สรุปประเด็นสำคัญ
- พอลลีน แฮนสัน ระบุว่า ปัญหาด้านการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้น หลังมีการยกเลิกนโยบาย White Australia
- อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากมีความพยายามใด ๆ ที่จะรื้อฟื้นบางส่วนของนโยบายซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว จะดำเนินการได้ยากในบริบทของออสเตรเลียยุคปัจจุบัน
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
พอลลีน แฮนสัน ผู้นำพรรค One Nation จุดกระแสถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับการหวนกลับมาของแนวคิด “White Australia” หรือนโยบายออสเตรเลียผิวขาว ซึ่งเป็นชุดกฎหมายที่เคยเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพที่ไม่ได้มาจากยุโรป
ระหว่างปรากฏตัวในพอดแคสต์ร่วมกับทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพชาวอังกฤษ ซึ่งเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางแฮนสันกล่าวเป็นนัยว่า การยกเลิกนโยบาย White Australia เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาด้านการย้ายถิ่นฐานที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญ
“นโยบายนี้เริ่มขึ้นในปี 1973 ในสมัยกอฟ วิทแลม พวกเขาเปิดประเทศ ยกเลิกนโยบาย White Australia แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มนำผู้อพยพจากหลากหลายกลุ่มเข้ามา” นางแฮนสันกล่าว
ต่อมาเธอยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านผู้อพยพระลอกใหม่ได้ทำให้เกิดคำถามว่า ออสเตรเลียกำลังเสี่ยงที่จะรื้อฟื้นแนวคิดบางส่วนของนโยบายนี้กลับมาอีกครั้งหรือไม่
นโยบาย White Australia คืออะไร?
White Australia ไม่ใช่นโยบายหรือกฎหมายฉบับเดียว แต่เป็นชุดกฎหมายและมาตรการที่จำกัดการย้ายถิ่นฐานของผู้ที่ไม่ได้มีพื้นเพเป็นชาวอังกฤษเข้าสู่ออสเตรเลีย
เบนจามิน ที โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองออสเตรเลีย กล่าวกับเอสบีเอส นิวส์ ว่า แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ออสเตรเลียควรเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมของคนผิวขาวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“นโยบายนี้ให้ความสำคัญกับผู้อพยพ โดยเฉพาะผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษผิวขาว ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมออสเตรเลียได้ดีที่สุด” เขากล่าว
นโยบาย White Australia เริ่มต้นขึ้นจาก พระราชบัญญัติจำกัดการเข้าเมือง ปี 1901 (Immigration Restriction Act 1901) ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าออสเตรเลียต้องผ่านการทดสอบเขียนตามคำบอกจำนวน 50 คำ ในภาษาใดภาษาหนึ่งของยุโรป กลายเป็นกลไกที่ใช้คัดกันบุคคลบางกลุ่มไม่ให้เข้าสู่ออสเตรเลีย
มาร์ก คัลลี ผู้เขียนหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจด้านการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ผู้สมัครสอบผ่าน
"คุณไม่คาดหวังให้สอบผ่านอยู่แล้ว มันเป็นบททดสอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอบตก"
แม้ในเวลาต่อมาจะมีการยกเลิกการทดสอบดังกล่าว แต่คัลลีกล่าวว่า ผู้ที่ไม่ได้มีเชื้อสายยุโรปหรืออเมริกาเหนือก็ยังคงเผชิญอุปสรรคอย่างมากในการขออนุญาตเดินทางเข้าออสเตรเลีย และแทบไม่มีโอกาสยื่นขอพำนักถาวร
การยุตินโยบาย White Australia เริ่มต้นขึ้นในช่วงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี แฮโรลด์ โฮลต์ ในทศวรรษ 1960 ก่อนที่นโยบายดังกล่าวจะถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ภายใต้รัฐบาลของ กอฟ วิทแลม ในปี 1975
เมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (Racial Discrimination Act) ซึ่งกำหนดให้การกระทำที่เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม ทำให้อับอาย หรือข่มขู่บุคคลเนื่องจากเชื้อชาติ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย
คัลลีกล่าวว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งที่นโยบายซึ่งฝังรากลึกในสังคมออสเตรเลีย และถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติมานานกว่า 60 ปี กลับสามารถค่อย ๆ ถูกยกเลิกลงได้ภายในเวลาราวหนึ่งทศวรรษ
"ในหลายแง่มุม ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งที่นโยบายซึ่งหยั่งรากลึกและถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ จนชาวออสเตรเลียจำนวนมากแทบไม่มองว่าเป็นประเด็นถกเถียงตลอดเวลากว่า 60 ปี กลับค่อย ๆ ถูกยกเลิกลงภายในเวลาประมาณสิบปี"
เขากล่าวว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ออสเตรเลียได้เปิดรับแนวคิดพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านการต้อนรับผู้อพยพ
"ออสเตรเลียและแคนาดาโดดเด่นกว่าหลายประเทศในโลก ในฐานะประเทศต้นแบบที่เปิดรับผู้อพยพจากทุกภูมิภาคของโลก โดยดำเนินนโยบายอย่างค่อนข้างเป็นกลาง รอบคอบ และไม่เลือกปฏิบัติ"
พรรค One Nation สนับสนุนนโยบาย White Australia หรือไม่
หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นางแฮนสันได้ออกมาชี้แจงว่า เธอไม่ได้สนับสนุนนโยบาย White Australia
เธอกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่า
"ฉันไม่เคยสนับสนุนนโยบายนั้นเลย ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว และฉันก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นด้วย"

ด้าน บาร์นาบี จอยซ์ ส.ส. พรรค One Nation กล่าวว่า พรรคไม่ได้สนับสนุนนโยบาย White Australia แต่ก็ไม่ต้องการให้เกิด "รอยร้าวทางสังคม" แบบที่เขาระบุว่ากำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร เช่น การที่ประชาชนในบางพื้นที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ หรือการก่อตัวของวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัฒนธรรมอังกฤษ
แต่เมื่อ นางแฮนสัน ถูกถามในรายการ Spotlight ของสถานีโทรทัศน์ Channel 7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อแนวคิดการเนรเทศผู้อพยพจำนวนมากออกจากออสเตรเลีย นางพอลลีน แฮนสัน ตอบว่า
"ฉันชอบนะ"
ปัจจุบัน พรรค One Nation มีนโยบายผลักดันการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวน 75,000 คน
อย่างไรก็ตาม พรรค One Nation ยังคงมีจุดยืนที่จะจำกัดการอพยพของชาวมุสลิมจากบางประเทศเข้าสู่ออสเตรเลีย โดยนางแฮนสันเคยเสนอให้ห้ามผู้อพยพจากประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามบางประเทศ
โดยให้เหตุผลว่าเธอกังวลเกี่ยวกับ "อุดมการณ์อิสลามหัวรุนแรง" แม้จะไม่ได้ระบุว่าหมายถึงประเทศใดบ้าง
ในสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อวุฒิสภาเมื่อปี 2016 นางแฮนสันกล่าวโดยไม่ได้แสดงหลักฐานประกอบว่า ออสเตรเลีย "กำลังเสี่ยงที่จะถูกชาวมุสลิมหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก" และอ้างว่าวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของชาวมุสลิมไม่สอดคล้องกับค่านิยมของออสเตรเลีย
แนวคิดแบบ White Australia กลับมาอีกครั้งหรือไม่
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แองกัส เทย์เลอร์ รองหัวหน้าพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ให้คำมั่นว่าจะปรับเปลี่ยนโครงการรับผู้อพยพของออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันไม่เลือกปฏิบัติ โดยเสนอให้มีการ "คัดเลือกบนพื้นฐานของค่านิยม" ผ่านการทดสอบค่านิยมแบบบังคับของออสเตรเลีย
เขาระบุว่า มาตรฐานการรับผู้อพยพของออสเตรเลีย "ต่ำเกินไป" พร้อมอ้างว่า ผู้อพยพจากประเทศประชาธิปไตยเสรีมีแนวโน้มที่จะยึดถือค่านิยมของออสเตรเลียมากกว่าผู้ที่มาจากประเทศที่ "ถูกปกครองโดยกลุ่มหัวรุนแรง ผู้มีแนวคิดสุดโต่ง หรือเผด็จการ"
ในเวลานั้น พรรคกรีนส์กล่าวหาว่า นายเทย์เลอร์กำลังพยายามรื้อฟื้นแนวคิดของนโยบาย White Australia ขณะที่นายเทย์เลอร์ยืนยันว่า ข้อเสนอของเขาไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยอาศัยเชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติ
ลิซ อัลเลน นักประชากรศาสตร์ กล่าวว่า แม้นโยบาย White Australia จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังนโยบายดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมออสเตรเลียในบางด้าน เช่น ระบบการทดสอบด้านการย้ายถิ่นฐาน และวันหยุดราชการที่เธอมองว่ายังไม่สะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม
"ออสเตรเลียยังคงติดอยู่กับอดีต และเรายังคงได้ยินวาทกรรมที่มองว่าออสเตรเลียเป็นประเทศของคนผิวขาว ทั้งที่เรามีประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมือง และประเทศแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย"
อัลเลนมองว่า ประเด็นสำคัญของการถกเถียงครั้งนี้อยู่ที่การที่ออสเตรเลียไม่เคยกำหนดความหมายของคำว่า "ค่านิยมแบบออสเตรเลีย" (Australian values) ไว้อย่างเป็นทางการ
"ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เรากังวลอย่างมากว่าจะไม่สามารถกลมกลืนกับสังคม และให้ความสำคัญกับการหลอมรวมทางวัฒนธรรม (assimilation) จนเราไม่เคยนั่งลงร่วมกันในฐานะประเทศ เพื่อทบทวนอย่างจริงจังว่าการเป็นชาวออสเตรเลียหมายถึงอะไร และอัตลักษณ์ของออสเตรเลียคืออะไร"
ด้านมาร์ก คัลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลีย มองว่า การหวนกลับไปใช้นโยบาย White Australia แทบเป็นไปไม่ได้ในบริบทปัจจุบัน
เนื่องจากออสเตรเลียได้ปรับเปลี่ยนกฎหมายและระบบบริหารด้านวีซ่าอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนกลายเป็นระบบที่ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้สมัครทุกคน
"ผมไม่เห็นว่าทางการเมืองจะมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานของระบบตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย จนทำให้ประเทศสามารถกลับไปกีดกันผู้คนเพียงเพราะประเทศที่เกิด ชาติพันธุ์ หรือศาสนาของพวกเขาได้"
โจนส์กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์ ออสเตรเลียมักเกิดกระแสต่อต้านผู้อพยพกลุ่มใหม่อยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและผู้อพยพเหล่านั้นได้ตั้งรกรากในประเทศ ความกังวลดังกล่าวก็ค่อย ๆ ลดลง
"มีรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดหลายทศวรรษ คือท้ายที่สุดผู้คนก็เห็นความจริงว่า ไม่ว่าผู้อพยพจะมาจากประเทศใด พวกเขาลงทุนในออสเตรเลีย สร้างครอบครัว เลี้ยงดูลูกหลานที่นี่ และมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจของประเทศ บางคนถึงขั้นได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลียด้วย"
เขามองว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งของออสเตรเลียซึ่งกำหนดให้ประชาชนต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรค One Nation น่าจะเผชิญความยากลำบากในการสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองจากข้อเสนอที่เขามองว่า "ไร้เหตุผล"
"ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากมากที่พรรค One Nation จะได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากข้อเสนอที่ว่า การยุตินโยบาย White Australia เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายดังกล่าวนำมาซึ่งประโยชน์มากมายอย่างชัดเจน"
ด้านนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี กล่าวว่า การยุตินโยบาย White Australia ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลพรรคแรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองขั้วการเมือง
"ออสเตรเลียในปัจจุบัน ประกอบด้วยผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกที่เลือกให้ออสเตรเลียเป็นบ้าน ยกเว้นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกของประเทศ (First Nations) พวกเขาเดินทางมาที่นี่เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า ไม่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อบุตรหลานและคนรุ่นต่อ ๆ ไป"
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ
