The Big Brief: อายุเท่าไรถึงควรย้ายออกจากบ้าน ผลสำรวจล่าสุดเผยความเห็นคนออสเตรเลีย

left home  Copy of The Big Brief HEADER .jpg
Credit: Mikhail Nilov/Pexels

แม้หลายคนเชื่อว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็ควรแยกไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ตลาดบ้านเช่าที่ตึงตัวทำให้ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ต่อไป


Published

By Alexandra Koster

Presented by Chayada Powell

Source: SBS



Share this with family and friends


แม้หลายคนเชื่อว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็ควรแยกไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ตลาดบ้านเช่าที่ตึงตัวทำให้ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ต่อไป


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ผลสำรวจล่าสุดเผยว่า ชาวออสเตรเลียมองว่าอายุเฉลี่ย 31 ปี คือช่วงวัยที่ถือว่า "แก่เกินไป" หากยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่

ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเช่าที่พุ่งสูงและตลาดที่อยู่อาศัยให้เช่ายังคงตึงตัว ผลสำรวจจากเว็บไซต์เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Finder ซึ่งสอบถามชาวออสเตรเลีย 1,010 คน พบว่า คนส่วนใหญ่มองว่าอายุ 31 ปีเป็นจุดที่ควรย้ายออกจากบ้านครอบครัว

เมื่อแยกตามช่วงวัย พบว่า Gen Z และ Baby Boomers มองว่าอายุ 30 ปีคือวัยที่ควรย้ายออกจากบ้านพ่อแม่มากที่สุด ขณะที่ Millennials และ Gen X เห็นว่าอายุ 32 ปีจึงถือว่าเหมาะสม

นอกจากนี้ ผู้ปกครองที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี ยังมองว่าลูกควรย้ายออกจากบ้านเร็วกว่า โดยเห็นว่าอายุ 30 ปีไม่ควรอาศัยอยู่กับพ่อแม่แล้ว ขณะที่ผู้ไม่มีบุตรมองว่าอายุ 32 ปีจึงถือว่าเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ซาราห์ เมกกินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลของ Finder ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่ชาวออสเตรเลียจำนวนมากกำลังเผชิญ

เธอกล่าวกับ เอสบีเอส นิวส์ ว่า ข้อมูลของ Finder พบว่าร้อยละ 47 ของผู้เช่าที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียประสบปัญหาในการจ่ายค่าเช่าในเดือนมิถุนายน

เมกกินสันระบุว่า ในหลายพื้นที่ ผู้เช่าต้องนำรายได้ต่อสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น ไปจ่ายค่าเช่า ทำให้หลังหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว เหลือเงินสำหรับซื้ออาหารและค่าครองชีพเพียงเล็กน้อย

โดยทั่วไป เกณฑ์ที่ใช้วัด ภาวะค่าเช่าเป็นภาระ (rental stress) คือการใช้รายได้ร้อยละ 30 ไปกับค่าเช่า แต่เมกกินสันมองว่า สำหรับชาวออสเตรเลียจำนวนมากในปัจจุบัน การจ่ายค่าเช่าเพียงร้อยละ 30 ของรายได้ กลับเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากหลายคนต้องจ่ายสูงกว่านั้นมาก

A graph showing the age Australians believe people should be moving out of home..jpg
Credit: SBS

เมกกินสันกล่าวว่า วิกฤตที่อยู่อาศัยกำลังทำให้ "หมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่" ต้องเลื่อนออกไป

"หมุดหมายสำคัญของการเป็นผู้ใหญ่แบบที่เคยเป็นมา กำลังถูกเลื่อนออกไป หลายคนต้องชะลอการย้ายออกจากบ้าน การซื้อบ้าน และการเริ่มสร้างครอบครัว" เธอกล่าว

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้ว่าข้อมูลจะชี้ว่า แนวโน้มนี้รุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมจากบริษัทวิจัย McCrindle พบว่า คนรุ่นใหม่ในออสเตรเลียอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น โดยในปี 2006 มีชาวออสเตรเลียวัย 19 ปี ร้อยละ 60 ที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้าน แต่ในปี 2021 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 70

การวิเคราะห์ของ McCrindle ระบุว่า คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญกับภาระหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาในระดับสูง และตลาดที่อยู่อาศัยที่มีการแข่งขันรุนแรง ส่งผลให้บางคนเลือกย้ายกลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้งหลังจากเคยแยกออกไป เพื่อเร่งเก็บเงินสำหรับเป็นเงินดาวน์ซื้อบ้าน

ชาวออสเตรเลียเกือบ 3 ใน 5 คน (57%) ระบุว่า เปิดรับหรือยินดีที่จะอาศัยอยู่ใน ครอบครัวหลายรุ่น (multi-generational home) ซึ่งหมายถึงการที่คน 3 รุ่นขึ้นไปอาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้หลังคาเดียวกัน

ผลการศึกษาของ McCrindle พบว่า ปัจจุบันร้อยละ 12 ของชาวออสเตรเลียอาศัยอยู่ในครอบครัวลักษณะนี้ ขณะที่ร้อยละ 32 เคยมีประสบการณ์อาศัยอยู่ร่วมกันหลายรุ่น และผู้ที่ใช้ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษภายในบ้าน มีแนวโน้มใช้ชีวิตในรูปแบบดังกล่าวมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่อาศัยอยู่ในครอบครัวหลายรุ่นเคยให้สัมภาษณ์กับรายการ The Feed ของเอสบีเอส ว่า การอยู่ร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงเมื่อญาติผู้ใหญ่มีอายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บางคนมองว่า บ้านส่วนใหญ่ในออสเตรเลียไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับการอยู่อาศัยของคนหลายรุ่นในครอบครัวเดียวกัน

นอกจากนี้ ผู้ให้สัมภาษณ์ยังระบุว่า ภูมิหลังทางวัฒนธรรม ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทัศนคติของผู้คนต่อการอยู่อาศัยแบบหลายรุ่นในบ้านเดียวกัน.

ค่าเช่าพุ่ง บ้านเช่าว่างหายาก

แรงกดดันให้คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางตลาดเช่าที่เข้าถึงได้ยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก REA Group ระบุว่า ค่าเช่าที่อยู่อาศัยทั่วออสเตรเลียในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ ค่าเช่ากลาง (median rent) ของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศอยู่ที่ 670 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อสัปดาห์

เมื่อแยกตามเมือง พบว่า เพิร์ท มีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าสูงที่สุดในรอบปี โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.29 ทำให้ค่าเช่ากลางอยู่ที่ 750 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ รองลงมาคือ โฮบาร์ต เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.09 อยู่ที่ 600 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ และ ดาร์วิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.69 อยู่ที่ 700 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์

MedianRentAus v3 (1).png
Credit: SBS

นครซิดนีย์ยังครองแชมป์เมืองหลวงที่ค่าเช่าแพงที่สุด โดยค่าเช่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.67 ในรอบปี ทำให้ค่าเช่ากลางอยู่ที่ 800 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อสัปดาห์ ตามมาด้วย บริสเบน ที่ 695 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 6.92%), แคนเบอร์รา หรือ ACT ที่ 650 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4.84%), แอดิเลด ที่ 625 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4.17%) และ เมลเบิร์น ที่ 600 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 5.26%)

ขณะเดียวกัน จำนวนบ้านเช่าที่ว่างก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

แม้อัตราบ้านเช่าว่างทั่วประเทศจะขยับขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ร้อยละ 1.26 แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับเมื่อ 5 ปีก่อน อย่างมาก โดยลดลงร้อยละ 37 ทั่วประเทศ และลดลงถึงร้อยละ 47 ในเมืองหลวงต่าง ๆ ของออสเตรเลีย

A table showing rental vacancy rates across the country..png
Credit: SBS

ส่วนดาร์วินและโฮบาร์ตเป็นเมืองหลวงที่มีบ้านเช่าเหลือน้อยที่สุด โดยมีอัตราบ้านเช่าว่างเพียงร้อยละ 0.70 และ 0.72 ตามลำดับ ขณะที่ เมลเบิร์น (1.51%) และ แคนเบอร์รา (ACT) (1.50%) มีอัตราบ้านเช่าว่างสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองหลวงอื่น ๆ

ส่วน ซิดนีย์ มีอัตราบ้านเช่าว่างอยู่ที่ร้อยละ 1.30 แม้จะเป็นเมืองที่มีการเพิ่มขึ้นของอัตราบ้านเช่าว่างมากที่สุดในเดือนล่าสุด โดยขยับขึ้น 0.14 จุดเปอร์เซ็นต์

การอยู่บ้านพ่อแม่นานขึ้น กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ

ลุค เรดแมน นักเศรษฐศาสตร์จาก REA Group กล่าวว่า ภาวะตึงตัวของตลาดเช่าคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ในออสเตรเลียเลือกอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น

"แม้ตลาดเช่าทั่วประเทศจะเริ่มผ่อนคลายลงบ้างตั้งแต่ต้นปี 2026 แต่โดยรวมก็ยังคงตึงตัว" เรดแมนกล่าวกับเอสบีเอส นิวส์

เขาระบุว่า การปรับขึ้นของค่าเช่าอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนชะลอการเข้าสู่ตลาดเช่า และหันไปมองหาทางเลือกอื่น หากยังสามารถทำได้ เช่น การอาศัยอยู่กับครอบครัวต่อไป

"สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น"

เขากล่าวว่า ผลกระทบของแนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการอยู่อาศัย แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างด้วย

"เมื่อคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงานและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถย้ายไปอยู่ใกล้แหล่งงานหรือโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ" เขากล่าว

"ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนขึ้น เพราะรายได้ของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับอัตราการปรับขึ้นของค่าเช่าที่อยู่อาศัย"

ขณะเดียวกัน ผลวิจัยของ Cotality ที่เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม พบว่า ปัจจุบันครัวเรือนในออสเตรเลียต้องนำรายได้ เกือบหนึ่งในสาม ไปจ่ายค่าเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็น ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 27 เมื่อ 5 ปีก่อน

ข้อมูลอีกชุดจาก OECD ที่เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม ยังพบว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) ของชาวออสเตรเลียลดลงร้อยละ 5.1 นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่ค่าจ้างแท้จริงลดลงมากที่สุด ส่งผลให้ภาระจากการปรับขึ้นของค่าเช่ายิ่งหนักหน่วงขึ้นสำหรับผู้เช่า

ผลการศึกษาของ Productivity Commission ระบุว่า ชาวออสเตรเลียที่เกิดในช่วง ทศวรรษ 1990 เป็นคนรุ่นแรกที่มีคุณภาพชีวิตและฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเท่าที่มีการบันทึกข้อมูล

เมกกินสันมองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้นอาจเป็นการตัดสินใจที่ คุ้มค่าทางการเงินมากกว่า

"การอาศัยอยู่กับพ่อแม่เมื่ออายุ 31 ปี อาจทำให้หลายคนมองแปลก ๆ แต่การดิ้นรนเพื่อจ่ายค่าเช่ากำลังกลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนมาก" เธอกล่าว

"การอยู่บ้านกับครอบครัวให้นานขึ้นอาจเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่ชาญฉลาด เพราะช่วยให้คนรุ่นใหม่เก็บเงินดาวน์ซื้อบ้านได้เร็วขึ้น และหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากค่าเช่าที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง"

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now