Watch FIFA World Cup 2026™

LIVE, FREE and EXCLUSIVE

ทำความเข้าใจเรื่องสภาพอากาศที่ทำให้ "น้ำ" เป็นทรัพยากรที่มีค่าของออสเตรเลีย

Lake Eildon was built in the 1950's to provide irriga

Lake Eildon was built in the 1950's to provide irrigation water for the Goulburn Valley Credit: Construction Photography/Avalon/Getty Images

ออสเตรเลียคือทวีปที่มีความแห้งแล้งมากที่สุด โดยประเมินจากประมาณน้ำฝน อุณหภูมิและรูปแบบสภาพอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ วันนี้ Australia Explained พาคุณมาทำความเข้าใจถึงความหลากหลายทางชีววิทยาในออสเตรเลีย


Key Points
  • ออสเตรเลียเป็นทวีปที่แห้งแล้งที่สุดในโลก และสภาวะแห้งแล้งยาวนานติดต่อกันหลายเดือน เป็นสาเหตุของไฟป่าและอากาศที่ร้อนจัด
  • การแบ่งเขตในประเทศออสเตรเลียจากความแตกต่างของสภาพอากาศ ที่จำแนกประเภทได้ด้วยอุณหภูมิ ความชื้น พืชพันธุ์ และปริมาณน้ำฝนในแต่ละฤดูกาล
  • น้ำ คือทรัพยากรที่มีค่าในออสเตรเลีย โดยมีระบบนิเวศที่เปราะบางอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ การรบกวนพื้นดินจากกิจกรรมลุกล้ำของมนุษย์เป็นตัวการณ์สำคัญ

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ จึงทำให้มีสภาวะอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรงในบางช่วงของปี ไม่ว่าจะเป็นพายุไซโคลนฤดูร้อน น้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง

ซึ่งสภาพอากาศในประเทศออสเตรเลียนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศทั่วทั้งแผ่นดินของออสเตรเลีย อีกทั้งระบบนิเวศในบางภูมิภาคนั้นมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อเกิดสภาพอากาศแปรปรวน มีไฟป่า และภัยแล้ง จึงทำให้การร่วมมือในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในสภาพแวดล้อมที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นางโดโรเธีย แมคเคลลาร์ นักประพันธ์ชาวออสเตรเลียได้แต่งบทกลอนชื่อ "My Country" ซึ่งที่เกี่ยวกับประเทศของเธอไว้ถึงความสวยงามและความโดดเดี่ยวของผืนแผ่นดินนี้

“ฉันรักประเทศของฉันที่ถูกแดดแผดเผา

ผืนดินที่กว้างใหญ่

ภูเขาที่มากมาย

ที่ทั้งแห้งแล้งและถูกพายุฝนกระหน่ำ…”

ถ้อยคำเหล่านี้ที่บรรยายถึงออสเตรเลียก็ยังคงสะท้อนสภาพภูมิประเทศได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีคุณแคเธอรีน แกนเทอร์ นักอุตุวิทยาชั้นอาวุโสจากสำนักอุตุนิยมวิทยาเป็นผู้ให้ความเห็นเสริมไว้อีกว่า

“ออสเตรเลียนั้นเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งและฝนกระหน่ำ นอกจากบางภูมิภาคอาจจะต้องเผชิญกับความแห้งแล้งติดกันหลายปี ที่นำมาซึ่งอุณหภูมิสูงและความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ และในขณะเดียวกัน ก็อาจเกิดพายุฝนกระหน่ำอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นน้ำท่วมมวลน้ำมหาศาลได้” คุณแกนเทอร์กล่าว

The stark landscape of the Monaro Tablelands which is one of 19 ecosystems collapsing in Australia - Image Greening Australia.JPG
โมเนโร เทเบิลแลนส์ (Monaro Tablelands) หนึ่งใน 19 พื้นที่ของออสเตรเลียที่ถูกค้นพบว่ากำลังประสบปัญหาด้านระบบนิเวศมากที่สุดในออสเตรเลีย - Image Greening Australia. Credit: Annette Ruzicka

สภาวะอากาศที่รุนแรง

คุณแกนเทอร์เล่าว่ามันยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสภาวะอากาศที่รุนแรงในออสเตรเลีย

ปัจจัยสำคัญอย่างความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้และปรากฎการณ์เอลนิโญ และการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรอินเดีย ก็เป็นตัวการณ์สำคัญที่เพิ่มโอกาสให้เกิดสภาวะอากาศที่รุนแรงในออสเตรเลียด้วยเช่นกัน” คุณแกนเทอร์อธิบาย

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดอันดับหกของโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่รวมของประเทศจะมีขนาดใหญ่มากกว่า 7.5 ล้านตารางกิโลเมตร ออสเตรเลียนั้นมีพื้นที่เท่ากับเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่แผ่นดินทั้งหมดในโลก

Australian climate zones based on temperature and humidity - credit BOM.png
พื้นที่แต่ละโซนของออสเตรเลียสามารถแบ่งออกได้ด้วยความแตกต่างของสภาพอากาศและความชื้น - credit BOM.png

“ออสเตรเลียนั้นมีแผ่นดินขนาดใหญ่ที่พาดอยู่บนแผนที่โลกตั้งแต่พื้นที่เขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรไปจนถึงเขตละติจูดปานกลางที่มีอากาศเย็น จึงทำให้สภาพอากาศในแต่ละท้องที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั่วทั้งประเทศ เกิดเป็นความหลากหลายทางสภาพอากาศในประเทศออสเตรเลียนั่นเอง” คุณแกนเทอร์กล่าว

ความแปรผันของอุณหภูมิและความชื้น การเกิดพืชพันธุ์ที่แตกต่าง ไปจนถึงปริมาณน้ำฝนในแต่ละฤดูนั้น สามารถแบ่งแต่ละโซนด้วยสภาพอากาศได้

“สภาพอากาศของออสเตรเลียเช่นนี้บ่งบอกได้ว่า ฤดูกาลของออสเตรเลียจะมีสภาพที่ตรงกันข้ามกับประเทศในฝั่งซีกโลกเหนือ อาทิ อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย และในขณะที่ออสเตรเลียตอนใต้มีฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งช่วงฤดูร้อนจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามทางตอนเหนือของออสเตรเลียนั้นจะมีสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่า ซึ่งมีเพียงสองฤดูกาลตลอดทั้งปี ได้แก่ ช่วงฤดูฝนช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน และช่วงฤดูร้อนหรือแล้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน” คุณแกนเทอร์เล่าให้เราฟัง

Lake Keepit in New South Wales - Image Wallula-Pixabay.jpg
ทะเลสาปคีพิท (Lake Keepit) ในรัฐนิว เซาท์ เวลส์ - Image Wallula-Pixabay

ด้วยสภาพอากาศที่หลากหลายและซับซ้อน ชาวพื้นเมืองในอดีตของออสเตรเลียจึงมีกระบวนการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลจากพิกัดของพื้นที่ที่ชาวพื้นเมืองอยู่อาศัยจึงเกิดเป็นปฏิทินฤดูกาลขึ้น โดยคุณแกนเทอร์เสริมเพิ่มเติมว่า

“พื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างตอนเหนือของออสเตรเลียจะมีแสงแดดมาก ปริมาณน้ำฝนมาก และมีพายุไซโคลนฤดูร้อน ส่วนทางตอนใต้ของออสเตรเลียนั้นจะมีสภาพอากาศที่เย็นกว่า ทางตะวันตกเฉียงใต้ก็จะร้อนจัดและแห้งตลอดช่วงซัมเมอร์ และทางด้านชายฝั่งตะวันออกก็จะมีอากาศอบอุ่น โดยสภาพโดยรวมนั้น ออสเตรเลียเป็นประเทศที่จัดได้ว่าแห้งมาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของผืนดินทั้งหมดจะมีปริมาณน้ำฝนน้อย” คุณแกนเทอร์เล่า

ปริมาณน้ำและความแห้งแล้งนั้นส่งผลกระทบต่อการเกษตรกรรม การใช้ชีวิต และสภาพแวดล้อมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้น้ำสะอาดคือสิ่งที่มีค่าในออสเตรเลีย เพราะกว่าครึ่งของพื้นที่ประเทศเรานั้นมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 350 มิลลิเมตรในแต่ละปี

ออสเตรเลียเป็นทวีปที่แห้งแล้วที่สุดในโลก และสภาพแวดล้อมของพื้นที่ส่วนใหญ่นั้นมีปริมาณน้ำที่จำกัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศของเรานั้นมีการปรับตัวเข้ากับสภาวะเช่นนี้ได้ดีเยี่ยม

Seasonal rainfall zones of Australia - credit BOM.png
การแบ่งพื้นที่ของออสเตรเลียด้วยเกณฑ์ปริมาณน้ำฝนตามฤดูกาล - credit BOM.

“ในขณะที่พื้นที่บางส่วนของประเทศนั้นประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ปริมาณน้ำเพื่อการบริโภคและบริโภคนั้นยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลในหลายชุมชน อย่างเช่น ในออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้ที่มีประมาณน้ำฝนลดลงกว่า 20 เปอร์เซ็นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970” ด็อกเตอร์แบลร์ พาร์สันส์ ผู้อำนวยการด้านผลกระทบทางธรรมชาติจากองค์กร Greening Australia เล่าให้เราฟัง

จากความหลากหลายทางภูมิประเทศในอดีตที่มีวิวัฒนาการมานับพันล้านปี ปัจจุบัน ออสเตรเลียมีสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงทางธรรมชาติหลายรูปแบบ โดยดร. พาร์สันส์ อธิบายว่า

“ในปัจจุบัน ระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัวและบอบบางอย่างออสเตรเลียนั้นมีความน่าเป็นห่วงจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ การสูญเสียหน้าดิน และกิจกรรมของมนุษย์ที่ลุกล้ำธรรมชาติ ไม่มีสถานที่ไหนจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนได้ดีไปกว่าแนวปะการัง เดอะ เกรท แบริเออร์ รีฟ (The Great Barrier Reef) ที่แนวโน้มว่าจะสูญหายไปภายในปี 2100 ถ้าเราไม่สามารถเร่งลงมือและแก้ไขปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้” ดร. พาร์สันส์กล่าว

คุณภาพน้ำที่แย่นั้นเป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลกับสภาพของแนวปะการังดังกล่าว ในทุก ๆ ปี เศษขยะกว่าพื้นดินได้ไหลไปสร้างผลกระทบให้กับสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้นอย่างมหาศาล อีกทั้งยังลดโอกาสการฟื้นตัวของแนวปะการังอีกด้วย

Coral on the Great Barrier Reef - Image Greening Australia.jpg
แนวปะการังของเดอะ เกรท แบริเออร์ รีฟ - Image Greening Australia

“องค์กรกรีนนิง ออสเตรเลีย (Greening Australia) นั้นทำงานร่วมกับคนในชุมชนท้องถิ่นและชุมชนชาวพื้นเมืองชาติแรก (First Nations Communities) เพื่อสร้างห้วยน้ำขึ้นใหม่และฟื้นฟูแนวชายฝั่ง เพราะพื้นที่เร่งฟื้นฟูเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนไตที่จะทำหน้าที่กรองของเสียออกก่อนจะไหลลงสู่ทะเล นับตั้งแต่โปรแกรมรีฟ เอด (Reef Aid Program) ที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา พวกเราได้ขจัดสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำเสียไปมากกว่า 44,000 ตันก่อนจะปล่อยน้ำออกสู่แนวปะการัง ซึ่งนับเป็นอัตราส่วนถึง 90% ของทั้งหมดเลยทีเดียว” คุณพาร์สันส์กล่าว

climate.jpg
คุณแคเธอรีน แกนเทอร์ นักอุตุวิทยาจากสำนักอุตุนิยมวิทยา - Image BOM. และดร. แบลร์ พาร์สันส์ ผู้อำนวยการด้านผลกระทบทางธรรมชาติจากองค์กร Greening Australia เ - Image Greening Australia.

การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือสภาพอากาศที่รุนแรง

  • เรียนรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศและความเสี่ยง รวมไปถึงอัพเดตสถานการณ์ทางอากาศได้จาก Bureau of Meteoroly (BOM)
  • ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ (BOM) ไว้ได้ที่ BOM Weather app
  • ขอรับคำปรึกษาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศได้ที่ 000 

Share

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Watch now