บ่ายวันเสาร์กลางเดือนกุมภาพันธ์ อากาศในนครเมลเบิร์นยังคงร้อนอบอ้าว ระหว่างการเดินทางไปทำงานในพื้นที่ส่วนภูมิภาค เราได้พบกับหญิงไทยที่แต่งตัวด้วยสีสันสดใสคนหนึ่งโดยบังเอิญ
บทสนทนาแบบไม่ตั้งใจในวันนั้น ทำให้เราได้ยินเรื่องราวชีวิตที่ไม่ธรรมดาของ "แม่แจ่ม" จำปี เชสสัน แล้วเราก็ขอให้เธอเล่าเรื่องราวการเดินทางชีวิตของเธอให้ฟังระหว่างวงส้มตำ
“ป้าทำงานตั้งแต่ 11 ขวบ กวาดเศษขวดที่โรงงานกระทิงแดง” จำปี ท้าวความชีวิตของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
จำปีต้องจากบ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วัยเด็กในโรงงานที่พ่อของเธอฝากงานให้ เธอทำงานที่นั่นจนถึงวัยสาว จึงเปลี่ยนมาทำงานงานปักเลื่อมชุดราตรีที่ประตูน้ำ แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับการตัดเย็บมาก่อน
"เจ้านายสอนให้ปัก เจ้านายวาดรูปชุดสวยๆ ชุดราตรี แล้วเราก็ปักเลื่อมปักเป็นเพชร ส่งฮ่องกงส่งไปต่างประเทศ ปักจนตาตุ่มดำไปหมด ก็ทำอยู่นั่นหลายปีเหมือนกัน"
หลังจากนั้นไม่นาน จำปี ตัดสินใจเดินทางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในออสเตรเลียจากคำแนะนำของเพื่อน
อ่านเพิ่มเติม

My Journey: สาวแกร่งแห่งวงการมะม่วงในออสเตรเลีย
เริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน
จำปีเดินทางมาถึงออสเตรเลียในปี 1988 ชีวิตของเธอไม่ต่างจากผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องเริ่มต้นใหม่ เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากศูนย์ และหางานทำไปพร้อมกับการปรับตัวกับชีวิตในประเทศที่ไม่คุ้นเคย
เธอเล่าว่างานแรกของเธอในออสเตรเลียได้มาจากการช่วยเหลือของซีอีเอส (Commonwealth Employment Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดหางานของรัฐบาลออสเตรเลียที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อช่วยจับคู่แรงงานกับนายจ้างในช่วงที่ประเทศต้องการแรงงานจำนวนมาก
“สมัยนั้นไม่มีเซนเตอร์ลิงก์ มีแต่ซีอีเอส เขาพาไปหางาน สอนให้เรากรอกใบสมัครแล้วก็ได้งานค่ะ”
เธอทำงานที่บริษัทแรกประมาณห้าถึงหกเดือน ก่อนจะลาออกเพราะย้ายบ้านทำให้การเดินทางไม่สะดวก
ไม่นานหลังจากนั้น เพื่อนบ้านได้แนะนำให้เธอไปสมัครงานแต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน หรือทำอะไร บอกเพียงแค่ว่าเป็นโปรเจกใหญ่และรับคนงานทำ 7-8 เดือนเท่านั้น
จำปีเล่าว่าตอนแรกเธอและสามีกังวลว่าจะไม่สามารถสมัครงานนี้ได้เพราะทักษะภาษาอังกฤษของเธอยังไม่ดีนัก
สามีป้าบอกว่าแฟนฉันพูดอังกฤษไม่ได้ แต่เพื่อนบ้านเขาบอกว่า งานนี้ไม่จำเป็นต้องได้ภาษา เขาเอา skillจำปี เชสสัน
วันแรกในห้องแล็บ
จำปีจำได้ว่าตอนสมัครงาน บริษัทเปิดรับคนเพียงไม่กี่คนจากผู้สมัครหลายสิบคน
“มีคนสมัครประมาณ 40 คน เขาเลือกแค่ 7–8 คน”
แม้จะผ่านการคัดเลือก แต่การเริ่มต้นทำงานในห้องแล็บก็ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ไม่น้อย เธอเล่าย้อนความหลังในวันนั้นว่า
"วันแรกที่ไปทำงานก็คิดหนักเหมือนกัน ว่าเราจะทำได้ไหม เพราะมันเป็นแล็บเหมือนพวกห้องเคมี"
ในที่สุดจำปีเข้ามาทำงานในตำแหน่ง lab technical assistant ซึ่งเป็นแผนกที่มีห้องทดลองที่ใช้ผสมและพัฒนาสีสำหรับตลาดสีทาบ้านของบริษัทผลิตสีทาบ้านยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาทั่วโลกอย่าง Dulux
แต่สำหรับหญิงไทยที่เรียนจบเพียง ป.4 การทำงานในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอุปสรรคสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องภาษา
ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมด ป้าก็ต้องเขียนเป็นภาษาไทยไว้ในสมุด ว่าตรงนี้ต้องทำอะไรจำปี เชสสัน
การจดบันทึกและการสังเกตกลายเป็นวิธีที่เธอใช้เรียนรู้ระบบการทำงานในห้องแล็บ เธอค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์จากการทำงานจากที่คิดว่าทำงานแค่ 7-8 เดือน
จนในปีนี้ เธอทำงานที่บริษัทนี้มา 36 ปี และกลายเป็นคนไทยหนึ่งเดียวท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่จบการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัย
อ่านเพิ่มเติม

แบ่งปันประสบการณ์ 4 หญิงไทย สาย STEMM ในแดนจิงโจ้
โลกของสี
ตลอดหลายสิบปีในห้องแล็บ จำปีมีส่วนร่วมในการผสมและพัฒนาสีจำนวนมาก บางครั้งลูกค้านำตัวอย่างสีมาให้ทีมแล็บช่วยจับคู่ให้เหมือนที่สุด
ช่วงแรกที่ตั้งแผนกนี้ขึ้น ทีมต้องทดลองสูตรใหม่เพื่อสร้างเฉดสีที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในตลาดและต้องตั้งชื่อสีที่พัฒนาขึ้นเอง
ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ จำปีมีเฉดสีที่คิดค้นและตั้งชื่อเองอย่างน้อยห้าสี โดยสีที่เธอตั้งชื่อมีอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทยและสิ่งที่เธอเห็นในชีวิตประจำวัน
ป้าจดไว้นะ แต่จำไม่ค่อยได้ว่ามีสีอะไรบ้าง มีหลายสีอยู่ แต่อย่างตุ๊ก ตุ๊ก นี่จำได้จำปี เชสสัน
นอกจากนั้น เธอยังมีสีอื่น ๆ ที่เป็นผลงานของตัวเองอีกหลายสี เช่นเฉดสีเขียวเช่น Highland green หรือ Olive Leaf หรือเฉดสีเหลืองอย่าง Banana Rama เป็นต้น
ความภูมิใจที่ไม่ต้องให้ใครพูดถึง
แม้จะทำงานในบริษัทใหญ่มานานกว่า 3 ทศวรรษ จำปีบอกว่าเธอไม่ค่อยพูดถึงงานของตัวเองกับคนอื่น
“ใครถามเรื่องงาน ป้าก็ไม่เคยพูดว่าทำงานที่ไหน”
เมื่อถูกถามว่ารู้สึกภูมิใจหรือไม่กับเส้นทางชีวิตของตัวเอง เธอตอบพลางกลั้วหัวเราะ
ป้าจบแค่ ป.4 แต่ได้ทำงานกับบริษัทใหญ่ ทำงานกับเด็กที่จบยูนิเวอร์ซิตี้ มันก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันจำปี เชสสัน
วันนี้เธอยังคงทำงานเต็มเวลา และยังไม่มีแผนเกษียณในเร็ว ๆ นี้ เพราะสำหรับจำปี การทำงานกับสีสันหลากหลายเฉดยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เธอสนุกในทุกวัน
“ยังสนุกกับสี มันมีหลายสี มันน่ารัก”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม้เทคโนโลยีในที่ทำงานจะเปลี่ยนไปมาก เธอบอกว่าต้องปรับตัวในการทำงานอยู่เสมอ
แม้กระทั่งการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น และสามารถช่วยเพื่อนร่วมงานได้
ทั้งนี้สิ่งที่เธอยึดมั่นมาตลอดหลายสิบปี คือความตั้งใจในการทำงาน และการให้เกียรติต่อผู้คนรอบตัว
“เราทุ่มเท ซื่อสัตย์กับบริษัทและเคารพงานและเพื่อนร่วมงาน”
ก่อนจบบทสนทนาเราถามเธอว่า วันหนึ่งจะมีเฉดสีม่วงซึ่งเป็นสีโปรดของเธอ ในชื่อ “Jampee” อยู่ในตลาดสีทาบ้านหรือไม่ แม่แจ่ม หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบอย่างอารมณ์ดี
“ตอนนี้อาจจะยังไม่มีหรอกค่ะ แต่อีก 10 ปีข้างหน้า ใครจะไปรู้ใช่ไหมคะ”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram











