ที่ผ่านมา ชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการปรับพฤติกรรม เช่น การออกกำลังกาย การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการดูแลสุขภาพโดยรวม เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม แต่ผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีบทบาทสำคัญและถูกมองข้ามไป
สรุปข่าว
- จากงานวิจัยล่าสุดพบว่า ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ยังไม่ได้รับความสนใจมากนักในแง่ของมาตรการป้องกัน
- มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2065 จะมีชาวออสเตรเลียมากกว่า 1 ล้านคนมีภาวะสมองเสื่อม
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการควบคุมความดันโลหิต เป็นคำแนะนำที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม แต่ผลวิจัยใหม่ชี้ว่า ออสเตรเลียอาจกำลังมองข้ามปัจจัยสำคัญบางอย่างไป
ดร.เจนนิเฟอร์ ดันน์ นักระบาดวิทยาและหัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย เคอร์ติน (Curtin University) ระบุว่า การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่ “ตัวบุคคล” มากเกินไป
เธอกล่าวว่า งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ฉบับนี้ พยายามมองปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในภาพที่กว้างขึ้น โดยรวบรวมและจัดหมวดหมู่หลักฐานที่มีอยู่ เพื่อดูว่าปัจจัยเสี่ยงใดได้รับการศึกษามากน้อยเพียงใด
งานวิจัยนี้ต่อยอดจากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้ ซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ บลอสสัม สเตฟาน ประธานด้านภาวะสมองเสื่อมของ enAble Institute แห่ง Curtin University และเป็นผู้ร่วมวิจัยในครั้งนี้ โดยงานก่อนหน้านี้ระบุปัจจัยเสี่ยงได้ถึง 61 ปัจจัย มากกว่าจำนวน 14 ปัจจัยที่เคยเป็นที่ยอมรับกันก่อนหน้า
การศึกษาครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในลักษณะดังกล่าว ได้นำปัจจัยเสี่ยงทั้ง 61 ปัจจัยมาจัดหมวดหมู่ตามกรอบ กรอบที่มองความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม (socioecological model)
ผลการศึกษาพบว่า ยังมีช่องว่างของความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแนวทางป้องกันในอนาคต
ดร.ดันน์ ซึ่งเป็นนักวิจัยจาก Dementia Centre of Excellence ของมหาวิทยาลัย เคอร์ติน ระบุว่า รายงานนี้ช่วยชี้ให้เห็น “ช่องว่าง” ที่นักวิจัยควรหันมาให้ความสนใจมากขึ้น
เธอกล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีการพูดถึงการป้องกันภาวะสมองเสื่อมอย่างมาก แต่จำเป็นต้องมองให้กว้างกว่าการบอกให้แต่ละคนปรับพฤติกรรมของตัวเอง
“เราจำเป็นต้องเลิกส่งสารว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการที่แต่ละคนต้องทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะคนจะทำได้สำเร็จก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมรอบตัวเอื้อให้พวกเขาทำได้ด้วย”
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกัน
ภาวะสมองเสื่อมเป็นคำที่ใช้เรียกรวมภาวะมากกว่า 100 ชนิด โดยชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ vascular dementia และโรคอัลไซเมอร์
อัลไซเมอร์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีภาวะสมองเสื่อม และส่งผลต่อความจำ การคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วย

ภาวะสมองเสื่อมเกิดจากกระบวนการเสื่อมของระบบประสาท หรือความเสียหายและการตายของเซลล์ประสาทในสมอง
งานวิจัยระบุปัจจัยเสี่ยงไว้ทั้งหมด 61 ปัจจัย ซึ่งรวมถึงปัญหาการมองเห็นหรือการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไข การแยกตัวจากสังคม และโอกาสทางการศึกษาในช่วงวัยเด็ก
ดร.ดันน์อธิบายว่า
“เรามักเริ่มคิดเรื่องการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในช่วงวัยกลางคน แต่คุณไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนการศึกษาที่ได้รับในวัยเด็กได้ นั่นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขย้อนหลังไม่ได้”
เธอระบุว่า ดังนั้นสังคมโดยรวมจึงต้องช่วยกันสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพราะปัจจัยทางสังคมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตก็อาจมีผลต่อความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในระยะยาวได้
เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า คนวัยทำงานมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะแยกตัวจากสังคมมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณ
ภาวะแยกตัวจากสังคมยังเชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูญเสียการมองเห็น การสูญเสียการได้ยิน การไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย และภาวะซึมเศร้า
ดร.ดันน์กล่าวว่า
“เรารู้ว่าเมื่อบางคนเริ่มแยกตัวจากสังคม พวกเขาอาจเกิดภาวะซึมเศร้า จากนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเก็บตัวมากขึ้นและหยุดออกกำลังกาย บางคนอาจเริ่มสูบบุหรี่ หรือสูบมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่อเนื่องหลายอย่าง ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน”
ศาสตราจารย์สเตฟานระบุว่า งานวิจัยนี้จำเป็นต้องถูกนำไปสู่การนำไปปฏิบัติ
เธอกล่าวว่า การป้องกันภาวะสมองเสื่อมควรสนับสนุนให้ประชาชนเลือกใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษา สภาพแวดล้อมของชุมชน การเข้าถึงบริการสุขภาพ และปัจจัยทางสังคมอื่น ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพสมองตลอดช่วงชีวิต
ภาวะสมองเสื่อม ‘ใกล้เป็นวิกฤตสาธารณสุข’
ข้อมูลจาก Australian Institute of Health and Welfare ระบุว่า ในปี 2025 มีชาวออสเตรเลียราว 439,000 คนที่มีภาวะสมองเสื่อม โดยร้อยละ 56 เปอร์เซ็นต์เป็น
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยในกลุ่มผู้มีอายุ 90 ปีขึ้นไป มีถึงร้อยละ 42.7 ที่มีภาวะสมองเสื่อม
ปัจจุบัน ภาวะสมองเสื่อมเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย และคาดว่าภายในปี 2065 จะมีชาวออสเตรเลียมากกว่า 1 ล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาวะนี้
ดร.ดันน์ระบุว่า ภาวะสมองเสื่อมในออสเตรเลียตอนนี้ถึงจุดที่ใกล้จะกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขระดับประเทศ
หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยรับมือกับปัญหานี้ คือการทำให้คนออสเตรเลียมีสุขภาพที่ดีเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
ดร.ดันน์กล่าวว่า
“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คนมีสุขภาพดี และใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ซึ่งรัฐบาลเองก็มีหลายอย่างที่สามารถทำได้เพื่อช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม”
ศาสตราจารย์ทันยา บูคานัน ซีอีโอของ Dementia Australia ระบุว่า งานวิจัยนี้ตอกย้ำว่า การลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมเป็น “ความรับผิดชอบร่วมกัน”
เธอกล่าวว่า ทุกคนควรสามารถเข้าถึงการสนับสนุนและบริการที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพสมองได้
“นอกจากการดูแลพฤติกรรมสุขภาพในระดับบุคคลแล้ว เรายังต้องการนโยบายและการดำเนินการจากรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ เพื่อทำให้ทุกคนสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมได้ง่ายขึ้น”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





