ในวันที่เมื่อเอมี เบลน (Amy Blain) ย้ายมาอาศัยในออสเตรเลียจากสหราชอาณาจักร เรื่องไฟป่าแทบไม่เคยอยู่ในความคิดของเธอเลย
จนกระทั่งเธอเผชิญหน้ากับไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองเบอร์มากุย รัฐนิวเซาท์เวลส์ ในปี 2019
“มันเป็นประสบการณ์ที่บอบช้ำทางจิตใจอย่างมาก ตอนนั้นเรามีลูกเล็กเพิ่งแรกเกิด และลูกอีกคนอายุเพียง 6 ขวบ เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ตอนนั้น เราตื่นขึ้นมาตอน 7 โมงเช้า แล้วท้องฟ้าก็มืดสนิท เราก็ต้องอพยพออกจากพื้นที่กันแล้ว แต่ก่อนจะออกไป ระบบกรองน้ำก็ใช้งานไม่ได้ เครือข่ายโทรคมนาคมล่ม ระบบบำบัดน้ำเสียเสียหาย ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่มีน้ำขาย มันให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่สุดจริง ๆ” เธอเล่า
หลังจากอพยพออกมา ครอบครัวของเธอขับรถไปยังกรุงแคนเบอร์รา
ซึ่งเป็นเมืองเดียวกับที่เคยเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ส่งผลให้บ้านเรือนกว่า 500 หลังถูกทำลาย และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย
ในประเด็นเรื่องไฟป่าเช่นนี้ ศาสตราจารย์เดวิด โบว์แมน (Professor David Bowman) จากศูนย์วิจัยไฟป่าแห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ระบุว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นถือเป็น “การรอดพ้นหายนะแบบเฉียดฉิว” แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น ในปีนี้ เขาเตือนว่า สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น อาจกำลังรออยู่ สำหรับเมืองต่าง ๆ ในออสเตรเลีย
“มันอาจเลวร้ายกว่านี้มาก ๆ สิ่งที่ช่วยลดความรุนแรงลงได้ในตอนนั้นเป็นเพียงปัจจัยเอื้อบางอย่างเท่านั้น หากไม่เช่นนั้นมันอาจกลายเป็นเหตุไฟไหม้ระดับหายนะที่โลกจะต้องตะลึง และคำถามก็คือ เรากำลังอาศัยโชคช่วยอยู่หรือเปล่า ที่จำเป็นในตอนนี้คือ เราต้องลงทุนกับพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองกับป่า เพื่อทำให้เมืองและชุมชนปลอดภัย และตราบใดที่เรายังไม่ลงมือทำ เราก็เหมือนกำลังวางเดิมพัน และวันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า โชคไม่เข้าข้างเราในการการเดิมพันครั้งนี้” ศ.โบว์แมนกล่าว
รายงานฉบับใหม่ ที่จัดทำร่วมกันโดยอดีตผู้บัญชาการดับเพลิงของออสเตรเลีย และ Climate Council ระบุว่า นี่เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่เมืองใหญ่บางแห่งในออสเตรเลียจะเผชิญกับภัยพิบัติ ในระดับเดียวกันกับเหตุไฟไหม้ลอสแอนเจลิสในปี 2025
ทางด้าน เกร็ก มัลลินส์ (Greg Mullins) อดีตผู้บัญชาการ Fire and Rescue New South Wales กล่าวว่า พื้นที่โดยรอบเมืองใหญ่ของออสเตรเลียมีลักษณะคล้ายคลึงกับลอสแอนเจลิสอย่างมาก
“เราได้ศึกษาพื้นที่อย่างเทือกเขาบลูเมาน์เทนส์ ชายฝั่งตอนกลางของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ชานเมืองซิดนีย์ เทือกเขา Yarra Ranges, Dandenongs, เนินเขาแอดิเลด, เนินเขาเพิร์ท รวมถึงพื้นที่รอบโฮบาร์ต และแน่นอนว่าแคนเบอร์รา ซึ่งล้วนมีลักษณะร่วมกับลอสแอนเจลิส คือเป็นภูเขาสูงชัน มีป่าไม้หนาทึบ มีสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่า ซึ่งรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีบางวันที่ลมแรงและสภาพอากาศอันตรายถึงขั้นหายนะ” อดีตผู้บัญชาการ มัลลินส์เล่า
ศาสตราจารย์โบว์แมนกล่าวว่า ในบางแง่มุม เมืองต่าง ๆ ในออสเตรเลียอาจเปราะบางยิ่งกว่าเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนียเสียอีก
“บางครั้งเรามีสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่ารุนแรงยิ่งกว่าแคลิฟอร์เนียเสียอีก เรามีพื้นที่ทะเลทรายภายในประเทศเหมือนกัน และอากาศร้อนจากทะเลทรายเหล่านั้นสามารถพัดกระหน่ำออกมาพร้อมลมแรง ราวกับไดร์เป่าผมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้ทุกอย่างแห้งผากในเวลาอันรวดเร็ว” เขาเสริม
ปัจจุบัน มีประชาชนในออสเตรเลียมากถึง 6.9 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในเขตเสี่ยงไฟไหม้บริเวณแนวขอบเมือง
ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2000
อดีตผู้บัญชาการ มัลลินส์ ซึ่งเคยร่วมปฏิบัติการรับมือไฟป่า “Black Summer” ในช่วงปี 2019–2020 กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ก่อให้เกิดไฟโดยตรง แต่ทำให้เกิดเงื่อนไขที่ทำให้ไฟรุนแรงขึ้น ลุกลามกว้างขึ้น และเกิดบ่อยขึ้น การเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ คือสิ่งที่ก่อปัญหานี้ และกำลังทำลายโลกของเราที่จะส่งต่อให้กับลูกหลานในอนาคต” เขากล่าว
ทางด้าน เอมี เบลน กล่าวว่า เธอหวังว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นต้องเผชิญความหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่เธอเคยพบเจอ
“รัฐบาลเคยบอกเราว่าภัยพิบัติเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทับซ้อน และพร้อมกัน ดังนั้น ตอนนี้เราจำเป็นต้องเห็นรัฐบาลเริ่มลงมือทำ เพื่อให้สถานการณ์เลวร้ายน้อยลง และหันมาลงทุนให้กับชุมชน เพื่อให้เรารู้สึกปลอดภัย เพราะรายงานฉบับนี้เป็นสิ่งที่น่าตกใจอย่างยิ่ง” เธอกล่าว
ในขณะที่หลายพื้นที่ของออสเตรเลียกำลังเตรียมรับมือกับอากาศร้อนจัดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยนักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส จากสำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย ไมเคิล เอฟรอน (Michael Efron) ระบุว่า ได้มีการประกาศเตือนคลื่นความร้อนรุนแรงในบางพื้นที่ของ ACT ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ และทางตะวันออกของรัฐวิกตอเรียแล้ว
“เรากำลังเผชิญสภาพคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2019–2020 และแน่นอนว่าสิ่งนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากไฟไหม้” เอฟรอนกล่าว











