จากเค้กมะพร้าวที่เป็นสื่อรักของอดีตนักเรียนไทยสองคน สู่การสร้างคาเฟเล็ก ๆ ในนครดาร์วิน ก้อยและโกเมเล่าเส้นทางความรัก การเริ่มต้นธุรกิจด้วยแรงสนับสนุนจากชุมชน และขนมรสชาติไทยที่มัดใจลูกค้าหลากวัฒนธรรม
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
เค้กมะพร้าวอาจเป็นเพียงขนมโปรดสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ ก้อย เรือนวลัย และ โกเม กิตติอนันต์ สองอดีตนักเรียนไทยในนครดาร์วิน ขนมชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวความรัก ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจเปิดคาเฟเล็ก ๆ ของตัวเอง
จากขนมที่เริ่มต้นทำเพราะหากินไม่ได้ในดาร์วิน วันนี้เค้กมะพร้าวและขนมที่นำรสชาติแบบไทยมาประยุกต์ มีลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติแวะเวียนมาซื้อเป็นประจำ
แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ทั้งคู่บอกว่าไม่ได้มีเพียงเรื่องของการทำขนมและกาแฟเท่านั้น คนในชุมชนที่คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนก็มีส่วนสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา
ทำไมถึงเลือกดาร์วิน
ก้อยมาอยู่ที่ดาร์วินเมื่อกว่า 20 ปีก่อน หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ความฝันในตอนนั้นคือการไปศึกษาต่อต่างประเทศ
เธอเคยมองถึงการเรียนด้านการโรงแรมในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จึงหันมามองออสเตรเลียแทน และสุดท้ายเลือกดาร์วิน แม้จะไม่ใช่เมืองใหญ่ที่นักเรียนต่างชาติมักนึกถึงเป็นอันดับแรก
เหตุผลสำคัญคือเธอมีเพื่อนอยู่ที่นี่ และรู้ว่าหากเดินทางมาก็พอจะมีช่องทางหางานทำ เพื่อช่วยรับผิดชอบค่าเล่าเรียนในฐานะนักเรียนต่างชาติ
“อย่างน้อยเราก็รู้จักคน แล้วเรามาปุ๊บเราก็ทำงานได้เลย”
งานแรกของก้อยคือทำงานในครัวร้านอาหารไทย เพราะในเวลานั้นภาษาอังกฤษของเธอยังไม่คล่องนัก หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ผ่านงานหลายอย่าง ก่อนมาทำงานในคาเฟและเริ่มสนใจเรื่องกาแฟอย่างจริงจัง
เธอบอกว่าเมื่อกว่า 10 ปีก่อน วัฒนธรรมกาแฟในดาร์วินยังตามหลังเมืองใหญ่อย่างเมลเบิร์นและซิดนีย์อยู่มาก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว มีบาริสต้าในพื้นที่เดินทางไปแข่งขันและคว้ารางวัลจากเมืองอื่น ๆ
สำหรับตัวเธอเอง การทำงานในคาเฟทำให้พบว่างานลักษณะนี้เข้ากับตัวเอง
“เราก็เริ่มรู้สึกหลงรักกับการทำงานร้านแบบเป็นคาเฟ เพราะเรารู้สึกว่าไลฟ์สไตล์มันใกล้กับเรา”
เค้กมะพร้าวสื่อรัก
ส่วนโกเมมาออสเตรเลียทีหลัง เขาเรียนระดับปริญญาโทที่เมลเบิร์น ก่อนย้ายมาดาร์วินเมื่อประมาณ 4 ปีก่อนเพื่อหางานและโอกาสทำงานหลังเรียนจบ ทั้งคู่มาเจอกันที่งานสงกรานต์ของชุมชนไทยในดาร์วิน
“พอดีผมเป็นตากล้องจิตอาสา แล้วเขาเป็น MC” โกเมเล่าถึงครั้งแรกที่ได้พบกัน
หลังจากนั้นทั้งคู่เริ่มทำกิจกรรมจิตอาสาด้วยกัน และความสัมพันธ์ก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น โกเมเล่าว่าเขา
“ตกหลุมรักพี่ก้อยเพราะว่าเค้กมะพร้าว”
จากเดิมที่ก้อยทำขนมจากที่บ้าน ความคิดเรื่องการมีร้านของตัวเองก็เริ่มจริงจังขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้าที่เคยสั่งขนมก็เริ่มถามว่า เมื่อไรจะมีร้านให้พวกเขาเข้ามาซื้อได้
“ลูกค้าก็ถามว่า สั่งมาเมื่อไหร่จะได้ทาน ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจว่า อ้าว เราต้องลุยแล้ว”
อยากเปิดร้าน แต่ติดเรื่องเงินทุน
ความคิดอยากเปิดร้านมีมานาน แต่ปัญหาแรกที่ทั้งคู่เจอคือเรื่องเงินทุน ก้อยยอมรับว่าตัวเองเป็นคนช่างฝัน เมื่อคิดว่าจะมีร้านก็อยากให้มีทุกอย่างอย่างที่วางไว้ แต่เมื่อคำนวณเงินที่ต้องใช้จริง ๆ ก็พบว่าเงินทุนที่มีไม่พอ
ทั้งคู่ยังมีงานประจำ ขณะที่ก้อยทำขนมจากที่บ้าน การเก็บเงินเพื่อเปิดร้านจึงต้องใช้เวลา
“เราก็อยากจะเพอร์เฟกต์ พอมานั่งดูเงินดูปุ๊บ แบบเงินไม่พอ” ก้อยเล่า
โกเมจึงเสนอว่า แทนที่จะรอจนมีเงินพอสำหรับร้านในฝัน ก็อาจเริ่มจากร้านเล็ก ๆ ก่อน
อีกทางหนึ่งคือการเข้าไปขอคำปรึกษาจากคนที่มีประสบการณ์ โดยโกเมเล่าว่า ชุมชนคนไทยหลายคนที่ทั้งคู่รู้จักในดาร์วินทำธุรกิจอยู่แล้ว จึงเข้าไปพูดคุยและขอคำแนะนำว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
“ชุมชนคนไทยที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของบริษัทกัน เราก็ไปขอคำปรึกษา”
ก้อยมองว่าการให้ความช่วยเหลือกันและกันนี้เป็นส่วนหนึ่งของลักษณะชุมชนไทยในดาร์วิน แม้จำนวนคนไทยจะไม่ได้มากเมื่อเทียบกับชุมชนผู้อพยพกลุ่มอื่น
“ไม่เยอะ แต่ว่ามันเหนียวแน่น” เธอกล่าว
ลูกค้าหลากวัฒนธรรม
ดาร์วินเป็นเมืองที่มีประชากรจากหลากหลายวัฒนธรรม นอกจากชุมชนไทยแล้ว ทั้งคู่เล่าว่ายังมีชุมชนชาวกรีก ฟิลิปปินส์ เนปาล อินโดนีเซีย อินเดีย และชาติอื่น ๆ อาศัยอยู่ในพื้นที่ ขนมของก้อยจึงไม่ได้มีเฉพาะลูกค้าคนไทย
ส่วนจุดเริ่มต้นของการทำเค้กชิฟฟอนและขนมบางชนิดนั้น ก้อยบอกว่ามาจากเหตุผลง่าย ๆ คือเธออยากกิน แต่หาไม่ได้ในดาร์วิน
“จุดเริ่มต้นก็เพราะเราหาทานไม่ได้เหมือนกัน เราก็เลยต้องทำ เพราะเราอยากกิน”
เธอบอกว่า ในช่วงที่เริ่มทำ เค้กชิฟฟอนในลักษณะนี้ยังหาได้ยากในดาร์วิน และลูกค้าหลายคนก็บอกกับเธอในลักษณะเดียวกัน
เธอนำวัตถุดิบและรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งมะพร้าว ใบเตยและฝอยทองมาประยุกต์ใช้ โดยพบว่าลูกค้าเชื้อสายเอเชียหลายกลุ่มค่อนข้างเปิดรับรสชาติเหล่านี้
ฝอยทองอาจมีทั้งคนที่อยากลองและคนที่ยังไม่คุ้นเคย ขณะที่ใบเตยและมะพร้าวได้รับการตอบรับดี โดยเฉพาะจากลูกค้าเอเชีย
บางคนกลายเป็นลูกค้าประจำ มาตั้งแต่เช้าเพื่อถามหาขนมที่ชอบ หรือส่งข้อความมาถามว่าวันนั้นมีหรือไม่
ส่วนปฏิกิริยาที่ก้อยจำได้เป็นพิเศษ มาจากลูกค้าคนหนึ่งที่ชอบขนมมากจนมาบอกกับเธอว่า
“โอ๊ย ฉันแบบนอนฝันถึงเลยนะ”
ทั้งคู่มองว่า ดาร์วินมีข้อได้เปรียบสำหรับคนไทยในเรื่องวัตถุดิบด้วย เพราะภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศไทย ผักและสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคย ตั้งแต่พริก กะเพรา ผักชี ใบเตย มะเขือ ไปจนถึงมะละกอ หาได้ไม่ยากในพื้นที่
ตลาดช่วงสุดสัปดาห์ก็มีร้านอาหารไทยหลายร้าน ทำให้ก้อยมองว่าในแง่อาหารและวัตถุดิบ ดาร์วินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์สำหรับชุมชนไทย
สำหรับก้อยและโกเม การเปิดคาเฟ่เลฌกๆ แห่งนี้ จึงเป็นผลจากหลายอย่างรวมกัน ตั้งแต่ประสบการณ์การทำงานทีผ่านมา ความชอบเรื่องกาแฟและขนม ไปจนถึงคำแนะนำจากชุมชนและแรงสนับสนุนจากคนรอบตัว
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





