น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดจุดคำถามถึงระบบเตือนภัย เมื่อการรู้ว่าฝนจะตกหนักอาจไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่รู้ว่าพื้นที่ของตัวเองเสี่ยงแค่ไหน และควรเตรียมตัวอย่างไร
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาทำให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ถนนบางสายไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ
ลิลลี่ ภัทรดา อดีตนักเรียนไทยในเมลเบิร์น ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในย่านลาดพร้าว เปิดเผยกับเอสบีเอส ไทย ว่าแม้ว่าบ้านของเธอจะไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยตรง อย่างไรก็ตามครอบครัวก็ได้รับผลกระทบจากการเดินทางและการเตรียมของจำเป็น
โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย แต่เมื่อไม่ทราบล่วงหน้าว่าสถานการณ์จะรุนแรงเพียงใด ทางครอบครัวจึงไม่ได้เตรียมสเบียงอาหารและสิ่งจำเป็นไว้ในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้
“เราได้รับ warning ช้า ซึ่งตอนที่เราได้รับน้ำก็ท่วมไปแล้ว” เธอกล่าว
ลิลลี่เสนอว่า หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและการป้องกันภัยควรประสานงานกันมากขึ้น และควรมีการกระจายข้อมูลผ่านสื่อและช่องทางต่าง ๆ ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
“ลินอยู่กับผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ที่เรายัง support เขาได้ แต่ก็มี ผู้สูงอายุหลายๆ ท่านที่เค้าไม่สามารรถช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้ ซี่งควรมีเรื่องของการประสานงานของภาครัฐกับการสื่อสารกับประชาชน การเตรียมรับมือสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น”

การเตือนภัยล่วงหน้าสำคัญอย่างไร
ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวข้อที่ สิตตา (ซินดี้) มารัตนชัย นักศึกษาปริญญาโทที่ RMIT University ในเมลเบิร์น กำลังศึกษาอยู่
ซินดี้ทำงานงานวิจัยเรื่องระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) โดยเปรียบเทียบบริบทของไทยกับออสเตรเลีย ทำให้เธอนำแนวคิดที่กำลังศึกษามาทดลองใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร
ซินดี้บอกว่า ไทยมีข้อมูลพยากรณ์อากาศและข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เธอมองว่ายังเป็นช่องว่างคือ คำเตือนที่บอกประชาชนว่า สภาพอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่และชีวิตประจำวันอย่างไรหรือที่เรียกว่า “impact warning”
“เมืองไทยมี weather warning แต่ว่ามันไม่มีหน่วยงานที่ขึ้นมาจัดการทำเรื่อง impact warning อะไรที่เป็นข้อมูลระดับท้องถิ่น”
ซินดี้ยกตัวอย่างในการเตรียมรับมือไฟป่าในออสเตรเลีย เธอบอกว่า การเตรียมพร้อมในพื้นที่เสี่ยงเริ่มขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่าซึ่งมีทั้งการประเมินความเสี่ยงและการให้ข้อมูลประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเธอมองว่า การให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้ประชาชนรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเกิดเหตุ
เมื่อมีข้อมูลสภาพอากาศและหน่วยงานฉุกเฉินในพื้นที่ประเมินว่าอาจเกิดผลกระทบ หน่วยงานเหล่านั้นสามารถออกคำเตือนได้ ขณะที่เธอมองว่ากระบวนการของไทยยังมีการตัดสินใจจากส่วนกลางอยู่มาก ซึ่งอาจทำให้การสื่อสารไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
“ประเทศไทยยังมี gap ตรงนี้จริงจริงแล้วก็เป็น attitude ของหน่วยงานราชการด้วยที่ว่ากว่าจะสั่งการก็ต้องประชุมต้องมีคณะกรรมการต้องมาเห็นตรงกัน"
"ต่างจากออสเตรเลีย SES รับจบถ้า BOM เค้าประกาศ weather warnings มา ในพื้นที่ SES เค้าประเมินแล้วว่ามันมีอิมแพคจริงก็สามารถที่จะแบบทำได้เลย เหมือนมีอำนาจในตัวเองแล้วก็ไม่มีคัลเจอร์ของการกลัวประกาศผิด”
จากห้องเรียนสู่การทดลองใช้ในสถานการณ์จริง
จากการศึกษาสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ซินดี้เริ่มรวบรวมข้อมูลและพัฒนาเว็บไซต์ “สู้ภัยเซ็นเตอร์” หรือ SUPI.center โดยนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาไว้ด้วยกัน ก่อนจะเปิดให้คนทั่วไปทดลองใช้ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ
เธอบอกว่า จุดประสงค์ไม่ได้มีเพียงให้คนติดตามว่าฝนตกหรือมีน้ำท่วมที่ไหน แต่ต้องการให้ข้อมูลเหล่านั้นช่วยคนประเมินความเสี่ยงและเตรียมตัวล่วงหน้าได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ อาจต้องเตรียมตัวมากกว่าครอบครัวทั่วไป ขณะที่คนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรรู้ว่า หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะต้องอพยพไปที่ใด
“ประชาชนควรจะต้องฝึกทำด้วยตัวเอง ต้องรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงแค่ไหน แล้วถ้าเกิดภัยมา เราจะเตรียมอะไรไว้บ้าง” ซินดี้กล่าว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างพัฒนาระบบ ซินดี้พบว่า การนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาใช้ร่วมกันยังมีข้อจำกัด
ข้อมูลระดับน้ำบางส่วนสามารถดึงมาแสดงได้แบบเรียลไทม์ แต่ข้อมูลบางชุดไม่สามารถดึงเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ ทำให้เธอต้องเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลที่มีการอัปเดตทุก 2-3 ชั่วโมง และนำมาใส่ในระบบด้วยตัวเอง

AI กับการเตือนภัยล่วงหน้า
ซินดี้มองว่าในปัจจับัน AI สามารถเข้ามาช่วยจัดการข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงทำงานบางขั้นตอนแบบอัตโนมัติ ซึ่งอาจช่วยลดทั้งเวลาและต้นทุนในการพัฒนาระบบเตือนภัย
ในการพัฒนาเว็บไซต์ของเธอเอง ซินดี้ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดและจัดการข้อมูล โดยเธอมองว่าเทคโนโลยีลักษณะนี้อาจนำมาประยุกต์ใช้กับงานของหน่วยงานรัฐได้เช่นกัน โดยเฉพาะงานที่ต้องรวบรวมและส่งต่อข้อมูลให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า AI ไม่สามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะข้อมูลบางอย่างยังต้องผ่านการตรวจสอบ โดยเฉพาะข้อมูลจากพื้นที่เกิดเหตุ
ซินดี้ยกตัวอย่างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนในออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อเกิดเหตุในพื้นที่ คนในชุมชนสามารถช่วยรายงานสิ่งที่พบเห็นได้ แต่ข้อมูลเหล่านั้นก็ยังต้องมีระบบรับข้อมูลและตรวจสอบสถานการณ์หน้างานก่อนนำไปใช้
“ AI เนี่ยช่วยในการเข้าไปดูข้อมูลเข้าไปดึงข้อมูลดีมาก แล้วก็มันทำให้ต้นทุนในการพัฒนาแอป จริงๆ มันจะถูกลงมาเพราะเราก็ไม่ต้องจ้าง แต่ยังมีข้อเสียเพราะว่าข้อมูลหลายอย่าง อาจจะต้อง verify โดยมนุษย์”
ศึกษาตัวอย่างจากออสเตรเลีย
อีกแนวคิดหนึ่งที่ซินดี้ให้ความสำคัญจากการเรียนในออสเตรเลียคือ การจัดการภัยพิบัติต้องคำนึงถึงคนที่มีความต้องการแตกต่างกัน (inclusive disaster management)
เธอบอกว่า แนวคิดเรื่องการเข้าถึงควรถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่การออกคำเตือน ไปจนถึงการวางแผนอพยพ เพราะประชาชนแต่ละกลุ่มอาจมีข้อจำกัดในการรับข้อมูลและรับมือกับเหตุฉุกเฉินไม่เหมือนกัน
เธอยกตัวอย่างว่า หากใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในการให้ข้อมูล ก็ต้องคำนึงด้วยว่า ผู้พิการทางการมองเห็นซึ่งใช้ระบบอ่านหน้าจอจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้หรือไม่
“ แบบเราทำแอปเตือนภัยแต่ว่าจะทำยังไงให้มันอ่านง่าย หรือให้คนที่เค้าใช้ระบบสำหรับคนคนตาไม่ดีและ(สามารถทีใช้) ระบบฟังเสียงที่สามารถอ่านหน้าจอสกรีนได้ มันเป็นเรื่องเลกๆ น้อยๆ ของการเรียนที่นี่แลเวเพิ่มมุมมองของเรา" ซินดี้กล่าว
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





