SKIP TO MAIN CONTENT

Thai Voice: นักเรียนไทยเผยสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจมาเรียนต่อที่ออสเตรเลีย

ISS of ALC Header Cutout (1).jpg
ข้อมูลล่าสุดจาก Study Melbourne ระบุว่า ในปี 2025 มีนักเรียนต่างชาติประมาณ 322,000 คนลงทะเบียนเรียนในรัฐวิกตอเรีย Credit: Neon Wang/unsplash

เมลเบิร์นยังเป็นเมืองในฝันของนักเรียนต่างชาติอยู่หรือไม่ เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับนายกเทศมนตรีนครเมลเบิร์น นิโคลัส รีซ และนักเรียนไทยในรัฐวิกตอเรีย ถึงโอกาส ความท้าทาย และประสบการณ์การเรียนและใช้ชีวิตในออสเตรเลียในการประชุมสุดยอดนักเรียนต่างชาติ ประจำปี 2026


Published

Updated

By Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

เมลเบิร์นยังเป็นเมืองในฝันของนักเรียนต่างชาติอยู่หรือไม่ เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับนายกเทศมนตรีนครเมลเบิร์น นิโคลัส รีซ และนักเรียนไทยในรัฐวิกตอเรีย ถึงโอกาส ความท้าทาย และประสบการณ์การเรียนและใช้ชีวิตในออสเตรเลียในการประชุมสุดยอดนักเรียนต่างชาติ ประจำปี 2026


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ข้อมูลล่าสุดจาก Study Melbourne ระบุว่า ในปี 202 มีนักเรียนต่างชาติลงทะเบียนเรียนในรัฐวิกตอเรียประมาณ 322,000 คน คิดเป็นร้อยละ 30.5 ของการลงทะเบียนเรียนของนักเรียนต่างชาติทั่วออสเตรเลีย

โดยนักเรียนจากประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 ของกลุ่มสัญชาติที่มีจำนวนการลงทะเบียนเรียนมากที่สุดในรัฐวิกตอเรียคิดเป็นประมาณ 9,900 ราย โดยมีนักเรียนจาก ประเทศอินเดีย จัน และเวียดนามอยู่ใน 3 อันดับแรก

แม้ว่าในปี 2026 อัตราการยื่นและอนุมัติวีซ่านักเรียนจากนอกออสเตรเลียเริ่มสะท้อนความเปลี่ยนแปลงบางประการ เช่น ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2026 มีการยื่นวีซ่านักเรียนเพื่อมาเรียนในรัฐวิกตอเรียประมาณ 24,400 ราย

ลดลงจาก 26,200 รายในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราการอนุมัติวีซ่าลดลงจากร้อยละ 89.8 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 78.7 ในปี 2026

อย่างภายใต้การเปลี่ยนแปลงและปัจจัยภายนอกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคม นครเมลเบิร์นยังเป็นจุดหมายที่น่าสนใจเพียงใดสำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนมาเรียน และมีอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับนิโคลัส รีซ นายกเทศมนตรีนครเมลเบิร์น และนักเรียนไทยในรัฐวิกตอเรีย เพื่อสำรวจทั้งโอกาส ความประทับใจ ความท้าทายในการมาเรียนที่ออสเตรเลีย

เมลเบิร์นเมืองแห่งการศึกษา

นายกเทศมนตรี นครเมลเบิร์น นิโคลัส รีซ กล่าวว่า เมลเบิร์นมองตัวเองเป็น “เมืองแห่งการศึกษา” และการศึกษานานาชาติถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่เมืองมอบให้แก่ประชาคมโลก

เฉพาะในเขตเทศบาลนครเมลเบิร์นเพียงแห่งเดียว มีนักเรียนต่างชาติเกือบ 80,000 คน เขากล่าวว่า นครเมลเบิร์นจึงให้ความสำคัญกับการทำให้นักเรียนเหล่านี้มีประสบการณ์ที่ดี สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น และใช้ชีวิตในช่วงที่กำลังเรียนได้อย่างเต็มที่

สำหรับเมลเบิร์น การมีส่วนช่วยทำให้นักเรียนต่างชาติมีช่วงเวลาที่ดี ได้สร้างความสัมพันธ์ และใช้ชีวิตนักเรียนอย่างเต็มที่ เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเรา
นิโคลัส รีซ นายกเทศมนตรีนครเมลเบิร์น

นายกเทศมนตรี นครเมลเบิร์นระบุว่า ทางเมืองจัดโครงการหลากหลายเพื่อสนับสนุนนักเรียนต่างชาติ ทั้งในด้านสวัสดิภาพ การหางาน การสร้างเครือข่าย และกิจกรรมทางสังคม

์Nicholas Reece of The Big Brief Template 2026 (45).jpg
นิโคลัส รีซ นายกเทศมนตรีนครเมลเบิร์นให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส ไทย ในการประชุมสุดยอดนักเรียนต่างประเทศ 2026 ณ. นครเมลเบิร์น Credit: SBS Thai

หนึ่งในนั้นคือโครงการ International Student Ambassador ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเมือง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดง คอนเสิร์ต งานเชื่อมโยงนักเรียนกับนายจ้าง และกิจกรรมสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง

และยังมีการสนับสนุนบริการอย่าง The Couch ซึ่งจัดอาหารฟรีและเป็นพื้นที่ให้นักเรียนต่างชาติได้พบปะกัน

“เรามีโครงการครบทุกด้าน และทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมลเบิร์นสำหรับนักเรียน”

รีซกล่าวว่านครเมลเบิร์นได้รับการยอมรับในฐานะเมืองนักศึกษาชั้นนำ เพราะสามารถมอบได้ทั้งการศึกษาที่มีคุณภาพและประสบการณ์นอกห้องเรียนซึ่งอาจต่อยอดไปสู่อาชีพและการตั้งถิ่นฐานถาวรในออสเตรเลียได้ในอนาคต

เขายกตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารเกาหลี Mr Bap ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตนักเรียนต่างชาติชาวเกาหลีสองคน หลังจากทั้งคู่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจร้านอาหารเกาหลีซึ่งขยายสาขาไปทั่วออสเตรเลีย

นักเรียนต่างชาติกับความท้าทายด้านค่าครองชีพ

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันจากค่าครองชีพ นายกเทศมนตรีรีซ ยอมรับว่า นี่เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดที่ประชาชนในออสเตรเลียและหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ

เขากล่าวว่า เมลเบิร์นมีที่พักอาศัยคุณภาพดีให้เลือกหลากหลาย รวมถึงมีร้านอาหารจำนวนมากที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารในราคาที่แตกต่างกันได้

นครเมลเบิร์นยังขยายโครงการแจกอาหาร โดยตั้งเป้าจัดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการฟรีมากกว่า 2 ล้านมื้อในปีนี้ ขณะที่การเดินทางด้วยรถรางภายในเขต Free Tram Zone ใจกลางเมืองไม่มีค่าใช้จ่าย

“เรากำลังพยายามช่วยในส่วนที่ทำได้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของนักเรียน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับ พิตา นักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัย RMIT เปิดเผยว่าค่าเช่าบ้านยังคงเป็นหนึ่งในภาระที่หนักที่สุดของการใช้ชีวิตในเมลเบิร์น ซึ่งเธอมองว่าเป็นราคาที่สูงเมื่อเทียบกับสภาพของที่พัก

ตอนนี้หนูจ่ายค่าเช่าที่พักสำหรับการอยู่คนเดียวประมาณ 400 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์
พิตา

พิตายังเตือนว่า ข้อมูลเกี่ยวกับค่าที่พักที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์บางครั้งอาจทำให้ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยประเมินค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะราคาที่นำเสนอจำนวนมากเป็นราคาของห้องในบ้านแชร์ ไม่ใช่ที่พักสำหรับอยู่คนเดียว

“บางคนเอาค่าบ้านที่นี่ไปเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ แต่ใช้คนละเกณฑ์กัน ที่กรุงเทพฯ ราคานั้นอาจหมายถึงการอยู่คนเดียว แต่ที่นี่อาจเป็นราคาของบ้านแชร์ และบางครั้งยังอยู่นอกเมืองด้วย”

เรียนจบ หาทำงานต่อยังเป็นไปได้หรือไม่

พิตากล่าวว่า นักเรียนไทยบางส่วนเดินทางมาออสเตรเลียโดยคาดหวังว่า การเรียนต่ออาจเป็นเส้นทางสู่การทำงานและการตั้งถิ่นฐานถาวรในออสเตรเลีย

แต่สำหรับนักเรียนต่างชาติที่กำลังเรียนอยู่ในเมลเบิร์นอย่าง พิตา มองว่า ยังมีช่องว่างด้านข้อมูลอยู่มาก และออสเตรเลียมักถูกนำเสนอในลักษณะที่สวยงามเกินจริง

“หลายคนคิดว่า ขอเพียงมาเรียนและทำงานในอาชีพที่ขาดแคลน ก็จะสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างสบาย แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดเรื่องวีซ่าและเงื่อนไขอีกมาก”

เส้นทางที่อาศัยการสนับสนุนจากนายจ้างอาจผูกผู้สมัครไว้กับงานและนายจ้างรายหนึ่งเป็นเวลานาน ส่วนวีซ่าทักษะบางประเภทก็ต้องแข่งขันกับผู้สมัครจากหลายประเทศ และไม่มีหลักประกันว่าผู้สมัครทุกคนจะได้รับเชิญให้ยื่นขอวีซ่า

“ไม่มีอะไรรับประกันได้เลย หลายคนอาจถูกดึงเข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะออสเตรเลียต้องการแรงงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเส้นทางให้ทุกคนอยู่ต่ออย่างแน่นอน”

เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า เมื่อค่าเล่าเรียนของนักเรียนต่างชาติสูงกว่านักเรียนภายในประเทศอย่างมาก โอกาสด้านการทำงานที่ได้รับหลังสำเร็จการศึกษามีความสมดุลกับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่

“หลายคนน่าจะต้องคิดหนักว่า จะมาเรียนต่อจริงไหม ในเมื่อทุกอย่างแพงขึ้น แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะได้งานทำหรือได้อยู่ต่อ”

ค่าวีซ่าแพงกระทบนักเรียนไทยอย่างไร

ผิง และ เหลียง ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านการประกอบอาหารในออสเตรเลีย มองว่า ประสบการณ์การเรียนในต่างประเทศยังมีคุณค่า แต่ผู้ที่หวังใช้การศึกษาเป็นเส้นทางไปสู่การพำนักถาวรจำเป็นต้องเตรียมตัวมากกว่าที่ผ่านมา

ผิงกล่าวว่า เธอยังคงแนะนำให้มาเรียน หากมีโอกาส เพราะการใช้ชีวิตในต่างประเทศช่วยเปิดโลกและมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ

“ถ้ามีโอกาสก็อยากแนะนำให้มา เพราะจะได้เห็นโลกกว้าง แต่ถ้าคิดว่าจะหาทางอยู่ต่อ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ก่อนมา”

เหลียงมองว่า ความยากของระบบวีซ่าอาจทำให้นักเรียนบางส่วนหันไปพิจารณาประเทศอื่นที่มองว่ามีโอกาสในการอยู่ต่อมากกว่า

มันทำให้คนที่จะมาเริ่มรู้สึกว่าโอกาสน้อยลง จนอาจคิดว่าจะเปลี่ยนไปเลือกประเทศอื่นที่มีเส้นทางชัดเจนกว่าหรือไม่
เหลียง

การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าอย่างกะทันหันยังส่งผลโดยตรงต่อนักเรียนที่ต้องทำงานเพื่อสะสมเงินสำหรับยื่นวีซ่าครั้งถัดไป

ผิงกล่าวว่า

“พอค่าวีซ่าเปลี่ยนขึ้นมา เราก็ทำงานเก็บเงินไม่ทัน มันเพิ่มภาระ และต้องพยายามหาวีซ่าตัวอื่นเพื่ออยู่ต่อ”

เหลียงเสริมว่า นักเรียนต่างชาติมีข้อจำกัดเรื่องชั่วโมงทำงานอยู่แล้ว เมื่อค่าธรรมเนียมวีซ่าเพิ่มขึ้น หลายคนจึงไม่สามารถหาเงินได้ทันและเลือกเดินทางกลับประเทศ

แม้เส้นทางสู่การพำนักถาวรจะยากขึ้น ทั้งสองคนยังมองว่า การลงทุนมาเรียนไม่ได้สูญเปล่าเสียทั้งหมด

“ต่อให้สุดท้ายต้องกลับไทยก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราได้อะไรจากที่นี่เยอะ แต่ถ้าคิดว่าจะเดินเส้นทางไปพีอาร์ ต้องวางแผนตั้งแต่หนึ่ง สอง สาม สี่ให้ละเอียด เพราะกฎเปลี่ยนทุกปี เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การมีแผนเอ แผนบี และแผนซีจึงดีที่สุด” เหลียงกล่าว

ISS of The Big Brief Template 2026 (45).jpg
บรรยากาศในห้องประชุมในการประชุมสุดยอดยักเรียนต่างชาติ 2026 ที่ Town Hall นครเมลเบิร์น Credit: SBS Thai

หาเพื่อนใหม่ยากไหม

สำหรับ เพนท์ สิ่งหนึ่งที่เธออยากให้คนไทยเตรียมตัว คือองค์ประกอบของนักเรียนในห้องเรียน ซึ่งอาจแตกต่างจากภาพของห้องเรียนพหุวัฒนธรรมที่หลายคนคาดหวัง

เธอกล่าวว่า ในบางหลักสูตร นักเรียนส่วนใหญ่อาจมาจากประเทศเดียวกัน โดยเฉพาะจีน ทำให้ผู้เรียนต้องปรับตัวกับสำเนียงและระดับภาษาอังกฤษที่หลากหลาย

อาจต้องเตรียมใจว่าเพื่อนในคลาสจะเป็นคนจีนค่อนข้างเยอะ และบางคนอาจสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้คล่องมาก เราต้องปรับหูให้คุ้นกับสำเนียงของแต่ละคนเพื่อให้เข้าใจกัน
เพนท์

จูน นักเรียนไทยอีกคนหนึ่งบอกว่า การสร้างเพื่อนก็อาจไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อผู้เรียนไม่ได้มีภาษา เชื้อชาติ หรือวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มใหญ่ในห้อง

“บางครั้งอาจหาเพื่อนยากหน่อย ถ้าไม่ได้มีพื้นฐาน เชื้อชาติ ใกล้กัน จึงต้องปรับตัวเรื่องการเข้าหาคนมากกว่าตอนอยู่ไทย”

พหุวัฒนธรรมยังเป็นสิ่งที่นักเรียนไทยประทับใจ

แม้จะวิพากษ์นโยบายวีซ่าและปัญหาค่าครองชีพ พิตายังคงมองว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดจากการมาเรียนในออสเตรเลีย

เธอได้ลองอาหารจากหลายประเทศที่ไม่เคยรับประทานเมื่ออยู่ประเทศไทย และได้รู้จักเพื่อนที่มีภูมิหลัง ความคิด และความสนใจแตกต่างกัน

“เราได้เจอเพื่อนต่างชาติที่มีความคิดหลากหลาย บางคนสนใจการเมือง บางคนไม่สนใจ เราได้เข้าใจว่าพวกเขาเติบโตมาจากครอบครัวแบบไหน และทำไมจึงมองเรื่องต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน”

เธอกล่าวว่า ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นชาวออสเตรเลียผิวขาว ชาวเอเชีย-ออสเตรเลีย หรือมาจากประเทศอื่น ทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจกและมีเรื่องราวของตัวเอง

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now