Thai Voice: ครูรัฐวิกตอเรียประท้วง เสียงสะท้อนภาระงาน ค่าแรงและงบการศึกษา

VICTORIA TEACHERS STRIKE

ผู้ประท้วงรวมตัวหยุดงานเพื่อเดินขบวนในเมืองเมลเบิร์น เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2026 (AAP/James Ross) Source: AAP / JAMES ROSS/AAPIMAGE

การประท้วงของครูโรงเรียนรัฐบาลทั่วรัฐวิกตอเรีย กลายเป็นภาพสะท้อนความตึงเครียดในระบบการศึกษาของออสเตรเลียอีกครั้ง เมื่อครูกว่า 35,000 คน ประท้วงยุดงานและเดินขบวน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนทั้งเรื่องค่าแรง ภาระงาน และงบประมาณด้านการศึกษา


บุคลากรทางการศึกษาของรัฐวิกตอเรียเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือนร้อยละ 35 ในระยะเวลาสี่ปี และยังกล่าวอีกว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อปรับปรุงภาระงาน

บุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้กล่าวว่า สโลแกนของรัฐวิกตอเรีย "รัฐแห่งการศึกษา" ไม่ได้สะท้อนถึงลำดับความสำคัญของรัฐอย่างแท้จริง

Image (11).jfif
กลุ่มผู้ประท้วงจากสหภาพการศึกษาแห่งออสเตรเลีย ณ นครเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 Source: SBS / Atitaya Teepawat

รัฐบาลวิกตอเรียเสนอขึ้นเงินเดือนร้อยละ 17 ในระยะเวลาสี่ปี โดยครูจะได้รับการขึ้นเงินเดือนร้อยละ 8 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 4 ในเดือนเมษายน

SBS News รายงานว่า เบน แคโรลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเผยว่า ข้อเสนอที่ยื่นให้เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

"ข้อเสนอขึ้นเงินเดือนร้อยละ 18.5 พร้อมการปรับขึ้นทันทีร้อยละ 9.5 จะทำให้ครูทั่วทั้งรัฐได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 11,500 ดอลลาร์ในทันที เมื่อรวมกับเงื่อนไขที่ดีที่สุดในประเทศ อัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่ลดลง ชั่วโมงเรียนแบบพบหน้ากันที่น้อยที่สุด การจ่ายค่าจ้างชดเชยนอกเวลางาน ข้อตกลงกับสหภาพแรงงาน และการพิจารณาการทดลองใช้ระบบการทำงานแบบยืดหยุ่น"

ครูคนไทยที่ร่วมประท้วงหยุดงาน

เอสบีเอส ไทย มีโอกาสพูดคุยกับ “แจ๊ค” (นามสมมติ) ครูชาวไทยที่สอนอยู่ในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า เป็นผลจากปัญหาที่สะสมมานานาน

“หลักๆ เลยคือเรื่องเงินเดือน เพราะ [Enterprise] Agreement เดิมมันหมดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วเราพยายามเจรจากับรัฐบาลมาตลอด แต่ว่ารัฐบาลไม่ไม่ต้องการจะคุยอะไรกับเราเลยก็คือไม่ขึ้นเงินเดือนให้” แจ๊คกล่าว

เขาอธิบายว่า แม้รัฐบาลจะเสนอขึ้นเงินเดือนให้ร้อยละ 18.5 ภายในสี่ปี แต่ข้อเสนอดังกล่าวมาพร้อมเงื่อนไขที่ครูจำนวนมากมองว่าไม่คุ้ม โดยเฉพาะการยกเลิกเพดานชั่วโมงสอน และเพิ่มเวลาประชุม ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาระงานหนักขึ้น

นอกจากประเด็นค่าแรงแล้ว ครูยังตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมภายในโรงเรียนเอง โดยเฉพาะช่องว่างรายได้ระหว่างครูกับเจ้าหน้าที่สนับสนุนการศึกษา (education support staff) ที่ทำงานใกล้เคียงกัน

“เขาต้องรับมือกับพฤติกรรมเด็ก เป็นด่านหน้าในห้องเรียน แต่เงินเดือนต่างกันเกินครึ่ง มันไม่แฟร์มากๆ” แจ็คกล่าว

ในขณะเดียวกัน การตัดงบประมาณด้านการศึกษายิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ โดยเฉพาะการลดงบในโรงเรียนที่ทำให้ไม่สามารถจ้างครูเพิ่มหรือจัดหาทรัพยากรการเรียนได้เพียงพอ “ตอนนี้ผมจ้างคนเพิ่มไม่ได้ เวลาไม่มีครู คนที่ได้รับผลกระทบก็คือนักเรียนเอง” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการประท้วงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อครู แต่เพื่อคุณภาพการศึกษาของเด็ก

รัฐบาลหั่นงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนรัฐ

ประเด็นตัดงบโรงเรียนรัฐในรัฐวิกตอเรีย เป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่ทำให้ครูจำนวนมากออกมาประท้วง เพราะนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบประมาณ แต่ส่งผลโดยตรงต่อห้องเรียนที่พวกเขาอยู่ทุกวัน

ครูระดับเริ่มต้นในรัฐวิกตอเรียได้รับค่าจ้างต่ำที่สุดในประเทศ โดยมีค่าจ้างขั้นต่ำเพียง 79,500 ดอลลาร์

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ครูระดับเริ่มต้นในรัฐควีนส์แลนด์ได้รับค่าจ้างอย่างน้อย 84,078 ดอลลาร์ และในรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 90,000 ดอลลาร์

มุขมนตรีแห่งรัฐวิกตอเรีย จาซินตา อัลลัน และทีมเศรษฐกิจของรัฐ ได้เลื่อนการเพิ่มงบสนับสนุนโรงเรียนรัฐบาลออกไป จากเดิมที่เคยสัญญาว่าจะเพิ่มงบจนถึงระดับมาตรฐาน (Schooling Resource Standard) ภายในไม่กี่ปี กลายเป็นเลื่อนออกไปถึงปี 2031 ซึ่งในทางปฏิบัติ เท่ากับการตัดงบที่เคยสัญญาไว้กว่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

สหภาพการศึกษาแห่งออสเตรเลีย หรือ Australia Education Union (AEU) กล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่แค่การเลื่อนเวลา แต่คือการถอนงบจากระบบการศึกษา

เพราะในแต่ละปี โรงเรียนจะขาดงบประมาณราวหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่ควรจะได้ และทำให้รัฐวิกตอเรียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่จัดสรรงบต่อหัวนักเรียนต่ำที่สุดในประเทศ

เป้าหมายคือประโยชน์ของนักเรียน

เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือบทบาทของสหภาพครู ซึ่งเป็นองค์กรที่ครูสมัครเข้าร่วมโดยสมัครใจ และมีหน้าที่เป็นตัวแทนเจรจากับรัฐบาลเพื่อเรียกร้องสิทธิและสวัสดิการต่างๆ

JACINTA ALLAN PRESSER
จาซินตา อัลเลน มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย ระหว่างการแถลงข่าวที่นครเมลเบิร์น Source: AAP / JOEL CARRETT/AAPIMAGE

แจ๊คมองว่าสหภาพมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสิทธิหลายอย่างในปัจจุบันล้วนเป็นผลจากการต่อสู้ในอดีต

“ทุกอย่างที่เรามีตอนนี้ เช่น ชั่วโมงเตรียมการสอน หรือเพดานชั่วโมงสอน มาจากสหภาพทั้งนั้น”

แจ็คระบุว่า ท้ายที่สุดประโยชน์ของการประท้วงครั้งนี้ล้วนแต่ตกอยู่ที่นักเรียน

“แต่ว่าในมุมมองผมก็คือเราประท้วงแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าไม่ใช่เพื่อครู แต่ว่าเพื่อนนักเรียนเอง”

แม้การหยุดงานอาจสร้างความไม่สะดวกให้ผู้ปกครอง แต่ครูหลายคนมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอำนาจต่อรอง

“ถ้าเราไม่รวมตัวกัน เขาก็ไม่ฟังเรา” แจ๊คกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นในปีเลือกตั้งของรัฐวิกตอเรีย จึงมีความหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังมากขึ้น

เด็กเปราะบางต้องการงบประมาณมากกว่า

อีกมิติหนึ่งที่ทำให้ครูอย่างแจ๊ครู้สึกว่าการประท้วงครั้งนี้ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” คือสภาพการทำงานในโรงเรียนที่มีนักเรียน special needs หรือนักเรียนที่มีความต้องการซึ่งพึ่งพาทรัพยากรและการสนับสนุนมากกว่าปกติ

เขาเล่าว่าในห้องเรียนของเขามีนักเรียนเพียง 9 คน แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่ถึง 3 คนเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด และครูต้องออกแบบการเรียนการสอนให้แตกต่างกันในเด็กแต่ละคน

“เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย บางคนเรียนได้ห้านาทีต้องพัก บางคนต้องมีการขยับตัวอยู่ตลอดเวลา เราต้องปรับทุกอย่างให้เข้ากับเขา”

การสอนในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเนื้อหา แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านอารมณ์และพฤติกรรมอย่างระมัดระวังด้วย ครูต้องสังเกตสัญญาณเล็กๆ ของนักเรียนตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเครียดหรือการแสดงออกที่รุนแรง

“บางทีแค่ดูหน้าเราก็รู้แล้วว่าเขาไม่โอเค ต้องพาออกไปพัก หรือเปลี่ยนกิจกรรมทันที” เขากล่าว พร้อมยอมรับว่างานลักษณะนี้มีผลต่อทั้งสุขภาพกายและอารมณ์ และส่งผลต่อสุขภาพจิตของครูโดยตรง

เบื้องหลังการดูแลนักเรียนกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการพึ่งพางบประมาณจากระบบสนับสนุนของรัฐอย่าง NDIS หรือ National Disability Insurance Scheme ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเข้าถึงบริการจำเป็น เช่น นักบำบัดการพูด (speech therapist) หรือผู้ช่วยดูแลด้านสังคม (support worker) ทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน

“เด็กหลายคนต้องใช้บริการพวกนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งที่เขาต้องมีเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี” แจ๊คอธิบาย

อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความกังวลอย่างมากต่อแนวโน้มการตัดงบ NDIS ซึ่งอาจทำให้เด็กจำนวนมากสูญเสียการสนับสนุนที่จำเป็น

“ถ้าเราตัดตรงนี้ออกไป แล้วเขาจะไปพึ่งอะไร” เขาตั้งคำถาม พร้อมยกตัวอย่างนักเรียนคนหนึ่งที่ต้องใช้เวลาถึงสองปีในการทำเอกสารและประเมินผล เพื่อให้ได้รับงบสนับสนุนขั้นพื้นฐาน

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเด็ก แต่ยังลามไปถึงครอบครัวและโรงเรียน ผู้ปกครองบางคนไม่สามารถดูแลลูกได้เต็มที่เนื่องจากภาระงานหรือข้อจำกัดส่วนตัว ทำให้การขาดการสนับสนุนจากรัฐยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

“บางครอบครัวต้องพึ่ง support worker เพื่อช่วยดูแลลูกในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีตรงนี้ ภาระจะตกหนักไปที่พ่อแม่ทันที” เขากล่าว

ในระดับโรงเรียน การลดงบประมาณยังทำให้ไม่สามารถจ้างบุคลากรเพิ่มเติมได้ ส่งผลให้ครูและเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ต้องแบกรับภาระมากขึ้น และในบางกรณีอาจกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน

“ถ้าคนไม่พอ ห้องที่ต้องการการดูแลสูงจะลำบากมาก แล้วสุดท้ายเด็กก็ไม่ได้รับการศึกษาที่เขาควรจะได้”

VICTORIA TEACHERS STRIKE
ผู้ประท้วงรวมตัวหยุดงานเพื่อเดินขบวนในเมืองเมลเบิร์น เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2026 Source: AAP / JAMES ROSS/AAPIMAGE

สำหรับแจ๊ค สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ความเหนื่อยของครู แต่คือทิศทางของนโยบายที่อาจละเลยสิทธิพื้นฐานของเด็กกลุ่มเปราะบาง

“เรากำลังตัดสิ่งที่จำเป็นมากๆ ออกไป เพื่อไปสนับสนุนอย่างอื่นที่อาจไม่เร่งด่วนเท่า มันไม่ควรเป็นแบบนั้น” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการออกมาประท้วงของครูครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแรงงาน แต่เป็นเรื่องของอนาคตเด็กที่กำลังถูกมองข้าม

ท้ายที่สุด แม้งานจะหนักและกดดันจนเขาเคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่สิ่งที่ยังทำให้เขาอยู่ต่อคือความผูกพันกับนักเรียน

“มันเหนื่อยมากจริงๆ แต่พอเห็นเขาทำอะไรได้สำเร็จ เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันมีความหมาย”

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊กและ อินสตาแกรม


Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now