Coming Up Mon 10:00 PM  AEST
Coming Up Live in 
Live
Thai radio

ครูที่ออสเตรเลียต้องการเห็นอะไรเมื่อเด็กๆ เริ่มเข้าเรียน

0:00

พ่อแม่จำนวนมากเชื่อว่าการสอนให้เด็กอ่านหนังสือเป็นวีธีที่ดีที่สุดในการเริ่มเข้าเรียน แต่ครูหลายคนมักไม่เห็นด้วย นักวิจัยท่านนี้ได้ประพันธ์ไว้ว่า โดยทั่วไปนั้นครูคิดว่าการรู้วิธีควบคุมอารมณ์ การมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และเป็นผู้ที่ช่างสงสัยอยากเรียนรู้ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กๆ มากกว่า

รายการวิทยุ เอสบีเอส ไทย ออกอากาศสดหนึ่งชั่วโมงเต็ม กดฟังได้ที่เว็บไซต์ sbs.com.au/thai ทุกจันทร์และพฤหัสบดี 22.00 น. (เวลาซิดนีย์/เมลเบิร์น) หลังจากนั้นฟังซ้ำได้ทุกเมื่อ

ติดตาม เอสบีเอส ไทย ทางเฟซบุ๊กได้ที่ facebook.com/sbsthai

You can read the full version of this story in English on SBS Insight here.

ในงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ของดิฉัน ดิฉันต้องการทราบว่าความเชื่อหรือพฤติกรรมใดบ้างของพ่อแม่ ที่มีประสิทธิผลที่สุดในการช่วยให้ลูกๆ ของพวกเขานั้นประสบความสำเร็จที่โรงเรียน

กิจกรรมเหล่านี้มักจะเป็นกิจกรรมทั่วๆ ไปซึ่งพ่อแม่ทำในการเตรียมพร้อมให้ลูกของพวกเขาเข้าโรงเรียน แต่ทว่าก็กลับไม่เสมอไป ที่ทำลงไปโดยมีเป้าหมายดังกล่าวเอาไว้(ในใจ)

งานวิจัยของดิฉันรวมไปถึงครูจำนวน 52 ท่าน และคู่พ่อแม่จากโรงเรียนรอบๆ รัฐเซาท์ออสเตรเลียและมณฑลนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ดิฉันจับคู่สิ่งที่พ่อแม่รายงานว่าพวกเขาทำเพื่อลูกๆ ก่อนจะเริ่มเข้าโรงเรียน โดยโยงเข้ากับว่าลูกๆ ของพวกเขานั้นพัฒนาขึ้นได้ดีแค่ไหนที่โรงเรียน โดนดูในหลายๆ ปัจจัย

ดิฉันยังทำการสัมภาษณ์ติดตามภายหลัง กับพ่อแม่จำนวน 16 ท่าน ซึ่งบางท่านนั้นทำงาน ในขณะที่ท่านอื่นๆ เป็นพ่อแม่ที่อยู่กับบ้าน ดิฉันสัมภาษณ์ทั้งพ่อและแม่ ตลอดจนพ่อแม่ที่มาจากจุดยืนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันออกไป

0:00

“ดิฉันคิดว่าครูจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน ดิฉันคิดว่าครูทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในการระบุตัวเด็กๆ ผู้มีความจำเป็นเป็นกรณีพิเศษ และพวกเขาก็คือนักเรียนที่มีความจำเป็นเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของสเป็คตรัม” คุณลิแอน บาร์เดน กล่าว

การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่

การรู้หนังสือ ที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของพ่อแม่มากที่สุด เมื่อพวกเขาพูดคุยว่าทำการเตรียมตัวลูกๆ ของเขาเพื่อเข้าโรงเรียนอย่างไร โดยทั่วๆ ไปก็จะทำอย่างไม่เป็นทางการหรือทำตามโอกาสที่มี เช่นการอ่านหนังสือร่วมกัน โดยประมาณ 94 เปอร์เซ็นต์ของพ่อแม่ทำกิจกรรมการรู้หนังสือสามถึงสี่ครั้งต่อสัปดาห์

คุณพ่อคนหนึ่งบอกกับดิฉันว่า:

“พูดง่ายๆ เลย เราอ่านหนังสือให้พวกเขาฟังตั้งแต่พวกเขาออกจากโรงพยาบาล […] ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นเคยกับทั้งการอ่านและกับหนังสือต่างๆ อย่างกว้างขวาง เด็กๆ ทั้งสองคนมีหนังสือมากกว่า 200 ถึง 300 เล่มในห้องของพวกเขา”

พัฒนาการด้านการรู้หนังสือมีความสำคัญในช่วงขวบปีแรกๆ และให้ประโยชน์หลายประการต่อเด็กๆ  งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าพ่อแม่ซึ่งอ่านหนังสือกับลูกหนึ่งเล่มต่อวันนั้น ได้ให้คำศัพท์แก่ลูกๆ ของพวกเขาโดยเฉลี่ย 1.4 ล้านคำมากกว่า หากเทียบกับเพื่อนของพวกเขาซึ่งไม่เคยถูกอ่านหนังสือให้ฟัง

การเล่นกับเด็กๆ

ดิฉันขอให้พ่อแม่ระบุว่าที่บ้านนั้น ลูกของพวกเขามีของเล่นและวัสดุสำหรับการเรียนรู้อยู่เป็นจำนวนเท่าไร จากรายการ 29 สิ่งที่สามารถหาได้ทั่วๆ ไป ซึ่งก็รวมไปถึงลูกบอล หนังสือระบายสี และบล็อกตัวต่อ

การวิเคราห์หลังจากนั้นของดิฉันแสดงให้เห็นว่า เด็กซึ่งมีอุปกรณ์สำหรับการเล่นที่บ้านมากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็จะถูกเตรียมความพร้อมมากขึ้นเท่านั้นต่อความยากลำบากทางการศึกษาที่โรงเรียน

โดยไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อพยายามให้แน่ใจว่าเด็กๆ นั้นประสบความสำเร็จ กุมารแพทย์ได้ แนะนำของเล่นที่เรียบง่าย มากกว่าที่จะเป็น(ของเล่น)อิเล็กทรอนิกส์หรือมีราคาแพง ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสนับสนุนพัฒนาการของเด็ก

พ่อแม่หลายคนชอบที่จะเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างไม่เป็นทางการ มากกว่าทำการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ จากการสัมภาษณ์แสดงให้เห็นว่า ประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์ของพ่อแม่กล่าวว่า พวกเขามีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่กระตุ้นสติปัญญาสามครั้งหรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์

พ่อแม่ส่วนใหญ่กล่าวว่า พวกเขามีส่วนร่วมในการเล่นแบบไม่มีการวางแผนกับลูกของพวกเขา ซึ่งมักจะนำไปสู่การสนทนากันและเกิดการเรียนรู้ไปตามสถานการณ์ พ่อแม่พูดถึงการใช้เวลาเล่นของลูกๆ มาเป็นโอกาสที่จะเข้ามีส่วนร่วมกับสิ่งที่ลูกสนใจ และออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเรียนรู้

0:00

คุณเอนไนล์ สมิธ สังเกตว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไปเกี่ยวกับบุตรชายของเธอ โดยที่ แองกัส สามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 เดือน ในระหว่างการมาตรวจตามนัดพยาบาลด้านสุขภาพเด็กสอบถามเธอว่าเขาพูดได้ 10 หรือ 20 คำแล้วหรือไม่

ช่องว่างระหว่างครูและพ่อแม่

ทว่ากลับมีความไม่เหมือนกันระหว่างสิ่งที่พ่อแม่ให้คุณค่ามากที่สุดในการเตรียมเด็กเข้าโรงเรียน (การรู้หนังสือ) กับสิ่งที่ครูพบว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับความพร้อมต่อโรงเรียน

ประมาณ 62 เปอร์เซ็นต์ของครูในงานวิจัยของดิฉันวิตกกังวลต่ออย่างน้อยในหนึ่งประการในเรื่องพัฒนาการของเด็ก (และ)กว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องดังกล่าวจะเกี่ยวกับความพร้อมทางอารมณ์ของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะในการควบคุมตนเอง

ความวิตกกังวลดังกล่าวนั้นไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด งานวิจัย ที่ประเทศอังกฤษ ก็แสดงให้เห็นว่าครูนั้นรู้สึกว่าทักษะทางการศึกษาไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการที่เด็กๆ นั้นมีความมั่นใจ เป็นอิสระ และเป็นนักเรียนรู้ที่ช่างสงสัย

ส่วนในอีกงานวิจัย ครูท่านหนึ่งกว่าวว่า:

"เราสอนให้พวกเขาเขียนชื่อตัวเอง แต่มันสำคัญมากกว่านะที่เด็กๆ นั้นสามารถจะปฏิบัติหน้าที่ในชั้นเรียนของพวกเขาได้"

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่กำลังทำกับลูกๆ อย่างผิดพลาด (แต่)มันสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่พ่อแม่เผชิญในการสอนทักษะทางสังคมและทางอารมณ์

มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

พ่อแม่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในงานวิจัยของดิฉันเห็นว่าบทบาทของการสอนให้เด็กควบคุมอารมณ์นั้นเป็นหน้าที่ร่วมกันระหว่างพวกเขาและครู เป็นเวลานานมาแล้วที่การค้นคว้าวิจัยได้ได้ตระหนักว่าการศึกษานั้นเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันโดยความรู้ของทั้งพ่อแม่และครูนั้นก็มีความสำคัญ

จากการศึกษาครั้งสำคัญ EPPE(อีพีพีอี) study  ที่ประเทศอังกฤษ เด็กๆ จะมีเพิ่มพูนขึ้นของ(สมรรถภาพ)การเรียนรู้ของสมอง ในศูนย์ก่อนวัยเรียนซึ่งมีระดับการมีส่วนร่วมของพ่อแม่สูง วิธีการที่มีประสิทธิผลดีที่สุดนั้นได้แก่การแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับเด็กๆ กันระหว่างพนักงานและพ่อแม่ และการที่พ่อแม่มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนของลูกของพวกเขาสูง

พ่อแม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น

เด็กซึ่งใช้เวลาช่วงปีต่างๆ ก่อนวัยเรียนในสิ่งแวดล้อมที่มีพื้นฐานอยู่บนการเล่นและมีการตอบสนอง โดยมีการสนทนาที่มีหัวข้อกว้าง มีประสบการณ์ต่างๆ มีเพื่อน และมีทรัพยากร(สนับสนุน) ก็มักจะปรับตัวได้ดีต่อความยากลำบากของโรงเรียน

แต่ว่าพ่อแม่จะสามารถสอนการควบคุมอารมณ์และทักษะการปรับตัวให้กับเด็ก ซึ่งจำเป็นต่อชั้นเรียนได้อย่างไร?

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า พ่อแม่ควรหาจังหวะที่สามารถจะสอนได้ โดยรวมเอาสิ่งที่เด็กนั้นสนใจเข้าไว้ด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในแต่ละวัน พวกเขาสามารถใช้โอกาสต่างๆ เหล่านี้เพื่อเป็นช่องทางที่จะพูดคุยอย่างเป็นบวกและเพิ่มความมั่นใจให้กับเด็ก

การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็สำคัญ เด็กๆ ควรจะได้รับโอกาสอย่างเต็มที่ในการเล่นกับเพื่อนๆ

การเป็นตัวอย่างที่ดีก็ยิ่งสำคัญเป็นพิเศษ พ่อแม่ควรจะเป็นตัวอย่างในเรื่องการควบคุมตัวเอง รักษาตนให้สงบเมื่อรับเมือกับความผิดพลาด และก่อร่างให้เด็กๆ นั้นพัฒนาทักษะซึ่งไม่ง่ายเลยเหล่านี้ขึ้น พ่อแม่ควรจะรู้สึกเป็นบวกกับโรงเรียน และคิดว่าลูกๆ จะมีความสนุกสนานมากขนาดไหนเมื่อยามที่ที่พวกเขาไปโรงเรียน

มันสำคัญมากในการหาเวลาเพื่อพูดคุยกับลูกของคุณเกี่ยวกับความรู้สึกของพวกเขา เพื่อให้พวกเขานั้นเรียนรู้ที่จะตระหนักถึง อารมณ์ของตนเอง

งานค้นคว้าวิจัยบางงานยังพบว่า การมีสติ (mindfulness) สำหรับเด็กๆ นั้นก็จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะ ควบคุมตนเองได้ดีขึ้น