Development Studies ศึกษาอะไร และทำไมการพัฒนาจึงเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทุกคน เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับคุณลัทธพล จิรปฐมสกุล หรือคุณบอม นักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ที่จะมาบอกเล่าศาสตร์ของการศึกษาการพัฒนา และการสมัครทุนการศึกษาจากรัฐบาลออสเตรเลีย หรือ Australia Awards
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
เมื่อพูดถึงการพัฒนา ภาพที่หลายคนอาจนึกถึงคือการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาคารใหม่ ห้างสรรพสินค้า ถนน หรือระบบขนส่งที่ทันสมัยขึ้น แต่สำหรับ Development Studies หรือการศึกษาด้านการพัฒนามีความหมายกว้างกว่านั้น
ลัทธพล จิรปฐมสกุล นักศึกษาปริญญาโทสาขา Development Studies จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น หรือ University of Melbourne และเรียนเฉพาะทางด้าน Gender and Development อธิบายว่า การพัฒนาไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้เศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐานเติบโต แต่ยังครอบคลุมถึงความเท่าเทียมทางสังคม ความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงเรื่องอำนาจและการส่งเสริมอำนาจของบุคคลและกลุ่มคน
“การพัฒนามันก็จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น มันก็จะไม่ใช่แค่การดูว่าเศรษฐกิจพัฒนายังไง บ้านเมืองโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พัฒนายังไง แต่ก็รวมไปถึงความเท่าเทียมทางสังคม ความเท่าเทียมทางเพศ แล้วก็รวมไปถึงเรื่องในแง่ของอำนาจ เรื่องของการส่งเสริมอำนาจเชิงบุคคล เชิงกลุ่ม”
ลัทธพลมองว่า การพูดถึงการพัฒนาจึงต้องตั้งคำถามด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาคืออะไร เพราะหลายครั้งปัญหาที่นำไปสู่การพัฒนามีรากมาจากความไม่เท่าเทียม ทั้งการเข้าถึงอำนาจ ทรัพยากร หรือแหล่งทำมาหากิน
เขายังชี้ว่า การพัฒนาไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจ เพราะแม้การส่งเสริมเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นโดยอัตโนมัติ
ก่อนมาเรียน Development Studies ลัทธพลเรียนด้านรัฐศาสตร์ โดยศึกษาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะทำงานกับองค์กรไม่แสวงผลกำไร และทำงานด้านการวิจัยทางสังคมในกรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้ได้สัมผัสกับประเด็นด้านการพัฒนาโดยตรง
เขายังสนใจเรื่องการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ จึงมองว่า Development Studies ตอบโจทย์ความสนใจ เพราะช่วยให้เข้าใจว่าเราจะพัฒนาสังคมอย่างไร รวมถึงทำอย่างไรให้โครงการที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนคนที่มีความเปราะบางมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทำไม “เพศ” จึงเกี่ยวข้องกับการพัฒนา
อีกประเด็นสำคัญของ Development Studies คือการมองว่าคนไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน และคนแต่ละกลุ่มอาจได้รับประโยชน์จากการพัฒนาไม่เท่ากัน
ลัทธพลยกตัวอย่างว่า ผู้หญิงอาจมีบทบาทในการทำงานบ้านและงานดูแลคนในครอบครัวมากกว่า ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาดแรงงาน รวมถึงสิทธิในการลาคลอดและโอกาสต่างๆ
ความแตกต่างยังรวมถึงฐานะทางเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และสัญชาติ เช่น แรงงานข้ามชาติหรือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอาจเข้าถึงโอกาสต่างๆ ได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
การเรียนด้าน Gender and Development จึงเป็นการมองว่าแต่ละเพศเข้าถึงโอกาสแตกต่างกันอย่างไร และจะออกแบบโครงการหรือนโยบายเพื่อตอบสนองความแตกต่างเหล่านั้นได้อย่างไร
ลัทธพลยกตัวอย่างข้อมูลสำมะโนประชากร หรือ Census ของออสเตรเลียที่พยายามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานที่บ้านและงานดูแลคนในครอบครัว เพื่อสะท้อนให้เห็นมิติทางเพศที่อาจถูกมองข้าม
แต่สำหรับเขา การทำงานด้านเพศต้องมองไปถึงการเพิ่มอำนาจให้ผู้หญิง การเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม และการเปลี่ยนค่านิยมที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเท่าเทียม
การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้นหรือผ่านโครงการเพียงโครงการเดียว
หนึ่งในตัวอย่างที่ลัทธพลมองว่าน่าสนใจในออสเตรเลีย คือโครงการที่ทำงานกับผู้ชายเพื่อป้องกันความรุนแรงทางเพศ เพราะเขามองว่าผู้ชายมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศ และหากผู้ชายเป็นกลุ่มที่อาจมีส่วนในการก่อความรุนแรง การป้องกันก็ควรทำงานกับต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงบอกให้ผู้หญิงระมัดระวังตัว
การพัฒนาไม่ได้มีแค่สิ่งที่จับต้องได้
ลัทธพลยอมรับว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือ material development ยังคงมีความสำคัญ เพราะคนต้องมีสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ต้องเข้าถึงสาธารณสุข ถนน การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
แต่คำถามคือ เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว ปัญหาทั้งหมดได้รับการแก้ไขหรือไม่
เขายกตัวอย่างความไม่เท่าเทียมทางเพศ เช่น เหตุใดผู้หญิงจึงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายในตำแหน่งเดียวกัน หรือเหตุใดคนที่มีความหลากหลายทางเพศจึงอาจถูกกีดกันจากตลาดแรงงานในบางโอกาส
ดังนั้น การมีสิ่งปลูกสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ตอบโจทย์ทุกปัญหา และทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า “ทันสมัย” หมายถึงอะไร เช่นเดียวกับคำว่า “การพัฒนา” เรานิยามคำเหล่านี้อย่างไร และใครเป็นผู้กำหนดความหมาย
การมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นยังทำให้ลัทธพลกลับมาคิดถึงความหมายของการพัฒนา โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง decolonization หรือการรื้อถอนอิทธิพลและมรดกทางอาณานิคม
เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในหลายกรณี ความหมายของคำว่า “ทันสมัย” ถูกผูกเข้ากับโลกตะวันตก เช่น หากต้องการพัฒนา ก็อาจถูกมองว่าต้องมีลักษณะเหมือนประเทศตะวันตก
ลัทธพลยกตัวอย่างวิถีชีวิตอย่างการหาบเร่หรือรถเข็นขายของริมถนน ซึ่งอาจถูกมองว่าไม่ทันสมัย แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งเหล่านี้คือวิถีชีวิตที่ผู้คนดำรงอยู่มา และไม่จำเป็นต้องถูกแทนที่เพียงเพราะไม่เหมือนรูปแบบของโลกตะวันตก
เราไม่สามารถที่จะ copy แล้ววางทุกอย่างให้มันเหมือนกันแบบตามโลกตะวันตกได้
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ แต่ลัทธพลมองว่าไทยได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตก และเคยมีแรงกดดันให้ต้อง “ทันสมัย” โดยยึดแนวทางจากตะวันตก
คำถามจึงกลับมาที่ว่า สิ่งที่เรานิยามว่าดีหรือถูกต้องคืออะไร และใครเป็นคนให้นิยามนั้น
อีกประเด็นที่เขาได้เรียนรู้คือ ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะในโลกตะวันตกหรืออยู่กับคนที่ถูกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังอยู่ในชุมชน และรวมถึงความรู้พื้นบ้านและความรู้ดั้งเดิมของผู้คน
กรุงเทพฯ เติบโตขึ้น แล้วใครได้ประโยชน์
เมื่อมองกลับมายังประเทศไทย ลัทธพลชวนตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
กรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้น ระบบรถไฟฟ้าและเครือข่ายขนส่งขยายตัว ขณะที่พื้นที่บางแห่ง เช่น บรรทัดทอง เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน
แต่คำถามของ Development Studies ไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่าเมืองเติบโตขึ้นหรือไม่ หากต้องถามต่อว่า การพัฒนาเหล่านี้เป็นประโยชน์กับใคร และมีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่
ลัทธพลยกกรณีพื้นที่ชุมชนบริเวณจุฬาฯ และบรรทัดทอง ซึ่งมีการรื้อพื้นที่ชุมชน และตั้งคำถามว่าพื้นที่เหล่านั้นถูกนำออกไปจากคนกลุ่มเดิมหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้ว เมืองต้องการการพัฒนาในรูปแบบนั้นจริงหรือ
เขายังเปรียบเทียบกรุงเทพฯ กับเมลเบิร์น โดยมองว่า แม้เมลเบิร์นจะมีห้างน้อยกว่ากรุงเทพฯ แต่การมีพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการใช้เงินก็อาจเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิต
การขนส่งไม่ได้วัดแค่จำนวนสายรถไฟฟ้า
การขยายระบบขนส่งสาธารณะอาจทำให้คนเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น แต่ลัทธพลชี้ว่า ยังต้องมองไปถึงเรื่องค่าใช้บริการและคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบเหล่านั้นได้
เขายกตัวอย่างค่าโดยสารบีทีเอสที่เพิ่มขึ้น และเหตุการณ์ที่มีการให้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี ซึ่งเป็นวันที่มีคนใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งในมุมของเขาสะท้อนว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้ในราคาเดียวกัน
นอกจากเรื่องราคาแล้ว ยังต้องถามด้วยว่าคนพิการสามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้มากน้อยแค่ไหน
เมื่อเปรียบเทียบกับเมลเบิร์น ลัทธพลมองว่าระบบขนส่งของเมลเบิร์นยังมีข้อถกเถียงเรื่องราคา แต่ข้อหนึ่งที่เห็นได้คือ ระบบรถไฟสามารถเชื่อมต่อพื้นที่ชานเมืองกับเมืองได้ ขณะที่กรุงเทพฯ ยังมีข้อจำกัดด้านระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางเมือง
เขายกตัวอย่างคนที่อยู่พระรามสองซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เมือง และมองว่ารถไฟฟ้าที่มีราคาแพง รวมถึงรถเมล์ที่มาไม่ตรงเวลาและทำให้คาดการณ์เวลาเดินทางได้ยาก ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเข้าถึงเมือง
เมืองต้องมีพื้นที่สำหรับชีวิต ไม่ใช่แค่การทำงาน
อีกประเด็นหนึ่งที่ลัทธพลให้ความสำคัญคือพื้นที่สีเขียว
เขาสังเกตว่าเมลเบิร์นมีพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้ในหลายพื้นที่ ขณะที่กรุงเทพฯ ยังขาดพื้นที่สีเขียวอยู่พอสมควร แม้จะมีความพยายามสร้างสวนและเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมของประชาชน
สำหรับเขา เมืองไม่ได้มีหน้าที่เพียงรองรับการทำงาน การบริโภค และการจับจ่ายใช้สอย แต่ผู้คนควรมีโอกาสใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นด้วย
คนเราควรที่จะแบบมีสิทธิ์ในการใช้ชีวิตนอกเหนือจากการแบบว่าการทำงาน การบริโภค การจับจ่ายใช้สอย เราจะต้องมีแบบว่าโอกาสที่จะได้แบบเข้าถึงแบบการ enjoy ชีวิตในแง่อื่นๆ
พื้นที่สีเขียวจึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต และยังเชื่อมโยงกับการทำงาน เพราะหากคนสามารถมีความสุขกับชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้ ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในการทำงานด้วย
หากกรุงเทพฯ ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในระดับเดียวกับเมลเบิร์น ลัทธพลมองว่า อย่างน้อยก็ควรตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้การพัฒนาไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเกินไป รวมถึงปัญหา PM2.5 ซึ่งมีผลกระทบต่อคนทำงาน
เมืองที่เป็นมิตรกับคนหลากหลายกลุ่ม
การออกแบบเมืองในมุมของ Development Studies ยังต้องคำนึงถึงคนที่อาจมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เช่น คนพิการ ผู้หญิง หรือกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ
ในมิติของพื้นที่ อาจหมายถึงการออกแบบให้คนพิการสามารถเข้าถึงรถไฟฟ้า ถนน หรือรถเมล์ได้ หรือการเพิ่มแสงไฟและออกแบบพื้นที่ให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเมื่อต้องเดินทางในเวลากลางคืน
แต่การออกแบบเมืองไม่ได้จบเพียงเรื่องพื้นที่ เพราะบางปัญหาเกี่ยวข้องกับนโยบายและกฎหมายด้วย
ลัทธพลยกตัวอย่างแรงงานข้ามชาติที่อาจไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้เหมือนคนไทย ซึ่งอาจต้องแก้ไขผ่านนโยบายหรือกฎหมาย
ดังนั้น โครงการเพื่อการพัฒนาอาจต้องทำงานกับหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งกฎหมาย ค่านิยมทางสังคม และผู้คนหลายกลุ่ม
จากประเด็นบริการสุขภาพทางเพศ ลัทธพลมองว่าสถานที่ของบริการก็เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเพื่อให้คนเข้าถึงบริการได้
ตัวอย่างคือคลินิกสุขภาพทางเพศใกล้ University of Melbourne ซึ่งอาจเข้าถึงนักศึกษาต่างชาติ กลุ่ม LGBTQ และผู้อพยพที่ไม่มี Medicare ได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน ลัทธพลมองว่าประเทศไทยก็มีจุดแข็งจากการทำงานของมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่พยายามเข้าถึงประชาชน และมีคลินิกจำนวนมากกว่าในบางกรณี
แต่เขาชี้ว่า เมื่อพูดถึงสิ่งที่ไทยทำได้ดี ก็ต้องถามต่อว่าใครเป็นผู้ทำ เพราะหลายความพยายามมาจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคม และยังต้องพิจารณาด้วยว่าภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ มีบทบาทมากน้อยเพียงใด
กรุงเทพฯ ควรถามคนที่อยู่ในเมืองทุกคน
หากต้องคิดถึงกรุงเทพฯ ในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ลัทธพลมองว่าไม่มีคำตอบตายตัวว่ากรุงเทพฯ ควรพัฒนาไปในทิศทางใด
สิ่งสำคัญคือ เมืองไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ แต่ต้องมองเห็นผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเมืองด้วย
“เราต้องมองให้เห็นคนที่อยู่ข้างใน”
เขามองว่า ก่อนจะบอกว่ากรุงเทพฯ ควรพัฒนาอย่างไร ควรถามคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทุกกลุ่ม เพราะแต่ละคนมีความกังวลแตกต่างกัน ทั้งเรื่องเพศ อายุ และสถานะในสังคม
ที่สำคัญ คนกรุงเทพฯ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกรุงเทพฯ เพราะเมืองมีประชากรแฝงจำนวนมาก รวมถึงคนจากจังหวัดอื่นที่เข้ามาทำงาน และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรุงเทพฯ ที่มีคนเดินทางออกจากเมืองจำนวนมาก ก็สะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของโอกาสในการทำงานไว้ในกรุงเทพฯ
ดังนั้น การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองจึงควรมองคนให้ครบทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะประชากรตามทะเบียนบ้าน
“การที่เราจะสำรวจความเห็นในเรื่องของการพัฒนาต่างๆ เราก็ต้องมองคนให้ครบทุกคนอะ ไม่ใช่แค่คนที่ยึดตามทะเบียนบ้านที่เรามีในกรุงเทพ”
บทเรียนจากออสเตรเลีย และการมองเห็นคนที่หลากหลาย
ลัทธพลมองว่าออสเตรเลียมีบทเรียนบางอย่างที่ประเทศไทยสามารถนำไปเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะการสำรวจข้อมูลประชากรผ่าน Census
เขาเล่าว่า แม้ในตอนแรกจะไม่คิดว่าตัวเองต้องเข้าร่วมการสำรวจ เพราะไม่ได้ถือสถานะ PR และไม่ใช่คนออสเตรเลีย แต่ท้ายที่สุดการสำรวจครอบคลุมทุกคน และพยายามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประชากร รายได้ การทำงาน และเวลาที่ใช้ในการทำงานบ้านและงานดูแลคนอื่น
ในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ยังมีการเก็บข้อมูลว่าผู้คนมาจากประเทศใดและพูดภาษาอะไร เพื่อให้สามารถออกแบบบริการที่เข้าถึงคนที่อาจไม่ได้พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง
ลัทธพลมองว่าประเทศไทยก็สามารถเรียนรู้จากแนวทางนี้ได้ แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องค่านิยมและการเหยียดเชื้อชาติที่ต้องจัดการ
เขาเปรียบเทียบประสบการณ์ของคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในออสเตรเลียกับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย โดยมองว่าคนเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับภาษาและระบบที่ไม่คุ้นเคยเช่นเดียวกัน
และเมื่อแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมีส่วนร่วมกับแรงงานและเศรษฐกิจของไทย เขามองว่าพวกเขาก็ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกัน
Development Studies อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน
ท้ายที่สุดแล้ว Development Studies ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันล้วนเชื่อมโยงกับการพัฒนาได้
ลัทธพลยกตัวอย่างตั้งแต่อากาศที่เราหายใจ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างและการพัฒนาต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และความรู้สึกปลอดภัยระหว่างเดินทาง
เขายกกรณีผู้หญิงที่รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อต้องเดินกลับบ้านในเวลากลางคืน โดยมองว่าความรู้สึกนั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของพื้นที่หรือข่าวอาชญากรรมที่ทำให้คนรู้สึกไม่ปลอดภัย
เราต้องมองยึดโยงว่าจริงจริงแล้วสิ่งที่เราประสบพบเจอในประจำวันนะครับ บางทีมันเป็น pattern หรือมันเป็นแบบมันยึดโยงกับโครงสร้างมากยิ่งขึ้น
Australia Awards: ทุนที่ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพื่อกลับไปพัฒนาสังคม
ลัทธพลยังได้รับทุน Australia Awards ซึ่งเป็นทุนที่มีในหลายประเทศ เพื่อสนับสนุนคนจากประเทศต่างๆ ให้มาเรียนต่อในออสเตรเลีย
สำหรับประเทศไทย ทุนมีพื้นที่ที่ให้ความสำคัญหลายด้าน โดยลัทธพลระบุถึงความเท่าเทียมทางเพศ social inclusion สิ่งแวดล้อมและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงประเด็นข้ามชาติหรืออาชญากรรมข้ามชาติ
ทุนเป็นทุนให้เปล่า โดยสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ ส่วนเงื่อนไขหลักที่ลัทธพลกล่าวถึงคือ ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ทำงานในประเทศไทยอย่างน้อยสองปีและต้องมีฐานอยู่ในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่อยู่ต่อในออสเตรเลียหลังจบทุน และต้องกลับไปประเทศไทย
ลัทธพลอธิบายว่า จุดประสงค์ของทุนคือการลงทุนในคน โดยต้องการเห็นว่าผู้ได้รับทุนจะนำความรู้กลับไปช่วยพัฒนาประเทศอย่างไร
“จริงๆ เขาก็อยากเห็นว่าเราจะช่วยพัฒนาบ้านเมืองเราได้ยังไง คือมันเหมือนเป็นการลงทุนในคนอะครับว่าถ้าเกิดเขาให้ทุนเรา แล้วเราจะสามารถกลับไปช่วยอะไร”
ผู้สมัครยังต้องอธิบายว่าทำไมจึงเลือกออสเตรเลีย และมองว่าออสเตรเลียเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของตัวเองอย่างไร
ในเรื่องภาษาอังกฤษ ลัทธพลระบุว่ามีข้อกำหนดเรื่องผลภาษาอังกฤษ โดยหากจำไม่ผิด IELTS ต้องได้อย่างน้อยระดับ 6 แต่ในบางกรณีอาจมีข้อยกเว้นในขั้นตอนการสมัคร เช่น ผู้พิการหรือผู้สมัครจากพื้นที่ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของทุน
กระบวนการสมัครมีสองขั้นตอนหลัก คือการเขียนตอบคำถามในใบสมัคร และการสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ ซึ่งอาจมีตัวแทนจากสถานทูตหรือผู้ที่ได้รับเลือกมาสัมภาษณ์
อีกข้อแตกต่างของทุนคือ ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องสมัครมหาวิทยาลัยก่อน หากได้รับทุน ทางทุนจะดำเนินการสมัครมหาวิทยาลัยให้ โดยผู้สมัครสามารถระบุลำดับมหาวิทยาลัยที่ต้องการไว้ตั้งแต่ในใบสมัคร
สำหรับผู้ที่สนใจ ลัทธพลแนะนำให้เข้าไปดูข้อมูลและเกณฑ์การสมัครของทุนโดยตรง และพิจารณาว่าประสบการณ์การทำงานหรือการเรียนของตัวเองเชื่อมโยงกับประเด็นที่ทุนให้ความสำคัญอย่างไร
เขายกตัวอย่างเพื่อนที่เรียน Business Analytics แต่ได้รับทุน เพราะสามารถเชื่อมโยงการเรียนเข้ากับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้
“เราก็ต้องมองว่ามัน การเรียนของเราหรือว่าประสบการณ์การทำงานของเราอะครับ มันตรงกับสิ่งที่เขาโฟกัสมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เหมือนเขาโฟกัสที่ Impact แหละว่าสุดท้ายแล้วเราคิดว่าเราจะสามารถนำเอาไปนำการเรียนของเราไปใช้งานได้ยังไงบ้างครับ”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ




