เมื่ออาหารไทยไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับชาวออสเตรเลียแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินที่คนออสซีคุ้นเคย การมาเปิดร้านอาหารของ พิชญา (แพม) สุนทรญาณกิจ เชฟไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก จึงอาจไม่ได้มีเพียงคำถามว่าเธอจะนำอาหารไทยแบบไหนมานำเสนอ แต่ยังชวนมองลึกลงไปว่า อาหารไทยในแบบของเธอจะเข้ามาต่อยอดอะไรในตลาดที่คุ้นเคยกับรสชาติไทยอยู่แล้ว
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
เชฟแพม พิชญา สุนทรญาณกิจ เจ้าของตำแหน่ง The World's Best Female Chef 2025 กำลังเตรียมนำอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอออกนอกประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยมีออสเตรเลียเป็นจุดหมาย
แม้ก่อนหน้านี้มีหลายประเทศติดต่อให้เธอไปเปิดร้าน แต่เชฟแพมบอกกับเอสบีเอส ไทยว่า การตัดสินใจเลือกออสเตรเลียส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกหลังได้เดินทางมาสำรวจหลายเมือง ทั้งเพิร์ท เมลเบิร์น และซิดนีย์
นอกจากผู้คนและบรรยากาศ สิ่งที่สะดุดตาเธอคือพื้นที่ของอาหารเอเชีย โดยเฉพาะอาหารไทย ซึ่งดูเหมือนจะเดินทางมาไกลกว่ายุคที่คนรู้จักเพียงอาหารไทยไม่กี่จาน
“อาหารเอเชีย โดยเฉพาะอาหารไทย คนยอมรับในรสชาติดั้งเดิมของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเผ็ด และเราไม่ได้เห็นแค่อาหารภาคกลางอย่างเดียว เห็นภาคเหนือ ภาคใต้ด้วย”
สำหรับเชฟแพม ความคุ้นเคยนั้นเปิดพื้นที่ให้เชฟไทยสามารถนำเสนออาหารของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่าจะต้องปรับรสชาติแค่ไหนเพื่อให้คนในประเทศนั้นยอมรับ
“เรารู้สึกว่าถ้าเอาอาหารมา เราไม่ต้องปรับอะไรเพื่อตอบสนองคนในประเทศนั้น เหมือนเราไปโชว์อาหารของไทยมากกว่า”
ความสนใจด้านอาหารมาจากไหน
หากย้อนกลับไปก่อนรางวัลระดับโลกและร้านอาหารที่ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จัก จุดเริ่มต้นของเชฟแพมไม่ได้อยู่ในครัวร้านอาหาร แต่อยู่ในครัวที่บ้าน
คุณแม่ของเธอลาออกจากงานตั้งแต่ตั้งครรภ์ลูกคนแรก และเป็นคนทำอาหารให้ครอบครัว เชฟแพมจึงเติบโตมากับการตามแม่ไปตลาด ก่อนกลับมาช่วยหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ในครัว ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการทำอาหารจะกลายเป็นอาชีพได้
แต่ครัวกลายเป็นพื้นที่ที่คุ้นเคย และความคุ้นเคยนั้นค่อย ๆ พาเธอไปเรียนทำอาหารที่นิวยอร์กในเวลาต่อมา
ชีวิตในเมืองแห่งการแข่งขันอย่างนิวยอร์กนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ช่วงแรกเธอบอกว่าทั้งเหนื่อยกายและเหนื่อยใจโดยเฉพาะการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่พูดกันตรงไปตรงมากว่าที่เธอคุ้นเคยในประเทศไทย
เมื่อเรียนจบ เธอเลือกเข้าไปฝึกงานในร้านระดับมิชลิน เพราะมีความฝันเหมือนเชฟรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยในเวลานั้นว่า สักวันหนึ่งอยากมีร้านของตัวเองและอยากรู้ว่า เบื้องหลังร้านที่ได้รับดาวมิชลินนั้นต่างจากครัวทั่วไปอย่างไร

Chef's Table กับการค้นหาลายเส้นของตัวเอง
หลังกลับประเทศไทย เชฟ แพม เปิด Chef's Table ที่กลายเป็นเหมือนห้องทดลองที่เปิดโอกาสให้เชฟแพมเปลี่ยนเมนู ลองผิดลองถูก และค่อย ๆ หาเอกลักษณ์ของตัวเอง
“การทำอาหารมันเหมือน artist คนหนึ่งที่พยายามจะวาดภาพ แล้วจะวาดภาพยังไงให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง”
ในช่วงแรก อาหารของเธอมีกลิ่นอายฝรั่งเศสค่อนข้างชัดตามสิ่งที่เรียนมา แต่เมื่อทำไปเรื่อยเธอก็กลับเข้าใกล้สิ่งที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กมากขึ้น
ความทรงจำเกี่ยวกับอาหารที่แม่เคยทำให้กิน รวมถึงพื้นเพครอบครัวไทย-จีน เริ่มเข้ามาปรากฏในอาหารของเธอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่ต่อมาถูกนำมาเป็นแกนกลางในการสร้างสรค์เมนูที่ร้าน Potong ร้านอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ Potongและทำให้เธอเป็นที่รู้จักในระดับโลกในฐานะ The World's Best Female Chef 2025
แต่เมื่อเอสบีเอส ไทยถามว่า ท่ามกลางเชฟหญิงมากมายทั่วโลก อะไรทำให้เธอคิดว่าคนมองเห็นความแตกต่างในตัวเธอ เชฟแพมชี้ว่า “ความจริงใจ” อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนลงคำแนนโหวตให้เธอ
“แพมเชื่อว่าอาหารมันไม่ใช่แค่ความอร่อยกับความหรูหราอย่างเดียว มันคือความรู้สึกของคนมาทาน แล้วเขารู้สึกว่าเขา connect กับเรา”
“คือการที่เรา sincere กับสิ่งที่เราทำ ซื่อสัตย์กับวัตถุดิบ กับลูกน้องเรา กับ customer กับ supplier ของเรา การซื่อสัตย์เนี่ยมันจะทำให้ทุกอย่างมันจะออกมาดีเพราะว่าทุกคนจะซัพพอร์ตเราในทุกๆ เรื่อง”
รางวัลและความคาดหวัง
ชื่อของ World's Best Female Chef 2025 อาจทำให้การเดินทางมาออสเตรเลียครั้งนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เชฟแพมยอมรับว่า มันทำให้รู้ว่าคนกำลังจับตามองเช่นกัน
“กดดัน กดดันค่ะ เพราะว่าการที่ข่าวลง ก็ลงเยอะ เราก็ตื่นเต้น แล้วก็รู้ว่าคนก็น่าจะจับตามอง อยากจะมา visit โดยมี expectation อย่างนึง”
“แต่ว่าทำให้เราดันความกดดันมันทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะทำให้มันดีขึ้น ทำให้เราตั้งใจมากขึ้น เพราะว่าก็เป็นสิ่งที่ดีที่มันเอฟเฟคกับตัวแพมในการทำงาน”
มองวัฒนธรรมอาหารของเพิร์ทและซิดนีย์อย่างไร
เชฟแพมออกตัวก่อนว่า เธอเพิ่งมีโอกาสสำรวจเพิร์ทและซิดนีย์อย่างจริงจังครั้งล่าสุด และใช้เวลาในแต่ละเมืองเพียงประมาณสามวัน เธอบอกว่าเพิร์ทในสายตาของเธอมีความเป็นเมืองสำหรับครอบครัว
“แพมรู้สึกว่าเพิร์ทเป็นเมืองที่เป็นครอบครัวใหญ่ พ่อ แม่ แล้วก็ลูกหลานสามารถทานในร้านเดียวได้”
ทว่าซิดนีย์กลับให้ภาพของเมืองใหญ่ที่มีจังหวะชีวิตสนุกสนานและไม่เคยหลับไหล
“พอมาซิดนีย์รู้สึกว่ามีความทันสมัยมากขึ้น คนอยากได้บรรยากาศที่เข้าไปแล้วมันสนุก มันมีความนิวยอร์กนิด ๆ”
และเมื่อเราถามว่า เธอมองตัวเองอย่างไรในวงการอาหารไทยในออสเตรเลียที่มีคนบุกเบิกไว้หลายรุ่น คำตอบแรกของเธอคืออยาก “ฝากเนื้อฝากตัว” กับเชฟและผู้ประกอบการรุ่นก่อน
เธอบอกว่าอยากไปเยี่ยมร้านอาหารไทยที่อยู่มาก่อน พูดคุย แลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากคนที่รู้จักตลาดนี้ดีกว่าเธอ
ก่อนจะทิ้งท้ายถึงสิ่งที่อยากเห็นในวงการคนทำร้านอาหารไทยไกลบ้านว่า
“เราคนไทยไปอยู่เมืองนอก ไม่ควรมองให้เป็นคู่แข่งกัน เราต้องพากันไปด้วยกัน มันจะได้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





