มหาเศรษฐีหมื่นล้านทั่วโลกมั่งคั่งขึ้นทุกวัน และขณะนี้ออสเตรเลียก็กำลังมีปรากฏการณ์นี้เช่นกัน
จากรายงานวิเคราะห์ล่าสุดของ Oxfam พบว่ามหาเศรษฐีเพียงไม่กี่สิบคนมีทรัยพ์สินรวมกันมากกว่าร้อยละ 40 ของชาวออสเตรเลียที่อยู่ล่างสุดของพีระมิด
ในช่วงปีที่ผ่านมา ทรัพย์สินเฉลี่ยของมหาเศรษฐีชาวออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเกือบ 600,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 12.5 ล้านบาท ต่อวัน

อีลอน มัสก์ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก lส่วนในออสเตรเลีย จีน่า ไรน์ฮาร์ท มหาเศรษฐีอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และแฮร์รี ทริกูบอฟฟ์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเช่นเดียวกับตระกูลแอนดรูว์ ฟอร์เรสต์ Source: Getty
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ออกซ์แฟมได้เผยแพร่รายงานความเหลื่อมล้ำประจำปี ระบุว่า คนทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น โดยหนึ่งในสี่ของประชากรโลกประสบปัญหาขาดความมั่นคงทางอาหารในระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง
ในทางตรงกันข้าม ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลกในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยต่อปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมาถึงสามเท่า
เจนนิเฟอร์ เทียร์นีย์ ประธานบริหารอ็อกซ์แฟม ประจำออสเตรเลีย กล่าวกับสำนักข่าว SBS ว่า "ตัวเลขทรัพย์สินของเหล่ามหาเศรษฐีหมื่นล้านทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงในออสเตรเลียด้วย”
"นับตั้งแต่ปี 2020 เรามีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นอีก 8 คน และตอนนี้เรามีมหาเศรษฐีชาวออสเตรเลียทั้งหมด 48 คน"
"ทั้ง 48 คนนั้นจริงๆ แล้วมีทรัพย์สินมากกว่าประชากรกลุ่มล่างสุดจำนวน 11 ล้านคน หรือร้อยละ 40 ในออสเตรเลีย" เธอกล่าวต่อ "ปัญหานี้คือความอยุติธรรม ความไม่ยั่งยืน และเราคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม ที่คนเพียงไม่กี่คนสะสมความมั่งคั่งของออสเตรเลียได้มากมายขนาดนี้"
รัฐบาลต้องเก็บภาษีความมั่งคั่ง
องค์กร Oxfam เรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียออกกฎหมายเก็บภาษีความมั่งคั่ง รวมถึงมาตรการอื่นๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควบคุมไม่ให้มหาเศรษฐีสะสมทรัพย์สินจนสุดโต่ง และสร้างรายได้ให้บริการทางสังคมที่จำเป็น
รายงานยังพบอีกว่า ระหว่างปี 2024-2025 ทรัพย์สินของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ แฮร์รี ทริกูบอฟฟ์ เพียงคนเดียวก็เพียงพอสร้างบ้านในออสเตรเลียได้ถึง 10,600 หลัง
องค์กรกล่าวประเมินว่า หากรัฐบาลออสเตรเลียเก็บภาษีความมั่งคั่งร้อยละ 5 จากมหาเศรษฐีเมื่อปีที่แล้ว อาจสร้างรายได้ถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภาษีส่วนนี้สามารถบรรเทาภาระค่าเช่าบ้านหรือค่าผ่อนบ้าน ลดค่าใช้จ่ายสถานดูแลเด็กเล็ก อุดหนุนค่าไฟและพลังงาน และเพิ่มงบประมาณด้านมนุษยธรรมได้
เจนนิเฟอร์กล่าวว่า หากจะชะลอช่องว่างความเหลื่อมล้ำ วิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมควรพิจารณายกเลิกการลดหย่อนภาษีจากกำไรการขายสินทรัพย์ (capital gains tax) และทยอยยกเลิกนโยบายลดหย่อนภาษีจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (negative gearing)
"เราต้องหยุดกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย เช่น ระบบลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และระบบลดภาษีจากกำไรจากการขายสินทรัพย์ ที่เปิดทางให้ผู้ที่มีทุนนำเงินไปกว้านซื้อบ้านแล้วจ่ายภาษีน้อยลง"
พรรคกรีนส์ได้เสนอให้เก็บภาษีร้อยละสิบจากทรัพย์สินสุทธิของมหาเศรษฐีชาวออสเตรเลียมาแล้วหลายครั้ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร การรักษาพยาบาลและทันตกรรม การขนส่งสาธารณะ และการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม สถาบันออสเตรเลีย (The Australia Institute) ระบุว่า การเก็บภาษีความมั่งคั่งร้อยละ 2 จากผู้ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์ (ไม่รวมบ้านที่อยู่อาศัยและเงินบำนาญ) จะสร้างรายได้ 41 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
จากการศึกษาของสถาบันวิจัยพบว่า รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีก 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หากยกเลิกส่วนลดภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์
"ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ และเก็บภาษีจากความมั่งคั่ง้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้" แมตต์ กรัดนอฟ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบันอธิบาย
"หากแก้ปัญหานี้ได้ รัฐบาลจะมีรายได้จำนวนมากมาอุดหนุนบริการสำคัญของสังคม และบรรเทาความเหลื่อล้ำในออสเตรเลีย"

ป้าย Oxfam ณ กรุงลอนดอน Source: AAP
ความมั่นคงทางสังคมสั่นคลอน
Oxfam ยังระบุว่าความมั่งคั่งที่เหลื่อมล้ำทั่วโลกนั้นเกี่ยวข้องกับความอยุติธรรมทางการเมืองและภาวะประชาธิปไตยถดถอย
รายงานพบว่า มหาเศรษฐีมีโอกาสดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากกว่าคนทั่วไปถึง 4,000 เท่า
"เมื่อมหาเศรษฐีใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์กำหนดทิศทางทางการเมือง ก็แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งมหาศาลสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจทางการเมืองได้โดยตรง ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตย" เจนนิเฟอร์กล่าว
ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา มีทรัพย์สินสุทธิ 6,600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 138,000 ล้านบาท และการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขานับเป็นการดำรงตำแหน่งที่สร้างรายได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามรายงานของนิตยสารฟอร์บส์
ทรัมป์ได้รับเงินบริจาคช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างมหาศาลจาก อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณกว่า หนึ่งล้านล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
จากการสำรวจของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พบว่ามีมหาเศรษฐี 12 คนที่เคยดำรงตำแหน่งในคณะบริหารของทรัมป์
"เรากำลังเห็นปรากฏการณ์นี้ทั่วโลก ปัญหาความมั่งคั่งกระจุกตัวและอำนาจของมหาเศรษฐีบ่อนทำลายความมั่นคงในสังคม" เจนนิเฟอร์กล่าว
"ประชาชนทั่วไปเห็นว่าตนเองไม่ได้รับผลประโยชน์จากระบบแบบเดียวกับที่คนรวยและผู้มีอำนาจได้ประโยชน์ ประชาชนต้องการลุกขึ้นประท้วงและต่อต้าน ช่างเป็นวงจรที่เลวร้ายจริงๆ"
มหาเศรษฐีจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางไหน
ขณะนี้ กลุ่มทุนและเจ้าของกิจการที่ร่ำรวยมหาศาลจำนวนเพียงหยิบมือกำลังควบคุมพื้นที่สื่อและข่าวสารจำนวนมาก
ออสเตรเลียมีตลาดสื่อที่กระจุกตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง News Corp เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสื่อระดับโลกของมหาเศรษฐีรูเพิร์ต เมอร์ดอค
แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น X และ Meta ก็เป็นของมหาเศรษฐีลำดับต้นของโลก อีลอน มัสก์ และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก
“เราต้องเร่งพิจารณาแล้วว่ามีมหาเศรษฐีกี่คนที่เป็นเจ้าของบริษัทปัญญาประดิษฐ์ในขณะนี้” เจนนิเฟอร์ชี้ “บริษัทสื่อมีอิทธิพลต่อมุมมองของผู้คนเป็นอย่างมาก แล้วก็ใส่เจตนาของตนเองในเนื้อหาให้คนเชื่อได้ แต่ปัญญาประดิษฐ์นั้นจะก้าวหน้าไปยิ่งกว่าแบบที่เราคาดไม่ถึง”









