สรุปประเด็น
- คาดว่าจะสามารถมองเห็นดาวตกได้ทุกชั่วโมง ระหว่างเวลา 23.00–06.00 น. (ตามเวลา AEST)
- ซีกโลกใต้จะมองเห็นดาวตกได้น้อยกว่าซีกโลกเหนือ
หนึ่งในปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่เก่าแก่ที่สุดกำลังจะกลับมาให้ชมอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน
ฝนดาวตกไลริด (Lyrid meteor shower) ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ 2,700 ปีที่แล้ว จะกลับมาเกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนเมษายน
และระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 เมษายน ผู้ที่ชื่นชอบการดูดาวจะมีโอกาสได้ชมปรากฏการณ์นี้ แม้ว่าบางพื้นที่อาจมองเห็นได้ชัดเจนกว่าพื้นที่อื่น
ฝนดาวตกไลริดคืออะไร?
แม้ฝนดาวตกไลริดมักถูกกลบความสนใจโดยปรากฏการณ์ท้องฟ้าขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี เช่น ฝนดาวตกเจมินิด แต่ไลริดยังคงมีความสำคัญจากการเป็นหนึ่งในฝนดาวตกที่มีการบันทึกเก่าแก่ที่สุด
ฝนดาวตกไลริดเกิดจากฝุ่นและเศษซากที่หลงเหลือในเส้นทางโคจรของดาวหาง C/1861 G1 (Thatcher) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 415 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม ในทุกเดือนเมษายน โลกจะเคลื่อนผ่านแนวเศษซากของดาวหางนี้
เมื่อเศษฝุ่นดังกล่าวพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก จะเกิดการเผาไหม้และสลายตัว ทำให้เกิดแสงสว่างเป็นเส้นพาดผ่านท้องฟ้า หรือที่เราเห็นเป็น “ดาวตก” นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม

Settlement Guide: ชมฟ้าส่องดาวในออสเตรเลีย
ดร.ลอรา ดรีสเซน จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์อธิบายว่า ในแต่ละปีโลกจะเคลื่อนผ่านแนวเศษซากของดาวหางในตำแหน่งที่แตกต่างกันเล็กน้อย และแนวเศษซากดังกล่าวจะค่อย ๆ กระจายตัวออกเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจำนวนดาวตกจากดาวหางจึงเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี
ทั้งนี้ ยังต้องใช้เวลาอีกราว 200 ปี ก่อนที่ดาวหางแธตเชอร์จะโคจรผ่านอีกครั้ง และเติมเต็มแนวฝุ่นใหม่
“ฝนดาวตกไลริดมีความพิเศษมาก เพราะมีบันทึกในเอกสารจีนว่ามีการสังเกตเห็นตั้งแต่ปี 687 ก่อนคริสตกาล นั่นหมายความว่ามนุษย์เฝ้ามองปรากฏการณ์นี้มาหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นนานก่อนที่เราจะเข้าใจว่าฝนดาวตกคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร” ดร.ดรีสเซน กล่าว
จะมองเห็นฝนดาวตกได้ดีที่สุดที่ไหน?
ศาสตราจารย์จอนตี ฮอร์เนอร์ จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นควีนส์แลนด์ ระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งอยู่ทางตอนเหนือมากเท่าใด ก็จะมีโอกาสเห็นฝนดาวตกได้ชัดเจนมากขึ้น
ผู้ที่อยู่ในบริสเบนมีแนวโน้มจะมองเห็นได้ดีกว่าพื้นที่ทางตอนใต้ เช่น เมลเบิร์น ขณะที่ผู้ที่อยู่ในซิดนีย์และเพิร์ธจะได้ชมในระดับใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทหรือภูมิภาคต่าง ๆ จะมีโอกาสเห็นได้ชัดเจนกว่า เนื่องจากมีมลภาวะทางแสงน้อยกว่าในเขตเมืองใหญ่
แม้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการชมฝนดาวตก แต่การหลีกเลี่ยงแสงไฟจากเมืองจะช่วยให้เห็นได้ชัดขึ้น
ศาสตราจารย์ฮอร์เนอร์อธิบายว่า หากเป็นผู้ที่มีสายตาดี มีประสบการณ์ในการดูดาว และอยู่ในพื้นที่มืดสนิทเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จนสายตาปรับเข้ากับความมืดได้เต็มที่ อาจมองเห็นดาวตกได้สูงสุดราว 6–8 ดวงต่อชั่วโมง
สามารถชมฝนดาวตกได้ช่วงเวลาใด?
หากสามารถตื่นดึกได้ ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการชมฝนดาวตกไลริดคือประมาณเวลา 02.00 น. (ตามเวลา AEST)
อย่างไรก็ตาม อาจเริ่มมองเห็นดาวตกได้ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ไปจนถึง 06.00 น.
หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ผู้สังเกตการณ์อาจเห็นดาวตกได้ประมาณ 5–15 ดวงต่อชั่วโมง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ที่อยู่ในซีกโลกใต้อาจมองเห็นปรากฏการณ์ได้ไม่ชัดเจนเท่าซีกโลกเหนือ แต่ก็ยังคงมีโอกาสรับชมได้
นอกจากนี้ ในบางช่วงเวลาประมาณทุก ๆ 60 ปี ฝนดาวตกไลริดอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “พายุดาวตก” ที่สามารถเห็นดาวตกได้หลายสิบดวงต่อชั่วโมง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 1982
ในช่วงดังกล่าว อาจมีโอกาสเห็นดาวตกที่สว่างเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่า “ไฟร์บอล” ซึ่งเกิดจากเศษซากที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก
มีปรากฏการณ์ท้องฟ้าอื่น ๆ ให้ชมอีกหรือไม่?
ศาสตราจารย์ฮอร์เนอร์ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ดาวเสาร์ ดาวพุธ และดาวอังคารจะเคลื่อนมาอยู่ใกล้กันมากขึ้น และในช่วงประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เขาระบุว่า ในช่วงประมาณสัปดาห์นี้ ผู้ชมท้องฟ้าจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่ดาวเคราะห์ทั้งสามดวงมาเรียงตัวใกล้กัน โดยในช่วงเช้าของวันถัดไป ดวงจันทร์จะอยู่ใกล้เคียงด้วย ก่อนจะเคลื่อนออกไป
นอกจากนี้ ยังมีฝนดาวตกอีตาอควอริด (Eta Aquariid) ซึ่งคาดว่าจะถึงช่วงพีคในเดือนหน้า และจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการชมความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม





