SKIP TO MAIN CONTENT

Thai Voice: จอชชัว แอทคินสัน นักกรีฑาไทย-ออสเตรเลีย ที่คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026

Athletics - 20th Asian Games Aichi-Nagoya: Day 7
NAGOYA, JAPAN - SEPTEMBER 26: Gold medalist Joshua Atkinson of Thailand celebrates victory during the Athletics Men's 400m Final on day seven of the 20th Asian Games Aichi-Nagoya at Nagoya City Mizuho Park Athletic Stadium on September 26, 2026 in Nagoya, Aichi, Japan. (Photo by Andy Cheung/Getty Images) Credit: Andy Cheung/Getty Images

จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน นักกรีฑาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย คว้าเหรียญทองวิ่ง 400 เมตรในการแข่งขันระดับนานาชาติ หลังเร่งแซงคู่แข่งในช่วงท้ายของการแข่งขัน ก่อนสร้างความสนใจในโลกออนไลน์จากเหตุการณ์ที่เขาไม่มีธงชาติไทยในช่วงฉลองชัยชนะบนสนาม


Published

By Chayada Powell

Presented by Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน นักกรีฑาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย คว้าเหรียญทองวิ่ง 400 เมตรในการแข่งขันระดับนานาชาติ หลังเร่งแซงคู่แข่งในช่วงท้ายของการแข่งขัน ก่อนสร้างความสนใจในโลกออนไลน์จากเหตุการณ์ที่เขาไม่มีธงชาติไทยในช่วงฉลองชัยชนะบนสนาม


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

จอชชัวเกิดที่นครซิดนีย์และเติบโตในออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่ แม้จะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วงวัยเด็กประมาณสี่ปี จุดเริ่มต้นของการวิ่งมาจากการแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนในญี่ปุ่น ขณะที่เขายังเล่นฟุตบอลควบคู่กันไป หลังย้ายกลับออสเตรเลียในปี 2011 พ่อแม่ได้พาเขาเข้าสู่สโมสรกรีฑา และนับจากนั้นเขาก็เริ่มฝึกอย่างจริงจัง โดยมีโค้ชคนเดิมดูแลมาตลอดราว 12 ปี

จอชชัวบอกว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาจากการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากโค้ชและครอบครัวที่คอยสนับสนุน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เชื่อมั่นและสนับสนุนเขามาตั้งแต่เด็ก ขณะที่ปัจจุบันเขาฝึกซ้อมเกือบทุกวัน ทั้งการวิ่งในลู่วิ่งและการเข้ายิม โดยซ้อมในลู่วิ่งประมาณ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และเข้ายิมอีก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

เดิมทีจอชชัวเคยเน้นการแข่งขันระยะไกล แต่เมื่อร่างกายและความสนใจเปลี่ยนไป เขาค่อย ๆ หันมาเน้นการวิ่งระยะสั้น โดยเฉพาะ 400 เมตร และบอกว่าการได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ เป็นจุดที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินมาถูกทาง

การตัดสินใจลงแข่งขันในนามทีมชาติไทยเริ่มต้นจากคุณแม่ของเขา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในการติดต่อกับสมาคมกีฬาของไทย ก่อนที่ทั้งคู่จะได้พบกับเจ้าหน้าที่ระหว่างเดินทางไปประเทศไทย และพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการเป็นตัวแทนไทย เมื่อพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียต่าง ๆ จอชชัวบอกว่า เขารู้สึกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับตัวเอง

เขายังมองว่าการเป็นนักกีฬาที่มีเชื้อสายไทยและได้ลงแข่งขันในระดับนานาชาติ เป็นโอกาสที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นต่อไป โดยเฉพาะในกีฬาที่ประเทศไทยอาจยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักในระดับโลก พร้อมย้ำว่าเด็กไทยก็สามารถประสบความสำเร็จในกีฬากรีฑาได้ หากมีทั้งความมุ่งมั่นและการฝึกฝน

การปรับตัวกับการฝึกซ้อมในประเทศไทยในช่วงแรกไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อน แต่จอชชัวบอกว่าร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวได้เมื่อเดินทางมาประเทศไทยบ่อยขึ้น ปัจจุบันเขาพักและฝึกซ้อมร่วมกับทีมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเขาบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องที่พัก อาหาร และการใช้ชีวิตร่วมกับนักกีฬาคนอื่น ๆ

ด้านภาษา จอชชัวยอมรับว่ายังต้องพัฒนาภาษาไทยอีกมาก แม้จะสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ในระดับหนึ่ง และมีเพื่อนร่วมทีมที่พูดภาษาอังกฤษได้ เขาบอกว่าในอนาคตตั้งใจว่าจะพูดภาษาไทยให้คล่อง และมองว่าการเรียนภาษาเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องทำให้ได้

สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 400 เมตร จอชชัวเล่าว่าตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาเขาพยายามจินตนาการถึงการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศและการขึ้นโพเดียม โดยเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะคว้าอันดับหนึ่งได้ แต่ในระหว่างการแข่งขัน เขาพยายามโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้

ในช่วงประมาณ 80 เมตรสุดท้าย จอชชัวเห็นว่าคู่แข่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร จนเริ่มสงสัยว่าจะไล่ทันหรือไม่ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วง 50 และ 40 เมตรสุดท้าย เขาเริ่มเห็นว่าระยะห่างลดลง จึงพยายามเร่งความเร็วต่อไปจนสามารถแซงคู่แข่งได้ในช่วงท้ายและคว้าเหรียญทอง

จอชชัวยอมรับว่าเวลาที่ทำได้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดที่เขาหวังไว้ แต่พอใจกับผลการแข่งขันและตำแหน่งแชมป์อย่างมาก โดยเขาเพิ่งแน่ใจว่าตัวเองคว้าเหรียญทองเมื่อเห็นภาพจากกล้องบนจอและผลการแข่งขันที่ยืนยันชื่อของเขาเป็นอันดับหนึ่ง

หลังการแข่งขันยังเกิดกระแสพูดถึงกรณีที่ไม่มีธงชาติไทยให้จอชชัวถือในช่วงฉลองชัยชนะ เขาบอกว่าในตอนนั้นรู้สึกผิดหวังและหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะคาดว่าจะมีธงชาติอยู่ แต่ก็เลือกที่จะไม่ติดอยู่กับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ และเดินหน้าต่อไป โดยระบุว่าเท่าที่เขาทราบ ทางสมาคมรับรู้แล้วว่าเกิดความผิดพลาดขึ้น

หลังเรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ จอชชัวบอกว่าได้รับข้อความให้กำลังใจจากผู้คนจำนวนมาก ทั้งคำแสดงความยินดีและข้อความที่บอกว่าภูมิใจในตัวเขา เขาพยายามตอบกลับข้อความจากผู้สนับสนุน และบอกว่าความรู้สึกที่ได้รับจากแฟนกีฬาถือเป็นประสบการณ์ที่ดีและทำให้เขารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานี้

หลังจบการแข่งขันครั้งนี้ จอชชัวมีภารกิจลงแข่งวิ่งผลัด 4x400 เมตรชาย ก่อนจะพักจากฤดูกาลและกลับไปวางแผนกับโค้ชสำหรับปีถัดไป ขณะที่เป้าหมายระยะยาวของเขาคือการผ่านการคัดเลือกไปแข่งขันโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2028 และมองไปถึงโอลิมปิกปี 2032 ด้วย

จอชชัวบอกว่าเขาและโค้ชกำลังวางแผนการฝึกซ้อมแบบปีต่อปี เพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอมรับว่ายังมีการแข่งขันและขั้นตอนอีกมากที่ต้องผ่าน รวมถึงการทำเวลาให้ได้ตามเกณฑ์คัดเลือกโอลิมปิก แต่เหรียญทองครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางที่เขาวางไว้

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now