SKIP TO MAIN CONTENT

Thai Voice: คู่รักไทย-อินโดนีเซีย สร้างธุรกิจเค้กในเมลเบิร์นด้วยแรงบันดาลใจจากรสชาติบ้านเกิด

Tomy and Layton.png
Founders of Bake A Break, Tomy Wijaya and Layton Nathasarun Natthapisith Source: Supplied / Atitaya Teepawat

เลตัน ชาวไทย และทอมมี ชาวอินโดนีเซีย เจ้าของธุรกิจเค้กโฮมเมดในนครเมลเบิร์นที่รังสรรค์ผลงานเค้กวันเกิดและเค้กแต่งงานด้วยกลิ่นอายรสชาติบ้านเกิด ทั้งคู่บอกกับเอสบีเอส ไทยว่า ความทรงจำในวัยเด็ก และแรงสนับสนุนจากชุมชนคนไทยในออสเตรเลีย ล้วนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้


Published

By Atitaya Teepawat

Source: SBS


Skip to podcast episode content

เลตัน ชาวไทย และทอมมี ชาวอินโดนีเซีย เจ้าของธุรกิจเค้กโฮมเมดในนครเมลเบิร์นที่รังสรรค์ผลงานเค้กวันเกิดและเค้กแต่งงานด้วยกลิ่นอายรสชาติบ้านเกิด ทั้งคู่บอกกับเอสบีเอส ไทยว่า ความทรงจำในวัยเด็ก และแรงสนับสนุนจากชุมชนคนไทยในออสเตรเลีย ล้วนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

เลตัน จากประเทศไทย และทอมมีจากอินโดนีเซียเริ่มต้นร้าน Bake A Break จากงานอดิเรกและการทำอาหารให้คนรอบตัว จนกลายมาเป็นธุรกิจเค้กที่ทั้งสองร่วมกันสร้างในนครเมลเบิร์น

เลตันเล่าว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้มาจากเค้ก แต่เริ่มจากการทำอาหารไทย เขาทำอาหารไปที่ทำงาน และเพื่อนร่วมงานได้ชิมก่อนจะเริ่มถามว่า "ทำให้พวกเขาด้วยได้ไหม" เมื่อมีคนสั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงเริ่มเปิดรับพรีออร์เดอร์อาหาร ซึ่งได้รับการตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในช่วงนั้น ทอมมีเป็นคนที่ชื่นชอบการกินของหวานและชอบอบขนมเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว แม้จะยังไม่ได้เป็นนักทำขนมมืออาชีพก็ตาม เลตันจึงชวนทอมมีมาลองเพิ่มเมนูของหวานเข้าไปในธุรกิจ โดยช่วงเวลานั้นชีสเค้กสไตล์บาสก์ (Basque cheesecake) กำลังได้รับความนิยม ทั้งสองจึงเริ่มจากการขายเค้กเป็นชิ้น ก่อนจะตัดสินใจพัฒนางานให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการทำเค้กที่มีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น แทนที่จะทำเพียงเค้กแบบพื้นฐาน

แม้ทั้งคู่จะไม่มีการเรียนทำขนมอย่างเป็นทางการ แต่ใช้วิธีทดลองและพัฒนาสูตร (research and development) ด้วยตนเองผ่านการลองผิดลองถูก อย่างไรก็ตาม ในด้านการดำเนินธุรกิจ ทั้งคู่ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของออสเตรเลียครบถ้วน ทั้งการมีใบรับรองด้านความปลอดภัยอาหาร การขึ้นทะเบียนครัว และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่จำเป็น โดยเลตันกำลังศึกษาด้านการประกอบอาหารเชิงพาณิชย์ (commercial cookery) ซึ่งช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของทั้งคู่ด้วย

ทั้งสองยังเล่าว่า เมื่อเริ่มต้นธุรกิจเมื่อประมาณ สองปีก่อน พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเติบโตมาถึงจุดนี้ เป้าหมายในตอนแรกเป็นเพียงการทำโฮมเบเกอรีเล็ก ๆ นำเสนอขนมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติไทยและอินโดนีเซีย ส่งขายภายในเมืองเท่านั้น แต่เมื่อได้ทดลองสร้างสรรค์ดีไซน์ สีสัน และสไตล์ของเค้กที่แตกต่างออกไป พร้อมเผยแพร่ผลงานผ่านโซเชียลมีเดีย ก็เริ่มมีลูกค้าสนใจและสั่งทำเค้กมากขึ้นเรื่อย ๆ

"เราคงมาไม่ถึงจุดนี้ถ้าไม่มีชุมชนชาวไทย โอกาสคงไม่เกิดขึ้น โอกาสนี้มาจากชุมชนชาวไทย [...] เพื่อนๆ บางคนก็บอกต่อกันปากต่อปาก ว่าผู้คนอยากสนับสนุนคนทำขนมคนไทย" เลตันกล่าว

แม้การทำเค้กวันเกิดจะสนุกและทำได้ง่ายกว่า แต่พวกเขาเลือกท้าทายตัวเองด้วยการพัฒนาไปสู่การทำเค้กที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเค้กแต่งงานที่ต้องอาศัยทั้งทักษะด้านโครงสร้าง การออกแบบ และการสื่อสารกับลูกค้าอย่างละเอียด

การทำเค้กวันเกิดเป็นเรื่องสนุกและง่าย แต่การลองอะไรที่ยากกว่านั้นเป็นเรื่องท้าทายมาก ช่วยพัฒนาทักษะของเราด้วย ทั้งในแง่ของรสชาติที่ลูกค้าคาดหวัง และการออกแบบ [เค้กแต่งงาน] ซับซ้อนกว่า ต้องใช้เทคนิคมากขึ้นในการทำเค้กเพื่อให้เค้กตั้งอยู่ได้ตลอดทั้งคืน
เลตันบอกกับเอสบีเอส ไทย

ทอมมีเสริมว่า การสร้างเค้กแต่ละก้อนไม่ใช่เพียงการตกแต่งภายนอก แต่เริ่มต้นจากการวางแผนว่าจะทำให้โครงสร้างของเค้กแข็งแรงได้อย่างไร ก่อนลงมือทำจริง ทั้งคู่ต้องผ่านการทดลองหลายครั้งเพื่อให้เค้กสามารถตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคงตลอดทั้งวัน เขายังบอกว่า การคิดไอเดียใหม่ ๆ เป็นอีกความท้าทาย เพราะแทบทุกแนวคิดล้วนเคยมีคนทำมาก่อนแล้ว วิธีของพวกเขาจึงเป็นการนำองค์ประกอบจากหลายสไตล์มาผสมผสานกัน เช่น เค้กวินเทจ งานบีบครีมแบบมินิมอล หรือการตกแต่งที่มีรายละเอียดมากขึ้น ก่อนสร้างเป็นสไตล์ใหม่ของตัวเอง โดยยังติดตามเทรนด์และผลงานของร้านเค้กในนิวซีแลนด์และประเทศอื่น ๆ เพื่อนำมาเป็นแรงบันดาลใจ

เมื่อพูดถึงเค้กแต่งงาน ทั้งสองอธิบายว่า กระบวนการทำงานแตกต่างจากเค้กวันเกิดอย่างมาก เลตันกล่าวว่าคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่มีธีมงาน สี โทน หรือแม้แต่เรื่องราวของงานแต่งเตรียมไว้แล้ว หลายคนส่งมู้ดบอร์ดมาให้ด้วย พวกเขาจะขอดูสถานที่จัดงาน และบางครั้งถึงขั้นเข้าไปดูเว็บไซต์ของสถานที่ เพื่อให้แน่ใจว่าดีไซน์ของเค้กจะเข้ากับบรรยากาศโดยรวมของงาน

ทอมมีกล่าวเพิ่มเติมว่า ขนาดของเค้กก็ต้องสอดคล้องกับสถานที่จัดงาน หากเป็นสถานที่ขนาดใหญ่ พวกเขาจะไม่ทำเค้กที่เล็กเกินไป เพราะจะดูไม่สมดุลกับพื้นที่ ขณะที่งานแต่งขนาดเล็กหรือบรรยากาศอบอุ่น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เค้กขนาดใหญ่เกินความเหมาะสม เขายังอธิบายว่า การทำเค้กวันเกิดสามารถพูดคุยรายละเอียดผ่านข้อความและจบได้ภายในวันเดียว แต่เค้กแต่งงานใช้เวลานานกว่ามาก เนื่องจากมีรายละเอียดจำนวนมากที่ต้องหารือกับลูกค้า

สำหรับขั้นตอนการรับออร์เดอร์เค้กแต่งงาน ทอมมีอธิบายว่า คนทำเค้กจะสอบถามข้อมูล เช่น ชื่อของคู่บ่าวสาว จำนวนแขก สถานที่จัดงาน และภาพตัวอย่างหรือแรงบันดาลใจในการออกแบบ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาแนะนำขนาดเค้กที่เหมาะสม รวมถึงรูปแบบของเค้ก เช่น เค้กหลายชั้นหรือเค้กสไตล์อิตาเลียนที่กำลังได้รับความนิยม นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างลวดลายบนชุดเจ้าสาว โดยอาจนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการตกแต่งเค้ก เพื่อให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันในวันสำคัญ

ทอมมีกล่าวว่า สำหรับพวกเขา เค้กแต่งงานเป็นงานที่มีความพิเศษ เพราะหวังว่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตของคู่บ่าวสาว จึงต้องการทำให้เค้กก้อนนั้นมีความหมายและพิเศษที่สุดสำหรับวันสำคัญของลูกค้า

ทั้งเลตันและทอมมีกล่าวว่า ภูมิหลังความเป็นคนไทยและคนอินโดนีเซียมีอิทธิพลต่อแนวคิดในการทำเค้กของพวกเขาอย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกวัตถุดิบ รสชาติ และความทรงจำเกี่ยวกับขนมที่เติบโตมาด้วย ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนู

เลตันกล่าวว่า อิทธิพลจากความเป็นคนไทยสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านการเลือกวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะครีมที่พวกเขาใช้ ซึ่งเป็นแบรนด์จากประเทศไทยที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้เป็นประจำ เมื่อย้ายมาอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาคิดถึงรสชาติที่คุ้นเคย จึงพยายามนำแรงบันดาลใจจากรสชาตินั้นมาปรับใช้กับเค้กของตัวเอง แม้จะไม่ได้ทำออกมาให้เหมือนเดิมทุกอย่างก็ตาม เขายังเล่าว่า ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ ลูกค้าหลายคนบอกว่าเมื่อได้ชิมเค้กของพวกเขา ก็ทำให้นึกถึงรสชาติในวัยเด็กหรือรสชาติจากบ้านเกิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ตั้งใจสร้างสรรค์สามารถเชื่อมโยงกับความทรงจำของผู้คนได้

ด้านทอมมีเล่าว่า เมื่อเติบโตในอินโดนีเซีย เขาคุ้นเคยกับเค้กสปันจ์เนื้อนุ่มที่ทาครีมหรือบัตเตอร์ครีม ซึ่งเป็นเค้กวันเกิดที่พบได้ทั่วไปในหลายประเทศของเอเชีย แต่เมื่อย้ายมาเมลเบิร์นเมื่อประมาณแปดปีก่อน เขากลับหารสชาติแบบนั้นได้ยาก เพราะร้านขนมส่วนใหญ่เน้นขนมอบสไตล์ฝรั่งเศส เช่น มูสเค้กหรือเพสทรี เขาจึงตัดสินใจทำเค้กในแบบที่ตัวเองคิดถึงขึ้นมาเอง โดยเฉพาะเค้กสปันจ์กับเลมอนเคิร์ดและบัตเตอร์ครีม ซึ่งเป็นรสชาติที่เขาชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก

ประสบการณ์ในวัยเด็กของทั้งสองยังส่งผลต่อแนวทางการทำเค้กแต่งงานด้วย ทอมมีกล่าวว่า ในออสเตรเลีย ผู้คนคุ้นเคยกับเค้กช็อกโกแลตมัดเค้ก (mud cake) ซึ่งมีเนื้อแน่น แข็งแรง และเหมาะกับการทำเค้กหลายชั้น เพราะโครงสร้างมั่นคงกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังเลือกใช้เค้กสปันจ์เป็นหลัก เนื่องจากชื่นชอบรสชาติแบบที่เติบโตมาด้วย แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าในการทำให้เค้กมีความแข็งแรงเพียงพอสำหรับงานแต่งงานก็ตาม

นอกจากเทคนิคการทำเค้กแล้ว ทั้งสองยังนำวัตถุดิบและรสชาติจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาพัฒนาเป็นเมนูของร้าน เช่น เค้กสปันจ์ใบเตยสอดไส้คายาและบัตเตอร์ครีม ซึ่งมีอยู่ในเมนูของร้านมาระยะหนึ่งแล้ว ทอมมีกล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของเขา ขณะที่เลตันระบุว่า ลูกค้าชาวเอเชีย โดยเฉพาะคนไทย มักเลือกรสชาติประเภทมะพร้าวและสังขยา เพราะทำให้นึกถึงบ้านเกิด ส่วนลูกค้าที่ไม่ได้มาจากเอเชีย แม้อาจไม่คุ้นเคยกับรสชาติสังขยา แต่ก็มีหลายคนตั้งใจมาหาพวกเขา เพราะรู้จักร้านในฐานะผู้ทำ "เค้กสไตล์เอเชีย" และอยากลองรสชาติใหม่ ๆ

บางครั้งพวกเขาก็ยังมาหาเราเพราะพวกเขารู้ว่าเราทำเค้กสไตล์เอเชีย... เรามีลูกค้าคนหนึ่งที่ติดต่อเรามาเพื่อสั่งเค้กวันเกิดโดยเฉพาะ แล้วก็มาบอกเราว่า 'เราชอบเค้กสไตล์เอเชียของคุณ เราจึงอยากสั่งเค้กวันเกิดกับคุณ' ... ผมคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี... ผมรู้สึกว่าผู้คนเปิดใจลองมากขึ้น
ทอมมีเล่าประสบการณ์

ความท้าทายในฐานะผู้ประกอบการที่ไม่มีวีซ่าถาวร

เลตันและทอมมีกล่าวว่า โดยรวมแล้ว ทั้งคู่ไม่ได้เผชิญอุปสรรคจากการเป็นผู้อพยพในแง่ของการทำงานกับลูกค้า ตรงกันข้าม พวกเขารู้สึกว่าได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็ยอมรับว่าการเป็นผู้ถือวีซ่าในออสเตรเลียทำให้มีข้อจำกัดบางประการเมื่อต้องการขยายธุรกิจ

ทอมมีกล่าวว่า ประสบการณ์การทำธุรกิจในฐานะผู้อพยพจนถึงตอนนี้เป็นไปในทางบวก ลูกค้าส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน เพราะทั้งคู่พยายามสื่อสารอย่างจริงใจและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เขาอธิบายว่าพวกเขาไม่ชอบเรียกลูกค้าว่า "ลูกค้า" ในความหมายเชิงธุรกรรม แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ เนื่องจากลูกค้าไว้วางใจให้พวกเขาดูแลเค้กสำหรับวันสำคัญของชีวิต จึงพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อทำให้วันพิเศษของลูกค้ายิ่งมีความหมาย

อย่างไรก็ตาม ทอมมีระบุว่า ความท้าทายของการเป็นผู้อพยพอยู่ที่ข้อจำกัดด้านกฎหมายและสถานะการพำนักมากกว่า เขาอธิบายว่า การเริ่มต้นธุรกิจจากครัวที่บ้าน (home-based business) สามารถทำได้ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตและต้องการขยายกิจการ ผู้ถือวีซ่าจะมีข้อจำกัดมากกว่าผู้ที่เป็นพลเมืองออสเตรเลียหรือผู้ถือถิ่นพำนักถาวร (PR) เช่น การขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ หรือการเช่าพื้นที่เพื่อเปิดร้านคาเฟ่ เนื่องจากยังมีระยะเวลาการพำนักในออสเตรเลียตามเงื่อนไขของวีซ่า

ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงแนะนำให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอาหารเริ่มจากธุรกิจที่บ้านก่อน เพราะไม่ต้องแบกรับค่าเช่าสถานที่ ขณะที่เลตันเสริมว่า ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารและการขอใบอนุญาตต่าง ๆ มีข้อมูลเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพียงปฏิบัติตามขั้นตอนและผ่านการรับรองก็สามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now