นโยบายคนเข้าเมืองออสเตรเลียรื้อฟื้นข้อกังวลถึง 'ยุค White Australia'

แม้นโยบายออสเตรเลียผิวขาว (White Australia) จะสิ้นสุดลงมานานหลายทศวรรษ แต่การถกเถียงเรื่องการย้ายถิ่นฐานในปัจจุบันได้ทำให้เกิดคำถามว่า แนวคิดบางส่วนของนโยบายดังกล่าวกำลังกลับมามีอิทธิพลต่อการเมืองออสเตรเลียอีกครั้งหรือไม่

A composite image featuring Pauline Hanson, Anthony Albanese, the Australian flag and historical pictures of British migrants
Pauline Hanson has since clarified her remarks, saying she didn't support the White Australia policy. Source: AAP, Getty / Dominic Giannini / Bianca De Marchi / Mcmahon / Central Press

สรุปประเด็นสำคัญ

  • พอลลีน แฮนสัน ระบุว่า ปัญหาด้านการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้น หลังมีการยกเลิกนโยบาย White Australia
  • อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากมีความพยายามใด ๆ ที่จะรื้อฟื้นบางส่วนของนโยบายซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว จะดำเนินการได้ยากในบริบทของออสเตรเลียยุคปัจจุบัน

ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

พอลลีน แฮนสัน ผู้นำพรรค One Nation จุดกระแสถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับการหวนกลับมาของแนวคิด “White Australia” หรือนโยบายออสเตรเลียผิวขาว ซึ่งเป็นชุดกฎหมายที่เคยเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพที่ไม่ได้มาจากยุโรป

ระหว่างปรากฏตัวในพอดแคสต์ร่วมกับทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพชาวอังกฤษ ซึ่งเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางแฮนสันกล่าวเป็นนัยว่า การยกเลิกนโยบาย White Australia เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาด้านการย้ายถิ่นฐานที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญ

 “นโยบายนี้เริ่มขึ้นในปี 1973 ในสมัยกอฟ วิทแลม พวกเขาเปิดประเทศ ยกเลิกนโยบาย White Australia แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มนำผู้อพยพจากหลากหลายกลุ่มเข้ามา” นางแฮนสันกล่าว

ต่อมาเธอยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านผู้อพยพระลอกใหม่ได้ทำให้เกิดคำถามว่า ออสเตรเลียกำลังเสี่ยงที่จะรื้อฟื้นแนวคิดบางส่วนของนโยบายนี้กลับมาอีกครั้งหรือไม่

นโยบาย White Australia คืออะไร?

White Australia ไม่ใช่นโยบายหรือกฎหมายฉบับเดียว แต่เป็นชุดกฎหมายและมาตรการที่จำกัดการย้ายถิ่นฐานของผู้ที่ไม่ได้มีพื้นเพเป็นชาวอังกฤษเข้าสู่ออสเตรเลีย

เบนจามิน ที โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองออสเตรเลีย กล่าวกับเอสบีเอส นิวส์ ว่า แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ออสเตรเลียควรเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมของคนผิวขาวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“นโยบายนี้ให้ความสำคัญกับผู้อพยพ โดยเฉพาะผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษผิวขาว ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมออสเตรเลียได้ดีที่สุด” เขากล่าว

นโยบาย White Australia เริ่มต้นขึ้นจาก พระราชบัญญัติจำกัดการเข้าเมือง ปี 1901 (Immigration Restriction Act 1901) ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าออสเตรเลียต้องผ่านการทดสอบเขียนตามคำบอกจำนวน 50 คำ ในภาษาใดภาษาหนึ่งของยุโรป กลายเป็นกลไกที่ใช้คัดกันบุคคลบางกลุ่มไม่ให้เข้าสู่ออสเตรเลีย

มาร์ก คัลลี ผู้เขียนหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจด้านการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ผู้สมัครสอบผ่าน

"คุณไม่คาดหวังให้สอบผ่านอยู่แล้ว มันเป็นบททดสอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอบตก"

แม้ในเวลาต่อมาจะมีการยกเลิกการทดสอบดังกล่าว แต่คัลลีกล่าวว่า ผู้ที่ไม่ได้มีเชื้อสายยุโรปหรืออเมริกาเหนือก็ยังคงเผชิญอุปสรรคอย่างมากในการขออนุญาตเดินทางเข้าออสเตรเลีย และแทบไม่มีโอกาสยื่นขอพำนักถาวร

การยุตินโยบาย White Australia เริ่มต้นขึ้นในช่วงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี แฮโรลด์ โฮลต์ ในทศวรรษ 1960 ก่อนที่นโยบายดังกล่าวจะถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ภายใต้รัฐบาลของ กอฟ วิทแลม ในปี 1975

เมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (Racial Discrimination Act) ซึ่งกำหนดให้การกระทำที่เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม ทำให้อับอาย หรือข่มขู่บุคคลเนื่องจากเชื้อชาติ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

คัลลีกล่าวว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งที่นโยบายซึ่งฝังรากลึกในสังคมออสเตรเลีย และถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติมานานกว่า 60 ปี กลับสามารถค่อย ๆ ถูกยกเลิกลงได้ภายในเวลาราวหนึ่งทศวรรษ

"ในหลายแง่มุม ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งที่นโยบายซึ่งหยั่งรากลึกและถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ จนชาวออสเตรเลียจำนวนมากแทบไม่มองว่าเป็นประเด็นถกเถียงตลอดเวลากว่า 60 ปี กลับค่อย ๆ ถูกยกเลิกลงภายในเวลาประมาณสิบปี"

เขากล่าวว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ออสเตรเลียได้เปิดรับแนวคิดพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านการต้อนรับผู้อพยพ

"ออสเตรเลียและแคนาดาโดดเด่นกว่าหลายประเทศในโลก ในฐานะประเทศต้นแบบที่เปิดรับผู้อพยพจากทุกภูมิภาคของโลก โดยดำเนินนโยบายอย่างค่อนข้างเป็นกลาง รอบคอบ และไม่เลือกปฏิบัติ"

พรรค One Nation สนับสนุนนโยบาย White Australia หรือไม่

หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นางแฮนสันได้ออกมาชี้แจงว่า เธอไม่ได้สนับสนุนนโยบาย White Australia

เธอกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่า

"ฉันไม่เคยสนับสนุนนโยบายนั้นเลย ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว และฉันก็ไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้นด้วย"

Pauline Hanson, draped in an Australian flag. She's in a crowd where many other people are wearing Australian flags. A large banner with the Australian flag reads "March for Australia".
ก่อนหน้านี้ พอลีน แฮนสัน หัวหน้าพรรค One Nation เคยเสนอให้ออสเตรเลียมุ่งสู่การเป็น "สังคมที่มีวัฒนธรรมเดียว" พร้อมระบุว่า นโยบายพหุวัฒนธรรมของประเทศ "ล้มเหลว" Source: AAP / Dominic Giannini

ด้าน บาร์นาบี จอยซ์ ส.ส. พรรค One Nation กล่าวว่า พรรคไม่ได้สนับสนุนนโยบาย White Australia แต่ก็ไม่ต้องการให้เกิด "รอยร้าวทางสังคม" แบบที่เขาระบุว่ากำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร เช่น การที่ประชาชนในบางพื้นที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ หรือการก่อตัวของวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัฒนธรรมอังกฤษ

แต่เมื่อ นางแฮนสัน ถูกถามในรายการ Spotlight ของสถานีโทรทัศน์ Channel 7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อแนวคิดการเนรเทศผู้อพยพจำนวนมากออกจากออสเตรเลีย นางพอลลีน แฮนสัน ตอบว่า

"ฉันชอบนะ"

ปัจจุบัน พรรค One Nation มีนโยบายผลักดันการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวน 75,000 คน

อย่างไรก็ตาม พรรค One Nation ยังคงมีจุดยืนที่จะจำกัดการอพยพของชาวมุสลิมจากบางประเทศเข้าสู่ออสเตรเลีย โดยนางแฮนสันเคยเสนอให้ห้ามผู้อพยพจากประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามบางประเทศ

โดยให้เหตุผลว่าเธอกังวลเกี่ยวกับ "อุดมการณ์อิสลามหัวรุนแรง" แม้จะไม่ได้ระบุว่าหมายถึงประเทศใดบ้าง

ในสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อวุฒิสภาเมื่อปี 2016 นางแฮนสันกล่าวโดยไม่ได้แสดงหลักฐานประกอบว่า ออสเตรเลีย "กำลังเสี่ยงที่จะถูกชาวมุสลิมหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก" และอ้างว่าวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของชาวมุสลิมไม่สอดคล้องกับค่านิยมของออสเตรเลีย

แนวคิดแบบ White Australia กลับมาอีกครั้งหรือไม่

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แองกัส เทย์เลอร์ รองหัวหน้าพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ให้คำมั่นว่าจะปรับเปลี่ยนโครงการรับผู้อพยพของออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันไม่เลือกปฏิบัติ โดยเสนอให้มีการ "คัดเลือกบนพื้นฐานของค่านิยม" ผ่านการทดสอบค่านิยมแบบบังคับของออสเตรเลีย

เขาระบุว่า มาตรฐานการรับผู้อพยพของออสเตรเลีย "ต่ำเกินไป" พร้อมอ้างว่า ผู้อพยพจากประเทศประชาธิปไตยเสรีมีแนวโน้มที่จะยึดถือค่านิยมของออสเตรเลียมากกว่าผู้ที่มาจากประเทศที่ "ถูกปกครองโดยกลุ่มหัวรุนแรง ผู้มีแนวคิดสุดโต่ง หรือเผด็จการ"

ในเวลานั้น พรรคกรีนส์กล่าวหาว่า นายเทย์เลอร์กำลังพยายามรื้อฟื้นแนวคิดของนโยบาย White Australia ขณะที่นายเทย์เลอร์ยืนยันว่า ข้อเสนอของเขาไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยอาศัยเชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติ

ลิซ อัลเลน นักประชากรศาสตร์ กล่าวว่า แม้นโยบาย White Australia จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังนโยบายดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมออสเตรเลียในบางด้าน เช่น ระบบการทดสอบด้านการย้ายถิ่นฐาน และวันหยุดราชการที่เธอมองว่ายังไม่สะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม

"ออสเตรเลียยังคงติดอยู่กับอดีต และเรายังคงได้ยินวาทกรรมที่มองว่าออสเตรเลียเป็นประเทศของคนผิวขาว ทั้งที่เรามีประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมือง และประเทศแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย"

อัลเลนมองว่า ประเด็นสำคัญของการถกเถียงครั้งนี้อยู่ที่การที่ออสเตรเลียไม่เคยกำหนดความหมายของคำว่า "ค่านิยมแบบออสเตรเลีย" (Australian values) ไว้อย่างเป็นทางการ

"ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เรากังวลอย่างมากว่าจะไม่สามารถกลมกลืนกับสังคม และให้ความสำคัญกับการหลอมรวมทางวัฒนธรรม (assimilation) จนเราไม่เคยนั่งลงร่วมกันในฐานะประเทศ เพื่อทบทวนอย่างจริงจังว่าการเป็นชาวออสเตรเลียหมายถึงอะไร และอัตลักษณ์ของออสเตรเลียคืออะไร"

ด้านมาร์ก คัลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลีย มองว่า การหวนกลับไปใช้นโยบาย White Australia แทบเป็นไปไม่ได้ในบริบทปัจจุบัน

เนื่องจากออสเตรเลียได้ปรับเปลี่ยนกฎหมายและระบบบริหารด้านวีซ่าอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนกลายเป็นระบบที่ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้สมัครทุกคน

"ผมไม่เห็นว่าทางการเมืองจะมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานของระบบตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย จนทำให้ประเทศสามารถกลับไปกีดกันผู้คนเพียงเพราะประเทศที่เกิด ชาติพันธุ์ หรือศาสนาของพวกเขาได้"

โจนส์กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์ ออสเตรเลียมักเกิดกระแสต่อต้านผู้อพยพกลุ่มใหม่อยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและผู้อพยพเหล่านั้นได้ตั้งรกรากในประเทศ ความกังวลดังกล่าวก็ค่อย ๆ ลดลง

"มีรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดหลายทศวรรษ คือท้ายที่สุดผู้คนก็เห็นความจริงว่า ไม่ว่าผู้อพยพจะมาจากประเทศใด พวกเขาลงทุนในออสเตรเลีย สร้างครอบครัว เลี้ยงดูลูกหลานที่นี่ และมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจของประเทศ บางคนถึงขั้นได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลียด้วย"

เขามองว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งของออสเตรเลียซึ่งกำหนดให้ประชาชนต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรค One Nation น่าจะเผชิญความยากลำบากในการสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองจากข้อเสนอที่เขามองว่า "ไร้เหตุผล"

"ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากมากที่พรรค One Nation จะได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากข้อเสนอที่ว่า การยุตินโยบาย White Australia เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายดังกล่าวนำมาซึ่งประโยชน์มากมายอย่างชัดเจน"

ด้านนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซี กล่าวว่า การยุตินโยบาย White Australia ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลพรรคแรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองขั้วการเมือง

"ออสเตรเลียในปัจจุบัน ประกอบด้วยผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกที่เลือกให้ออสเตรเลียเป็นบ้าน ยกเว้นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกของประเทศ (First Nations) พวกเขาเดินทางมาที่นี่เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า ไม่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อบุตรหลานและคนรุ่นต่อ ๆ ไป"


ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


2 min read

Published

By Rashida Yosufzai

Presented by Chayada Powell

Source: SBS




Share this with family and friends


Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now