SKIP TO MAIN CONTENT

โรคตามฤดูกาลอะไรบ้างที่ต้องระวังในฤดูใบไม้ผลินี้

Experts say vaccines remain the most effective way to prevent serious illness - Getty/ Elisa Schu
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วัคซีนยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง ภาพ: Getty / Elisa Schu

ขณะที่ออสเตรเลียเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผู้เชี่ยวชาญเตือนประชาชนว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจกับโรคตามฤดูกาล เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจยังคงแพร่ระบาดในชุมชน ขณะที่ปริมาณละอองเกสรที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อาจกระตุ้นอาการหอบหืดและภูมิแพ้ได้ นี่คือสิ่งที่ควรรู้เพื่อดูแลสุขภาพในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้


Published

By Yasmine Alwakal, Mikele Syron

Presented by Chayada Powell

Source: SBS



Skip to podcast episode content

ขณะที่ออสเตรเลียเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผู้เชี่ยวชาญเตือนประชาชนว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจกับโรคตามฤดูกาล เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจยังคงแพร่ระบาดในชุมชน ขณะที่ปริมาณละอองเกสรที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อาจกระตุ้นอาการหอบหืดและภูมิแพ้ได้ นี่คือสิ่งที่ควรรู้เพื่อดูแลสุขภาพในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ฤดูใบไม้ผลิมาพร้อมกับอากาศที่อุ่นขึ้นและดอกไม้ที่เริ่มผลิบาน แต่ก็มีสิ่งที่ไม่ค่อยดีตามมาด้วย นั่นคือไวรัสที่ยังแพร่ระบาดต่อเนื่อง

ดร.ไมเคิล ไรต์ ระบุว่า โรคทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

“เราเห็นไวรัสแพร่ระบาดในชุมชนตลอดทั้งปี สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงอากาศหนาวคือ เปลือกหุ้มของไวรัสจะคงตัวได้ดีกว่า และคนก็มักใช้เวลาอยู่ในอาคารมากขึ้น ทำให้เราอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น โอกาสที่ไวรัสจะแพร่กระจายจึงสูงขึ้น แต่โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ เราพบการระบาดได้ตลอดทั้งปี”

ดร.ไมเคิล ไรต์ เป็น ประธาน Royal Australian College of General Practitioners ระบุว่า ปี 2025 ถือเป็นหนึ่งในฤดูไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา

ขณะที่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ออสเตรเลียยังพบการระบาดของ Super-K ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์กลายพันธุ์ที่แพร่ได้รวดเร็วอีกด้วย

“ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วคือ เราเห็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น ซึ่งถูกเรียกว่า Super-K และวัคซีนของปีที่แล้วยังไม่ได้เตรียมรับมือกับสายพันธุ์นี้ได้เต็มที่ แต่ข่าวดีก็คือ วัคซีนของปีนี้สามารถป้องกันสายพันธุ์ดังกล่าวได้”

เมื่อปีที่แล้ว มีผู้ตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ในออสเตรเลียราวครึ่งล้านคน และมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสนี้เกือบ 1,800 คน หรือ 1,792 คน

ข้อมูลด้านการติดเชื้อทางเดินหายใจจากสำนักงานสถิติออสเตรเลีย (ABS) ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าอัตราการเสียชีวิตในปี 2023 เกือบ 3 เท่า

ดร.ไรต์ ระบุว่า ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมปีนี้ จะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่

“ผมคิดว่าปีที่แล้วเราโชคไม่ค่อยดี เพราะเหมือนจะมีการระบาดถึงสองระลอก ระลอกแรกเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่พบในฤดูปกติ ซึ่งก็รุนแรงมากอยู่แล้ว จากนั้นก็มีสายพันธุ์ Super-K ตามมา ปีนี้ระลอกแรกต่ำกว่าปีที่แล้ว เราจึงหวังว่าจะไม่เกิดการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่อีก แต่ก็ยังไม่มีใครรับประกันได้”

รายงานเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจของ Australian Centre for Disease Control พบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ RSV หรือ respiratory syncytial virus ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม อัตราการติดเชื้อโควิด-19 ยังสูงกว่าปกติ

ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียกำลังเตรียมลดการเข้าถึงวัคซีนโควิดฟรีสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยจะจำกัดสิทธิ์วัคซีนฟรีไว้สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยรุนแรง

ศาสตราจารย์เอเดรียน เอสเตอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสถิติและระบาดวิทยาจาก มหาวิทยาลัย อดิเลท (University of Adelaide) ระบุว่า เกณฑ์สิทธิ์ใหม่อาจทำให้บางกลุ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น

“ในปัจจุบัน ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรงยังสามารถรับวัคซีนฟรีได้ แต่เกณฑ์นี้ค่อนข้างแคบมาก ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เป็นเบาหวานหรือมีโรคเรื้อรังอื่น ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยรุนแรง แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป เช่น บางคนอายุต่ำกว่า 65 ปี คนกลุ่มนี้ยังได้รับประโยชน์จากวัคซีนโควิด แต่ต่อไปจะไม่สามารถรับวัคซีนได้ฟรีอีก”

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไปจะยังสามารถรับวัคซีนโควิดฟรีได้ทุก 6 เดือน ส่วนผู้มีอายุ 65 ถึง 74 ปี จะได้รับสิทธิ์ปีละ 1 ครั้ง

ขณะที่ชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส อายุ 50 ถึง 74 ปี จะยังมีสิทธิ์รับวัคซีนฟรีปีละ 1 ครั้ง เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง

 “การเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้ส่งผลมากนักต่อคนที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 25 ที่ฉีดวัคซีนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และ ร้อยละ 30 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มอายุ 65 ถึง 74 ปี มีเพียงร้อยละ 19 ที่ได้รับวัคซีนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ดังนั้นปัญหาสำคัญคือ คนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดกลับไม่ได้ไปรับวัคซีนอยู่แล้ว การเปลี่ยนกฎเกณฑ์ครั้งนี้จึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาตรงนั้น”

ศาสตราจารย์แคเธอรีน เบนเน็ตต์ ประธานด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัย ดีกิน (Deakin University) ระบุว่า โควิด-19 ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องที่หายไปจากประเด็นสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในตอนนี้คือการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพ

“ประชาชนจำเป็นต้องได้รับข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้เข้าใจว่าในตอนนี้โควิด-19 และไข้หวัดใหญ่มีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร และความเสี่ยงในชุมชนอยู่ในระดับไหน

สิ่งหนึ่งที่เรายังมีข้อมูลไม่มากพอ คือในกลุ่มคนที่ติดโควิดครั้งใหม่ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ติดเชื้อมานาน พวกเขายังมีความเสี่ยงต่อภาวะลองโควิด หรือผลกระทบอื่น ๆ ตามมามากน้อยแค่ไหน”

เอสบีเอส นิวส์ ได้ติดต่อกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียเพื่อขอความเห็น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงระบุกับ Royal Australian College of General Practitioners ว่า โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นในออสเตรเลียแล้ว และนโยบายวัคซีนควรมุ่งรักษาระดับการป้องกันในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยรุนแรง แต่ความเสี่ยงในฤดูใบไม้ผลิไม่ได้มีแค่โรคทางเดินหายใจเท่านั้น

เคต มิแรนดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Asthma Australia ระบุว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลิมีปริมาณเกสรในอากาศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นอาการแพ้ละอองเกสร หรือ hay fever และทำให้อาการหอบหืดกำเริบได้

“ช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ เพราะละอองเกสรถือเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นสำคัญของโรคหอบหืด และตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูเกสรแล้ว

สิ่งที่เราอยากย้ำเสมอคือ ผู้ที่มีโรคหอบหืดควรพกยาติดตัวไว้ตลอด และใช้ยาพ่นป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ”

ปัจจุบันมีชาวออสเตรเลียเกือบ 2.8 ล้านคน หรือประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ที่เป็นโรคหอบหืด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในโลก

เคต มิแรนดา ระบุว่า ผลกระทบจากโรคหอบหืด ซึ่งเป็นภาวะอักเสบเรื้อรังของปอด อาจแตกต่างกันไปตามอายุและเพศ

“โรคหอบหืดเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่า โดยผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ในออสเตรเลียราว 1 ใน 5 คนเป็นโรคหอบหืด

โรคนี้ยังเป็นภาระโรคอันดับต้น ๆ ในเด็กผู้หญิงอายุ 1 ถึง 14 ปี และอยู่ในอันดับ 8 ของสาเหตุภาระโรคโดยรวม ผู้หญิงมีอัตราเข้ารักษาในโรงพยาบาลสูงกว่า และในแต่ละปีมีผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคหอบหืดมากกว่าผู้ชายราว 2 เท่า”

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์ ช่วงก่อนหมดประจำเดือน และวัยหมดประจำเดือน อาจส่งผลต่อการอักเสบของทางเดินหายใจและการควบคุมอาการหอบหืด

ข้อมูลในปี 2024 ระบุว่า มีผู้หญิง 322 คน และผู้ชาย 156 คนเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืด

Asthma Australia เรียกร้องให้มีการให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคเรื้อรังนี้มากขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่เราเรียกร้องคือ อยากให้รัฐบาลบรรจุโรคหอบหืดไว้ในกรอบนโยบายด้านสุขภาพผู้หญิงด้วย เพราะผู้หญิงจำนวนมากไปพบแพทย์ด้วยเรื่องสุขภาพอื่น ๆ แต่กลับไม่ได้พูดถึงอาการหอบหืดของตัวเองในช่วงเวลาเหล่านั้น

เราจึงอยากให้มีการตระหนักรู้มากขึ้น เพราะหลายครั้งเรื่องหอบหืดมักถูกพูดถึงตอนท้ายของการพบแพทย์ เช่น ไปพบแพทย์ด้วยเรื่องอื่นก่อน แล้วจึงค่อยบอกว่า ‘ช่วงนี้อาการหอบหืดกำเริบ’ แต่เราอยากให้ผู้คนให้ความสำคัญกับโรคหอบหืดของตัวเองมากกว่านี้”

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now