือกองทุนเงินเกษียณ อย่างน้อย 400,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสะดวกสบาย
- ความไม่เท่าเทียมทางเพศ กลยุทธ์การลงทุน และภาวะของตลาดการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลดลงของเงินออมในกองทุนซูเปอร์ฯ
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
งานวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้เกษียณที่มีเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชัน (superannuation) หรือกองทุนเงินเกษียณ น้อยกว่า 250,000 ดอลลาร์ อาจใช้เงินออมหมดภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี หากต้องการรักษาระดับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อผู้หญิง
ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยการเงินแห่งมหาวิทยาลัยโมแนช (Monash Centre for Financial Studies) ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน อายุขัยของประชากรที่ยืนยาวขึ้น และผนวกกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้เกษียณอายุจำนวนมากกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากทางการเงิน
รองศาสตราจารย์อุมมุล รุธบาห์ หนึ่งในผู้เขียนรายงานเรื่อง เกษียณสำราญหรือเงินไม่พอใช้: ทำไมยอดเงินออมและการจัดพอร์ตจึงสำคัญกว่าผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว (Comfort or Collapse: Why Balance Size and Design, Not Just Returns, Decide Retirement) กล่าวว่า ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นสัญญาณที่น่ากังวล
งานวิจัยระบุว่า ความยั่งยืนของเงินออมในกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่
- จำนวนเงินสะสมตั้งต้นเมื่อเริ่มเกษียณ
- สัดส่วนการลงทุนระหว่างหุ้นและพันธบัตร
- ลำดับและจังหวะของผลตอบแทนจากตลาดในช่วงปีแรกของการเกษียณ
ผลการศึกษาพบว่า ไม่ว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนจะเป็นอย่างไร หากมียอดเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์ฯ มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย โอกาสที่จะสามารถรักษาระดับรายได้หลังเกษียณได้อย่างต่อเนื่องจะเพิ่มขึ้นจนเกือบแน่นอน (near certainty) ได้
ผลกระทบของช่องว่างซูเปอร์ฯ ระหว่างเพศ
จากรายงานฉบับนี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างเพศในด้านเงินออมกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชัน
ผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณอาจมีเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์ฯ น้อยกว่าผู้ชายในวัยเดียวกันถึงร้อยละ 30 โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงมีเงินสะสมประมาณ 212,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ผู้ชายมีเฉลี่ย 283,000 ดอลลาร์
รองศาสตราจารย์อุมมุล รุธบาห์ กล่าวว่า ช่องว่างด้านเงินออมเพื่อเกษียณระหว่างผู้หญิงและผู้ชายมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความเพียงพอของรายได้หลังเกษียณ และการออกแบบนโยบายสาธารณะ
“สำหรับผู้หญิงที่มีเงินออมอยู่ในระดับค่ากลาง (median) แม้จะลงทุนในพอร์ตที่มีความสมดุล ก็ยังมีโอกาสสูงที่เงินออมจะหมดภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีหลังเกษียณ ขณะที่ผู้ชายซึ่งมีเงินออมในระดับค่ากลางเช่นกัน มีแนวโน้มที่จะมีความมั่นคงทางการเงินมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด” เธอกล่าว
รองศาสตราจารย์รุธบาห์ระบุว่า ผลการศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการออกมาตรการเพื่อเพิ่มเงินออมในกองทุนซูเปอร์ฯ ของผู้หญิง
“ไม่ว่าจะเป็นการให้แรงจูงใจด้านการสมทบเงินเข้ากองทุน การปฏิรูปนโยบายเพื่อแก้ปัญหาช่วงหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวและความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้าง หรือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ Age Pension ในฐานะตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม” เธอกล่าว
โจ โควาลชิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กรไม่แสวงหากำไร Women in Super ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส ว่า การเข้าสู่วัยเกษียณด้วยเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันที่น้อยกว่า ทำให้ผู้หญิงมีความเปราะบางต่อเหตุการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิด และเผชิญกับความเสี่ยงที่เงินออมจะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ
เธอกล่าวว่า ผลการศึกษานี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากช่องว่างด้านค่าจ้างและเงินออมเพื่อเกษียณระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย
“สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก รายได้ที่ต่ำกว่าตลอดชีวิตการทำงาน การต้องออกจากตลาดแรงงานเป็นช่วง ๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง รวมถึงช่องว่างด้านค่าจ้างระหว่างเพศที่ยังคงมีอยู่ ล้วนส่งผลกระทบต่อเงินออมเพื่อการเกษียณในระยะยาว” เธอกล่าว
โควาลชิกกล่าวว่า งานวิจัยฉบับนี้ย้ำให้เห็นว่าเหตุใดการลดช่องว่างด้านเงินออมเพื่อเกษียณระหว่างเพศจึงมีความสำคัญ
“ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจำนวนเงินในบัญชีกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการทำให้ผู้หญิงมีความมั่นคงทางการเงิน มีความเป็นอิสระ และมีศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสะดวกสบาย” เธอกล่าว
เคล็ดลับเพื่อให้เงินซูเปอร์ฯ เพียงพอใช้หลังเกษียณ
ผลการศึกษาพบว่า การที่เงินออมในกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันจะหมดลงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดพอร์ตการลงทุนเพียงอย่างเดียว และยังท้าทายความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนสำหรับวัยเกษียณอีกด้วย
ตรินห์ เล (Trinh Le) ผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวว่า
“พอร์ตการลงทุนแบบผสมระหว่างหุ้นและพันธบัตร (mixed equity-bond portfolios) ซึ่งเป็นการกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ที่มีรายได้คงที่ ให้ผลลัพธ์ที่มีความสม่ำเสมอมากที่สุดสำหรับผู้ที่มีเงินออมในระดับไม่สูงมาก”
เธอกล่าวว่า แม้กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นทั้งหมด (all-equity strategies) จะมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยและยอดเงินคงเหลือในระยะยาวได้มากกว่า แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากการขาดทุนหรือมูลค่าพอร์ตที่ลดลงอย่างรุนแรง
ขณะที่พอร์ตที่เน้นลงทุนในพันธบัตรเป็นหลัก มีแนวโน้มสูงมากที่มูลค่าเงินออมจะค่อย ๆ ลดลง หากผู้เกษียณถอนเงินออกมาใช้ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย
รายงานยังสรุปว่า ไม่ว่าผู้เกษียณจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนแบบใด หากมียอดเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์ฯ ค่อนข้างน้อย ก็เป็นเรื่องยากที่จะรองรับการใช้จ่ายในระดับสูงหลังเกษียณได้อย่างยั่งยืน
รายงานยังเตือนด้วยว่า แม้ผู้ที่มีเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์ฯ จำนวนมากจะมีความได้เปรียบ แต่หากเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังเกินไปหรือเน้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากเกินไป อัตราเงินเฟ้ออาจกัดกร่อนมูลค่าที่แท้จริงของเงินออมได้ ขณะเดียวกัน รายงานชี้ว่าการใช้จ่ายในระดับปานกลางอาจเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุด
รองศาสตราจารย์อุมมุล รุธบาห์ กล่าวว่า
“ผลการศึกษาของเราพบว่า เมื่อผู้เกษียณตั้งเป้าการใช้จ่ายในระดับปานกลาง แทนที่จะมุ่งสู่รูปแบบการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายมากกว่า โอกาสที่พอร์ตการลงทุนจะยังคงเพียงพอต่อการใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 10 ปีจะสูงขึ้น ไม่ว่าจะมีการจัดสรรสินทรัพย์ในรูปแบบใดก็ตาม”
เธอกล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการคงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไว้บางส่วน
“สมมติฐานเกี่ยวกับตลาดทุนที่เราใช้ในการศึกษาชี้ว่า พอร์ตที่ลงทุนในพันธบัตรเพียงอย่างเดียว มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยงที่รับในระยะยาว”
การศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์พอร์ตการลงทุนจำนวน 11 รูปแบบ ตั้งแต่พอร์ตที่ลงทุนในหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงพอร์ตที่ลงทุนในสินทรัพย์รายได้คงที่ (fixed income) 100 เปอร์เซ็นต์ โดยปรับสัดส่วนเพิ่มหรือลดครั้งละ 10 จุดเปอร์เซ็นต์
ยอดเงินในพอร์ตที่นำมาศึกษามีตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์ถึง 1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และมุ่งวิเคราะห์จากยอดเงินเฉลี่ย (mean) และค่ากลาง (median) ที่คาดการณ์ไว้ในปี 2025 ของชาวออสเตรเลียที่มีอายุระหว่าง 63–67 ปี
จังหวะเวลาเกษียณก็มีความสำคัญ
งานวิจัยยังพบว่า ช่วงเวลาที่ตัดสินใจเกษียณอายุอาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงินในระยะยาว โดยผู้ที่เกษียณในช่วงที่ตลาดการเงินตกต่ำอาจต้องเผชิญกับผลกระทบที่มีต้นทุนสูงกว่าที่คิด
รายงานระบุว่า ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เกษียณในปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งตลาดหุ้นและสินทรัพย์รายได้คงที่ (fixed income) ให้ผลตอบแทนติดลบ มีแนวโน้มที่จะมีฐานะทางการเงินหลังผ่านไป 10 ปีแย่กว่าผู้ที่เกษียณในปี 2023 อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ แม้ว่าทั้งสองคนจะมี ยอดเงินสะสมในกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชันเท่ากัน และใช้ กลยุทธ์การลงทุนแบบเดียวกัน ก็ตาม
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากตลาดในช่วงแรกของการเกษียณอายุสามารถส่งผลอย่างมากต่อความยั่งยืนของเงินออมในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้เกษียณจำนวนมากไม่สามารถควบคุมได้
รายงานยังแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินปรับตัวลดลง ผู้เกษียณอายุควรหลีกเลี่ยง ชะลอ หรือปรับลดการถอนเงินจากกองทุนซูเปอร์แอนนูเอชัน หากเป็นไปได้ และควรพิจารณาใช้กลยุทธ์การถอนเงินที่ยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและความจำเป็นทางการเงินในแต่ละช่วงเวลา แทนการกำหนดอัตราการถอนเงินคงที่ตายตัว
ขณะเดียวกัน Moneysmart ซึ่งเป็นเครื่องมือให้ความรู้ทางการเงินของรัฐบาลกลางออสเตรเลีย แนะนำวิธีเพิ่มเงินออมในกองทุนซูเปอร์ฯ หลายแนวทาง ได้แก่
- การสมทบเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติมด้วยตนเอง (voluntary contributions)
- การลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินออม
- การหักเงินเดือนเข้ากองทุนซูเปอร์ฯ เพิ่มเติม (salary sacrificing)
- การนำเงินจากการขายบ้านมาสมทบเข้ากองทุนซูเปอร์ฯ ภายใต้โครงการ downsizer contribution
- การตรวจสอบสิทธิรับเงินสมทบจากรัฐบาล (government co-contributions)
ข้อสงวนสิทธิ์: ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปและไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำทางการเงิน การตัดสินใจด้านการเงินควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของแต่ละบุคคล
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม
