มาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบกับออสเตรเลียตลอดปี 2020 นี้ ซึ่งเป็นปีที่หลายคนไม่ลืมเลือน
“สำหรับหลาย ๆ คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปี 2020 จะเป็นปีที่ยากลำบากที่สุดปีหนึ่งในชั่วชีวิตของเรา” นายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรี ที่ได้คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นวงกว้างกับรูปแบบการใช้ชีวิตของชาวออสเตรเลีย
NSW กับปีใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของชาวรัฐนิวเซาท์เวลส์ปีนี้ ต้องเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อสถานการณ์ไวรัสโคโรนาปะทุขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ชายฝั่งทะเลทางเหนือของซิดนีย์ (Northern Beaches) เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
การแพร่ระบาดครั้งนี้ ทำให้รัฐนิวเซาท์เวลส์ กลับมาประกาศมาตรการจำกัดการแพร่ระบาดอีกครั้ง การรวมกลุ่มเฉลิมฉลองทั้งในและนอกสถานที่ทำได้น้อยลง การออกไปดูดอกไม้ไฟช่วงสิ้นปีในย่าน CBD ต้องมีใบอนุญาต หลายรัฐและมณฑลประกาศจำกัดการเดินทางระหว่างพื้นที่ซิดนีย์และปริมณฑล ขณะที่รัฐควีนส์แลนด์ ประกาศปิดพรมแดนกับรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างไม่มีกำหนด

วิกฤตไฟป่าหายนะ
ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี 2020 ออสเตรเลียได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ หลายระลอกมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ที่เกิดเหตุไฟป่าลุกไหม้ในพื้นที่ส่วนภูมิภาคของออสเตรเลียเป็นวงกว้าง
คุณมิก การ์เดนเนอร์ (Mick Gardener) ประชาชนในเมืองแบตโลว์ (Batlow) พื้นที่ราบทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องสูญเสียบ้านเรือนไป ท่ามกลางไฟป่าที่โหมไหม้อย่างรุนแรงครั้งนี้
“มันยากที่จะนึกถึง เมื่อ 4-5 วันก่อน ทุกอย่างยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย บ้านสวยหลังเล็ก ๆ แต่ตอนนี้มันเหลือเพียงซากที่ถูกเผาดำเป็นเถ้าถ่าน คุณทดแทนมันไม่ได้ คุณถามผมพอรึยัง ผมน้ำตาซึมแล้ว” คุณการ์เดนเนอร์ กล่าว

ส่วนที่เมืองมัลลาคูตา (Mallacoota) ในรัฐวิกตอเรีย ก็ได้เกิดเหตุไฟป่าครั้งใหญ่เช่นกัน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้คนนับพันต้องอพยพออกจากเมืองไปทางทะเล โดยเจ้าหน้าที่จากกองทัพออสเตรเลียต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยในเมืองดังกล่าว
“ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง และกลายเป็นมืดสนิทภายในเวลาไม่กี่นาที มันเต็มไปด้วยควันไฟจนต้องใช้มือปิดปาก” ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งเล่า
“สำหรับคนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้ ใช่ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก”

หลังจากฤดูกาลไฟป่าสิ้นสุดลง มีพื้นที่ราว 18.6 ล้านเฮกเตอร์ ได้รับความเสียหายจากไฟป่าที่เผาไหม้ และมีสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายมากกว่า 9,000 หลังคาเรือน
มีผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟป่าครั้งนี้ 34 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอาสาสมัคร ขณะที่กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ได้ประเมินความเสียหายจากเหตุไฟป่าในครั้งนี้ไว้ที่ราว $30,000 ล้านดอลลาร์

โควิด-19 โรคระบาดใหญ่ที่เปลี่ยนทุกสิ่ง
หลังเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่ผ่านไป ก็ได้มีวิกฤตใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา การซื้อของอย่างตื่นตระหนก (Panic buying) ในห้างสรรพสินค้า สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นและกระดาษชำระที่ขาดตลาด พร้อมกับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่เริ่มเดินทางมาถึงจากต่างประเทศ โดยมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายแรกในออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา


จนกระทั่งเดือนมีนาคม ซึ่งการระบาดระลอกแรกได้เริ่มต้นขึ้น มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแห่งชาติในระดับสหพันธรัฐ ระดับรัฐ และมณฑลขึ้น โดยรัฐบาลสหพันธรัฐฯ ได้ประกาศปิดพรมแดนของออสเตรเลียกับผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองและผู้อาศัยถาวร ในวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ไม่กี่วันต่อมา ได้มีการประกาศข้อกำหนดการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing) ในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาญถึงความปกติใหม่ที่ยังคงเกิดขึ้นมาตลอดช่วงปีนี้ การรวมกลุ่มขนาดใหญ่ถูกยกเลิก พรมแดนระหว่างรัฐและมณฑลต่าง ๆ ถูกปิด ร้านอาหารต้องปิดกิจการ ธุรกิจต่าง ๆ ต้องเริ่มทำงานจากที่บ้าน

มีการกำหนดแนวทางใหม่สำหรับชาวออสเตรเลียในการอยู่อย่างปลอดภัยในโควิด และให้ผู้คนอยู่แต่ในบ้าน
ต่อมา นายเบรนแดน เมอร์ฟี (Brendan Murphy) ประธานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของออสเตรเลีย ได้ออกมาแสดงเหตุผลของมาตรการที่มีความเข้มงวดนี้
“มาตรการเหล่านี้มีความเข้มงวด เรารู้ดี แต่ถ้าเราต้องการจะควบคุมการแพทยระบาดในชุมชน เราต้องหยุดความสามารถในการแพร่กระจายของไวรัสชนิดนี้” นายเมอร์ฟี กล่าว
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ขยายไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ชีวิตของประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดตกอยู่ในอันตราย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในนิวเซาท์เวลส์ต่างต้องเสียหน้า หลังผู้โดยสารจากเรือสำราญรูบี ปรินเซส (Ruby Princess) ได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่งในนครซิดนีย์ โดยไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา

ไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนั้น เรือสำราญลำดังกล่าว กลายเป็นจุดเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 663 ราย ทั้งในออสเตรเลียและทั่วโลก และผู้เสียชีวิตอีก 28 ราย
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความกังวลต่อผู้คนในสังคม แต่มาตรการ ‘ลดกราฟแนวโน้มการระบาด’ และความพยายามในการปกป้องระบบสุขภาพของออสเตรเลียนั้นประสบความสำเร็จ
ในเดือนมิถุนายน จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเขตปกครองต่าง ๆ ทั่วออสเตรเลียได้หล่นลงเหลือศูนย์ แต่รัฐวิกตอเรีย กลับเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เกิดช่องโหว่ในโรงแรมกักกันโรคผู้ที่เดินทางกลับมา ซึ่งเป็นแนวหน้าระดับชาติในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา จนนำไปสู่การเกิดกลุ่มก้อนการติดเชื้อที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างทั่วนครเมลเบิร์น

ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 ก.ค. ตึกอาคารสงเคราะห์ 9 แห่งในเขตเมืองของนครเมลเบิร์น ได้เข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดในออสเตรเลีย ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังพบผู้อาศัยจำนวนหนึ่งมีผลตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นบวก
นางแมรี อาจูเอธ (Mary Ajueth) ผู้อาศัยในอาคารสงเคราะห์ดังกล่าว มารดาของบุตรวัย 8 ปี ซึ่งอยู่ร่วมกับลูก ๆ ของเธออีก 5 คนภายในห้องบนอาคารสงเคราะห์ดังกล่าว รู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เราไม่มีอาหารเป็นเวลา 2 วัน เมื่อพวกเขาโทรหาฉัน ฉันร้องไห้ ฉันบอกพวกเขาว่า ไม่มีใครช่วยฉันเลย ฉันอยู่ในห้องกับลูก ๆ และทำอะไรไม่ได้สักอย่าง” คุณอาจูเอธ กล่าว
หนึ่งเดือนต่อมา พื้นที่มหานครเมลเบิร์นได้เข้าสู่มาตรการจำกัดระดับ 4 ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลักร้อย ประชาชนได้รับการขอความร่วมมือไม่ให้เดินทางเกิน 5 กิโลเมตรจากที่พักอาศัย โดยได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านได้เพียงการไปออกกำลังกาย และเหตุผลที่จำเป็นเท่านั้น มีการปิดกั้นอย่างแน่นหนารอบพื้นที่เขตเมือง (ring of steel) เพื่อป้องกันการระบาดไม่ให้ออกสู่พื้นที่ส่วนภูมิภาค

นายแดเนียล แอนดรูส์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย กลายเป็นบุคคลที่ประชาชนนับล้านคุ้นหน้าคุ้นตา กับการถ่ายทอดสดแถลงความคืบหน้าสถานการณ์ไวรัสโคโรนารายวัน และยอดผู้เสียชีวิต
“มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำ เพราะไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะทำให้เราปลอดภัยได้เท่านี้ เราต้องทำอย่างจริงจัง และนั่นคือทั้งหมดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของเรา” นายแอนดรูส์ กล่าว

หลัง 3 เดือนของมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดได้ผ่านพ้นไป มาตรการจำกัดการแพร่ระบาดได้รับการผ่อนคลาย การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้รับการควบคุมในทุกเขตปกครองของออสเตรเลีย
แต่ถึงแม้ภัยคุกคามจากการแพร่ระบาดใหญ่จะผ่อนคลายลงไป แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ไปอีกหลายปี
ในบรรยากาศที่คับคล้ายคับคลากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อช่วงปี 1930 มีผู้คนจำนวนมากต่อคิวรออยู่หน้าสำนักงาน Centrelink ขณะที่ชาวออสเตรเลียนับพันคนต้องตกงานจากการปิดกิจการของภาคธุรกิจต่าง ๆ

“ชาวออสเตรเลียที่ต้องสู้ชีวิตต่างกำลังมองหาโอกาสในการมีงานทำ และความช่วยเหลือจากรัฐบาล ผมคิดว่าเราชาวออสเตรเลียต่างก็เป็นคนที่ต้องสู้ชีวิตด้วยกันทุกคน” ชายคนหนึ่งกล่าว
เศรษฐกิจของออสเตรเลียได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1991 ความหวังให้งบประมาณแผ่นดินเกินดุล ที่รัฐบาลต่างรอมานาน และเคยได้สัญญาเอาไว้ กลับต้องฝันสลายไปพร้อมกับการประกาศจ่ายเงินสวัสดิการเพิ่มเติม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายจอช ฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีการคลังของออสเตรเลีย ได้เปิดเผยว่า งบประมาณแผ่นดินอยู่ในภาวะขาดดุล เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ได้ให้ความหวังว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียนั้นจะฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

“มันเป็นเรื่องของตำแหน่งงาน การช่วยเหลือผู้ที่ตกงานให้พวกเขามีงานทำ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี 1930 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้ทำให้ออสเตรเลียต้องล้มทั้งยืน และโควิด-19 ก็ทำอะไรเราไม่ได้เช่นกัน” นายฟรายเดนเบิร์ก กล่าว
เรื่องอื้อฉาวในศาสนจักร
ณ จุดสูงสุดของสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในปีนี้ มีใครบางคนที่กำลังได้รับอิสรภาพ และเป็นข่าวดังในปีนี้
กรณีการพิพากษาของศาลที่ตัดสินให้ พระคาร์ดินัล จอร์จ เพลล์ (Cardinal George Pell) พระคาทอลิกตำแหน่งสูงสุดของออสเตรเลีย มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ถูกศาลสูงของออสเตรเลียยกฟ้องในเวลาต่อมา จนนำไปสู่การปล่อยตัวสู่อิสรภาพในที่สุด หลังถูกจองจำในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปี

ต่อมา พระคาร์ดินัลเพลล์ ได้เดินทางออกจากประเทศในเดือนกันยายนเพื่อกลับไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี ผู้คนที่นั่นต่างมีปฏิกิริยาที่แตกต่างเมื่อเขาเดินทางกลับมา จากนั้น พระคาดินัลเพลล์ ได้กลับไปพบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากระบุว่า เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของนครรัฐวาติกัน
Black Lives Matter
ปี 2020 ยังเป็นอีกปีที่มีเหตุการณ์สำคัญที่น่าจดจำ นั่นคือการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อสิทธิคนผิวสี Black Lives Matter
โดยในออสเตรเลีย การชุมนุมใหญ่นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคมที่ผ่านมา ในหลายเมืองทั่วออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้หยุดการเข่นฆ่าชาวพื้นเมืองของออสเตรเลียในสถานจองจำ


นางลีโทนา ดันเกย์ (Leetona Dungay) เป็นมารดาของ นายเดวิด ดันเกย์ จูเนียร์ การเสียชีวิตของลูกชายของเธอ ได้จุดชนวนในการประท้วงครั้งนี้
“ดิฉันรู้สึกดีที่กำลังจะได้รับความยุติธรรมเพื่อลูกชายของฉัน และความยุติธรรมเพื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดในสถานจองจำ” คุณดันเกย์ กล่าว
ข้อพิพาษระเบิดถ้ำโบราณทำเหมืองแร่เหล็ก
อีกเหตุการณ์สำคัญของปีนี้ ที่ได้สร้างความโกรธเคืองให้กับประชาชน นั่นคือการระเบิดถ้ำหุบเขาจูคัน (Juukan gorge cave) ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยบริษัทเหมืองแร่ขนาดใหญ่ รีโอตินโต (Rio Tinto)


ถ้ำโบราณขนาดใหญ่อายุกว่า 46,000 ปีแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเมืองพิลบารา (Pilbara) รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยได้ถูกระเบิดเพื่อการก่อสร้างเมืองแร่เหล็กแห่งใหม่ โดยไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับเจ้าของดินแดนดั้งเดิม นำไปสู่การลาออกของกรรมการบริหารบริษัทรีโอตินโต 3 คน ซึ่งรวมถึง นายณอน เซบาสเตียน ฌัก (Jean-Sébastien Jacque) ประธานบริหารสูงสุดของรีโอตินโต
อาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน
ไม่กี่เดือนต่อมา หน่วยรบพิเศษของกองกำลังออสเตรเลียได้ตกอยู่ในข้อกังขา จากรายงานที่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับทำสงครามที่อัฟกานิสถาน
พบข้อกล่าวหาที่มีความน่าเชื่อถือได้ว่า เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษออสเตรเลีย 25 นาย มีส่วนพัวพันกับการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์และนักโทษชาวอัฟกานิสถาน 39 คน
รายงานฉบับดังกล่าว นำไปสู่การปลดประจำการฝูงรบหมายเลข 2 ของเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษออสเตรเลีย และการออกแถลงการณ์ขอโทษของ นายแองกัส แคมป์เบลล์ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพออสเตรเลียต่อชาวอัฟกานิสถาน
“ถึงชาวอัฟกานิสถานทุกคน ในฐานะตัวแทนของกองกำลังออสเตรเลีย ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการกระทำอันผิดพลาดของทหารออสเตรเลีย การกระทำเช่นนี้ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของชาวอัฟกานิสถานที่มีต่อเราอย่างมาก” นายแคมป์เบลล์ กล่าว
เกิดวิกฤต แต่ก็ยังมีความหวัง
แม้ที่ผ่านมาในปีนี้ จะเต็มไปด้วยวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ แต่ก็ยังคงมีความหวังที่หลายคนไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ภาพความปิติยินดีเริ่มปรากฏขึ้นในสนามบินต่าง ๆ ทั่วออสเตรเลียนับตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่เดือนธันวาคม เมื่อมาตรการจำกัดพรมแดนของรัฐและมณฑลต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลาย

ชาวออสเตรเลียได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าอีกครั้ง หลังจากต้องแยกห่างกันไกลเป็นเวลาหลายเดือน
“มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับเราทุกคน กับการที่ต้องอยู่แยกห่างกันไกล” ชายคนหนึ่งกล่าว
ประชาชนในออสเตรเลียต้องอยู่ห่างกับผู้อื่นอย่างน้อย 1.5 เมตร คุณสามารถตรวจดูว่ามีข้อจำกัดใดบ้างที่บังคับใช้อยู่ในรัฐและมณฑลของคุณ ที่นี่
หากคุณมีอาการของไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ให้ติดต่อขอรับการตรวจเชื้อได้ด้วยการโทรศัพท์ไปยังแพทย์ประจำตัวของคุณ หรือโทรศัพท์ติดต่อสายด่วนให้ข้อมูลด้านสุขภาพเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus Health Information Hotline) ที่หมายเลข 1800 020 080
รายการ เอสบีเอส ไทย ออนไลน์ ออกอากาศสดหนึ่งชั่วโมงเต็ม กดฟังได้ที่เว็บไซต์ sbs.com.au/thai ทุกจันทร์และพฤหัสบดี 22.00 น. (เวลาซิดนีย์/เมลเบิร์น) หลังจากนั้นฟังซ้ำได้ทุกเมื่อ
ติดตาม เอสบีเอส ไทย ทางเฟซบุ๊กได้ที่ facebook.com/sbsthai
เรื่องราวที่น่าสนใจจากเอสบีเอส ไทย

เตือนออสเตรเลียระวังความเสี่ยงโควิดกลายพันธุ์













