นโยบายของพรรคร่วมฝ่ายค้านมุ่งลดจำนวนผู้อพยพและเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัย มาตรการเหล่านี้จะได้ผลจริงหรือไม่
สรุปประเด็นสำคัญ
- พรรคร่วมฝ่ายค้านออสเตรเลียระบุว่า ต้องการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการลดจำนวนผู้อพยพย้ายถิ่น
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การลดจำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นจำนวนมาก อาจส่งผลเสียต่อชาวออสเตรเลียเอง
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ในสุนทรพจน์ตอบโต้ร่างงบประมาณรัฐบาลกลาง พรรคร่วมฝ่ายค้านออสเตรเลียเสนอว่า ประเทศควรรับผู้อพยพเพียง 1 คน ต่อบ้านใหม่ที่สร้างได้ 1 หลัง
ซึ่งการเชื่อมโยงระหว่างประเด็นวิกฤตที่อยู่อาศัยกับการลดจำนวนผู้อพยพ เป็นหัวข้อหลักในการแถลงตอบโต้ร่างงบประมาณครั้งแรกของแองกัส เทย์เลอร์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ขณะที่เขาพยายามดึงคะแนนเสียงของพรรคร่วม กลับจากพรรควัน เนชัน
เขากล่าวเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.)ว่า “นี่คือแผนด้านที่อยู่อาศัยที่ตั้งอยู่บนสามัญสำนึก ออสเตรเลียควรรับคนเข้าประเทศเท่าที่มีบ้านรองรับได้”
พร้อมระบุว่า ภายใต้รัฐบาลแรงงาน จำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งส่งผลกดดันต่อค่าเช่า ราคาบ้าน และคนรุ่นใหม่ที่พยายามสร้างอนาคตของตัวเอง
แผนของพรรคร่วมฝ่ายค้านยังรวมถึงการลดขั้นตอนด้านกฎระเบียบ การปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณส่วนใหญ่จากแผนที่อยู่อาศัยมูลค่า 47,000 ล้านดอลลาร์ของรัฐบาลแรงงาน
และการนำกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์กลับมาใช้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ปีเตอร์ ดัตตัน อดีตผู้นำฝ่ายค้าน เคยเสนอไว้ในการเลือกตั้งปี 2025
แผนด้านที่อยู่อาศัยของฝ่ายค้านมีรายละเอียดอย่างไร และแตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลแรงงานอย่างไรบ้าง เราสรุปรายละเอียดได้ดังนี้
ลดผู้อพยพย้ายถิ่นหนุนนโยบายที่อยู่อาศัย
ฝ่ายค้านใช้นโยบายที่อยู่อาศัยเป็นเหตุผลสนับสนุนการลดจำนวนผู้อพยพ จากตัวเลข “การย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศ” หรือ Net Overseas Migration (NOM) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรออสเตรเลียต่อปี จากจำนวนคนที่เดินทางเข้าและออกประเทศ
ฝ่ายค้านต้องการกำหนดเพดาน NOM ตามจำนวนบ้านที่สร้างได้ เพื่อเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมก่อสร้างสามารถตามความต้องการที่อยู่อาศัยได้ทัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า หากพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดตั้งรัฐบาล จะกำหนดตัวเลขดังกล่าวไว้ที่เท่าใด
แม้รัฐบาลกลางตั้งเป้าสร้างบ้าน 1.2 ล้านหลังภายในสิ้นทศวรรษนี้ แต่จากการคาดการณ์ปัจจุบัน คาดว่าจะสร้างได้ต่ำกว่าเป้าประมาณ 200,000 หลัง
ในปี 2024-25 ออสเตรเลียสร้างบ้านและอพาร์ตเมนต์ได้ 174,752 หลัง ขณะที่ตัวเลข NOM อยู่ที่ 306,000 คนในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฮาล พอว์สัน จากศูนย์วิจัย City Futures แห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า แนวคิดที่ว่า “ผู้อพยพทุกคนต้องการบ้านใหม่หนึ่งหลัง” เป็นสมมติฐานที่ “ค่อนข้างแปลก”
เขาระบุว่า สิ่งที่ผลักดันความต้องการที่อยู่อาศัยจริง ๆ คือ “จำนวนครัวเรือน” ไม่ใช่จำนวนประชากร โดยชี้ว่า ขนาดเฉลี่ยของครัวเรือนในออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 2.5 คนต่อบ้านหนึ่งหลัง
เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือการย้ายถิ่นไม่ได้เป็นปัจจัยหลักต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียมากอย่างที่หลายคนเชื่อ”
พอว์สันยกตัวอย่างช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ออสเตรเลียปิดพรมแดนและจำนวนผู้อพยพลดลงอย่างมาก แต่ราคาบ้านและค่าเช่ายังคงเพิ่มขึ้น เพื่อสะท้อนว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนมากกว่าที่หลายฝ่ายวิเคราะห์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศ หรือ NOM ถูกจับตามองจากนักการเมืองสายอนุรักษนิยมบางส่วนที่วิจารณ์ว่าตัวเลขพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงการกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงก่อนปี 2020 มากกว่า
ตัวเลข NOM เคยลดลงไปถึงติดลบ 94,000 คน ในช่วงสูงสุดของการระบาดโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม 2021 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังออสเตรเลียเปิดพรมแดนอีกครั้ง
ตัวเลขดังกล่าวแตะระดับสูงสุดที่ 555,000 คน ในเดือนกันยายน 2023 และค่อย ๆ ลดลงหลังจากนั้น โดยสำนักงานสถิติออสเตรเลียระบุว่า NOM อยู่ที่ 306,000 คน ในปีงบประมาณ 2024-25
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังคาดว่า ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเหลือ 260,000 คนในปีนี้ แต่ในคืนแถลงงบประมาณ ได้ปรับประมาณการใหม่เป็น 295,000 คน และเพิ่มตัวเลขผู้อพยพรวมอีก 55,000 คนในช่วงประมาณการล่วงหน้า

แมทธิว โบวส์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันกราทแทน ( Grattan Institute) เตือนว่า การลดจำนวนผู้อพยพอาจทำให้ออสเตรเลียสูญเสียการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ “ชาวออสเตรเลียอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ลง”
เขากล่าวว่า “เราต้องระมัดระวังอย่างมากกับการเปลี่ยนนโยบายที่กำลังพูดถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การย้ายถิ่นมีบทบาททั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในออสเตรเลีย”
พร้อมระบุว่า ผู้อพยพย้ายถิ่นมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มแรงงานในบางภาคส่วนที่ออสเตรเลียไม่สามารถหาแรงงานภายในประเทศได้เพียงพอ และยังช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
ฝ่ายค้านเสนออะไรเพื่อแก้วิกฤตที่อยู่อาศัย
ด้านนโยบายที่อยู่อาศัย พรรคฝ่ายค้านให้คำมั่นว่าจะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนระบบน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และถนน
เพื่อช่วยปลดล็อกการสร้างบ้านใหม่ 400,000 หลัง ขณะที่รัฐบาลแรงงานประกาศเพิ่มงบอีก 2,000 ล้านดอลลาร์ในคืนแถลงงบประมาณ ให้กับกองทุนลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งมีวงเงินเดิม 1,500 ล้านดอลลาร์
ฝ่ายค้านยังระบุว่าจะลดต้นทุนการสร้างบ้านใหม่ลง 70,000 ดอลลาร์ ผ่านการลดขั้นตอนกฎระเบียบภายใต้ National Construction Code
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ฮาล พอว์สัน เรียกร้องให้ฝ่ายค้านชี้แจงว่า จะตัดกฎระเบียบส่วนใดออก พร้อมเตือนว่า การผ่อนคลายมาตรฐานอาคารอาจมีความเสี่ยง
เขากล่าวว่า “ผมค่อนข้างระมัดระวังกับเรื่องนี้ เพราะการลดมาตรฐานก่อสร้าง ซึ่งออสเตรเลียและหลายประเทศเคยลองมาแล้ว บางครั้งนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงโดยไม่ตั้งใจ”
โดยยกตัวอย่าง “วิกฤตอาคารรั่วซึมในนิวซีแลนด์” และ “ปัญหาวัสดุหุ้มอาคารติดไฟในสหราชอาณาจักร” ว่าเป็นกรณีที่หลายฝ่าย “เสียใจภายหลัง” จากการผ่อนคลายมาตรฐานก่อสร้าง
นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านยังมีแผนตัดงบโครงการด้านที่อยู่อาศัยหลายโครงการ เพื่อนำเงินไปเน้นด้านการเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัยแทน
โครงการที่อาจถูกตัดรวมถึง Housing Australia Future Fund (HAFF) ซึ่งลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างบ้านสาธารณะและบ้านราคาย่อมเยา 40,000 หลัง
รวมถึงโครงการ Build to Rent และ Help to Buy ซึ่งเป็นโครงการช่วยผู้ซื้อบ้านหลังแรกผ่านระบบร่วมถือหุ้นกับรัฐบาล
โครงการ Build to Rent เป็นมาตรการจูงใจให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัยสำหรับปล่อยเช่าโดยเฉพาะ ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี และกำหนดให้ไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของโครงการต้องเป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา
ฮาล พอว์สัน ระบุว่า ภาคส่วนนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและเริ่มมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัย เขาจึงมองว่า การเปลี่ยนนโยบายที่ช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งนี้ “ไม่สมเหตุสมผล”
ด้านแมทธิว โบวส์ กล่าวว่า หากฝ่ายค้านยกเลิกกองทุน Housing Australia Future Fund หรือ HAFF อาจทำให้ปัญหาคนไร้บ้านรุนแรงขึ้น เนื่องจากที่อยู่อาศัยสาธารณะไม่สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรได้ทัน
เขาระบุว่า นั่นจะหมายถึงการไม่แก้ปัญหาความยากลำบากที่คนรายได้น้อยกำลังเผชิญจากค่าที่อยู่อาศัยที่สูงมากในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน พอว์สันมองว่า พรรคแรงงานและฝ่ายค้านใช้ “เครื่องมือคนละแบบ” ในการแก้ปัญหาอุปทานและอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัย
เขากล่าวว่า รัฐบาลแรงงานมุ่งแก้ปัญหาความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ผ่านการเพิ่มอุปทาน เช่น การลงทุนสร้างบ้าน รวมถึงการทำงานร่วมกับรัฐบาลรัฐต่าง ๆ เพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการอนุมัติและข้อจำกัดด้านผังเมือง ซึ่งเริ่มเห็นผลแล้วบางส่วน
นอกจากนี้ งบประมาณล่าสุดยังขยายแนวทางไปสู่การจัดการ “ฝั่งอุปสงค์” ด้วยการปรับสิทธิประโยชน์ภาษีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (CGT) และจำกัดสิทธิ์ negative gearing ให้เน้นเฉพาะบ้านสร้างใหม่
พอว์สันระบุว่า แม้ฝ่ายค้านจะเห็นด้วยว่าต้องแก้ทั้งอุปทานและอุปสงค์ แต่แนวทางของฝ่ายค้านคือการปลดล็อกพื้นที่ที่ยังสร้างบ้านไม่ได้เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐาน และลดการเติบโตของประชากรผ่านการลดจำนวนผู้อพยพ
เขายังมองว่า การที่ฝ่ายค้านคัดค้านการเปลี่ยนแปลง CGT และ negative gearing ซึ่งประกาศว่าจะยกเลิกหากชนะเลือกตั้งนั้น “ไม่สมเหตุสมผล” เพราะละเลยแรงจูงใจทางการเงินที่ผลักดันให้นักลงทุนแห่ซื้อบ้านเก่าในตลาดจำนวนจำกัด
เขากล่าวว่า “ถ้ามองอย่างมีเหตุผล ก็ต้องยอมรับว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาบ้านในออสเตรเลียสูงเกินไป ไม่ใช่แค่จำนวนคนที่ย้ายเข้าประเทศ”
พร้อมระบุว่า ประมาณร้อยละ 80 ของอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนปล่อยเช่าซื้อ เป็นบ้านที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่บ้านสร้างใหม่
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม





