SKIP TO MAIN CONTENT

Thai Voice: แก่ตัวในออสเตรเลียกับการดูแลที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรม

Age care of ALC Header Cutout.jpg
ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ Aged Care Act 2024 กฎหมายปฏิรูประบบดูแลผู้สูงอายุเมื่อปี 2025 โดยยึดสิทธิและความต้องการของผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง Credit: Daniel Tran/unsplash

เมื่อคนไทยในออสเตรเลียก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุมากขึ้น การเข้าถึงบริการที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิต เอสบีเอส ไทย สำรวจว่าระบบดูแลผู้สูงอายุของออสเตรเลียตอบโจทย์คนในชุมชนไทยมากน้อยเพียงใด ผ่านมุมมองของครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญ และอาสาสมัครของชุมชนไทย


Published

Updated

By Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

เมื่อคนไทยในออสเตรเลียก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุมากขึ้น การเข้าถึงบริการที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิต เอสบีเอส ไทย สำรวจว่าระบบดูแลผู้สูงอายุของออสเตรเลียตอบโจทย์คนในชุมชนไทยมากน้อยเพียงใด ผ่านมุมมองของครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญ และอาสาสมัครของชุมชนไทย


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2025 ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ Aged Care Act 2024 กฎหมายปฏิรูประบบดูแลผู้สูงอายุครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี โดยเปลี่ยนแนวคิดจากระบบที่เน้นการให้บริการ (service-centred) ไปสู่การยึดสิทธิและความต้องการของผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง (rights-based, person-centred care)

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการดูแลที่เคารพภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ อัตลักษณ์ และประสบการณ์ชีวิตของตน รวมถึงสามารถรักษาความเชื่อมโยงกับครอบครัว ชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีความหมายต่อชีวิต แต่เมื่อหลักการเหล่านี้ถูกนำมาปฏิบัติจริง การดูแลที่ตอบโจทย์ภาษาและวัฒนธรรมมีความหมายอย่างไร

เอสบีเอส ไทย พูดคุยกับครอบครัวไทยในนครเมลเบิร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการดูแลผู้สูงอายุ อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ในสถานดูแลคนชรา เพื่อสำรวจว่าการดูแลผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะกับวัฒนธรรมคืออะไรและมีปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและมีคุณค่าแม้แก่ตัวลง

จะเลือกผู้ดูแลที่ใช่อย่างไร

เอ อารยา (นามแฝง) ชาวไทยในนครเมลเบิร์นเปิดเผยว่าการดูแลคุณแม่วัยชราที่ป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันควบคู่กับการทำงานและการเลี้ยงลูก

แม้ขณะนี้คุณแม่จะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในหลายเรื่อง ทั้งอาบน้ำ อุ่นอาหาร หรือทำกิจวัตรประจำวันในช่วงที่ยาควบคุมอาการออกฤทธิ์ แต่เมื่อฤทธิ์ยาหมดลง กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงจนแทบขยับตัวไม่ได้ ทำให้การใช้ชีวิตแต่ละวันต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตามยังมีความกังวลอื่นๆ นอกจากจะเรื่องสุขภาพของคุณแม่ นั่นคือความกังวลด้านสุขภาพจิต เอ เปิดเผยว่า

"ตอนแรกที่พยายามจะให้เค้าออกไปข้างนอก เค้าไม่ไปไหนเลย เพราะว่าเค้าไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เค้าบอกว่าคนไทยมองเค้าเหมือนกับเค้าไม่ปกติ"

เอเล่าว่า เวลาพาคุณแม่ไปวัดหรือพบปะคนไทย หลายคนมักถามถึงอาการของโรคพาร์กินสันด้วยความเป็นห่วง แต่คำถามเหล่านั้นกลับทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัด จนเลือกหลีกเลี่ยงการพบผู้คน

ในฐานะลูก เอเคยเชื่อว่าการพาคุณแม่ออกไปพบปะผู้คนจะช่วยลดความเหงา แต่เมื่อได้พูดคุยกันมากขึ้น เธอจึงเริ่มเข้าใจว่าความสุขของผู้สูงอายุแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

จนกระทั่งวันหนึ่งเอได้ใช้บริการผู้ดูแล (carer) ที่เป็นชาวจีนซึ่งพูดภาษาจีนกลาง เพราะคุณแม่ของเอ เคยใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันเป็นเวลาหลายปี ทำให้สามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้ดี และเอเปิดเผยว่าคุณแม่มีความสุขมากขึ้น

"ทุกวันนี้เค้าก็มีความสุขมากขึ้น ออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น คุยกัน หัวเราะกัน พากันทานกาแฟ ไปช้อปปิ้ง อยากจะไปซื้ออะไรก็พาไปซื้อ"

คุณเอบอกว่า กว่าครอบครัวจะพบผู้ดูแลที่เข้ากันได้ ต้องเปลี่ยนผู้ดูแลมาหลายคน และสำหรับเอ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลต่อคุณแม่เพียงคนเดียว

"เมื่อก่อนพี่เครียด กลัวแม่ไม่มีความสุข แต่พอมีแคร์เรอร์ ที่คลิกกับเค้า ก็รู้สึกว่าชีวิตเค้ามีสีสันมากขึ้น"

เมื่อความกังวลลดลง เธอเองก็สามารถกลับไปทุ่มเทกับงานและครอบครัวได้มากขึ้น โดยไม่ต้องลางานทุกครั้งที่คุณแม่มีนัดพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม คุณเอมองว่ายังมีอีกประเด็นที่ครอบครัวผู้สูงอายุจำนวนมากอาจเผชิญเหมือนกัน คือการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและบริการต่าง ๆ แม้ขั้นตอนการสมัครจะไม่ซับซ้อน แต่หากไม่มีคนแนะนำ เธออาจไม่เคยรู้เลยว่าคุณแม่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือในการดูแลผู้สูงอายุผ่านโครงการ NDIS

"อาจจะเป็นเพราะพี่ไม่มีเวลานั่งรีเสิร์ช หรือหาข้อมูลว่า ถ้าพาแม่มาอยู่ที่ออสเตรเลีย เราจะใช้สิทธิอะไรได้บ้าง จนมีเจ้าหน้าที่เขาแนะนำให้รู้จักบริการนี้ พี่ก็เลยได้รู้ว่ามีสิทธิแบบนี้ด้วย"

นโยบายด้านการดูแลผู้สูงอายุจากชุมชนหลากภาษาและวัฒนธรรม

ปราณี พงษ์โสภา ผู้จัดการฝ่ายที่ปรึกษาด้านการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Active aging advisory senior manager) อธิบายว่า ผู้สูงอายุจากไทยและผู้สูงอายุจากชุมชนหลากภาษาและวัฒนธรรมจำนวนมากมีความต้องการที่แตกต่างจากผู้สูงอายุออสเตรเลียทั่วไป ทั้งในด้านค่านิยมครอบครัว ภาษา และประสบการณ์ชีวิต

"คนไทยหรือคนเอเชียจะมีวัฒนธรรมที่เน้นสายสัมพันธ์ครอบครัว มีความกตัญญูเป็นหลัก ทำให้การพึ่งพาระบบหรือคนนอกบ้าน เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวทางจิตใจอย่างมาก"

อีกประเด็นหนึ่งที่พบได้บ่อย คือภาวะ language regression หรือการที่ผู้สูงอายุลืมภาษาที่สองเมื่ออายุมากขึ้น

"ผู้สูงอายุหลายคนจะลืมภาษาอังกฤษที่เคยใช้ แล้วกลับไปใช้ภาษาแม่เพียงอย่างเดียว"

เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว การสื่อสารเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย ความต้องการ หรือการตัดสินใจด้านการรักษา อาจทำได้ยากขึ้น ส่งผลต่อทั้งคุณภาพการดูแลและการเข้าถึงบริการของรัฐ

คุณปราณี อธิบายว่า แม้ภาษาและวัฒนธรรมจะมีบทบาทสำคัญ แต่หัวใจของการดูแลที่ตอบโจทย์การดูแลผู้สูงอายุคือการเข้าใจตัวตนของผู้สูงอายุแต่ละคน

"การได้พูดภาษาเดียวกัน หรือมีคนเข้าใจวัฒนธรรมเดียวกันสำคัญมากจนเรียกได้ว่าเป็น 'ยาใจ'"

เธอกล่าวว่า เมื่อผู้สูงอายุรู้สึกปลอดภัยและได้รับความเข้าใจ พวกเขาจะเปิดใจพูดถึงความกังวลหรืออาการเจ็บป่วยที่อาจไม่เคยบอกใคร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดูแลแบบยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง

Pranee_Pongsopa.jpeg
ปราณี พงษ์โสภา ผู้จัดการฝ่ายที่ปรึกษาด้านการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ Credit: Pranee Pongsopa

ช่องว่างของนโยบายและบทบาทของชุมชน

แม้ออสเตรเลียจะมีระบบดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สำหรับผู้สูงอายุจากชุมชนผู้อพยพ ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การเข้าถึงบริการไม่ง่ายอย่างที่ควร

ผู้จัดการฝ่ายที่ปรึกษาด้านการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ มองว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดบริการ หากแต่อยู่ที่ความซับซ้อนของระบบ การสื่อสาร และการขาดบุคลากรที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

"ระบบสวัสดิการของออสเตรเลียค่อนข้างมีประสิทธิภาพแต่ยังมีช่องว่างสำหรับคนกลุ่มผู้อพยพ ความซับซ้อนของระบบทำให้คนเข้าถึงบริการยาก การสื่อสารก็ยาก รวมถึงยังขาดบุคลากรที่เข้าใจวัฒนธรรม"

เธอกล่าวว่า การแก้ปัญหาไม่ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรสร้างความร่วมมือกับองค์กรในชุมชนที่มีความไว้วางใจจากประชาชนอยู่แล้ว

หนึ่งในข้อเสนอคือ การสนับสนุนงบประมาณเพื่อฝึกอบรมบุคคลสองภาษาในชุมชนให้ทำหน้าที่เป็น "ผู้นำทาง" (navigator) คอยช่วยผู้สูงอายุและครอบครัวทำความเข้าใจระบบ และเชื่อมต่อเข้าสู่บริการของ My Aged Care

"รัฐบาลควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำหนดนโยบาย มาเป็นพาร์ตเนอร์กับชุมชนอย่างใกล้ชิด จัดสรรงบประมาณเพื่อจ้างและฝึกอบรมคนในชุมชนที่มีทักษะสองภาษา ให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง ช่วยผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบ My Aged Care"

ปราณียังเสนอว่า องค์กรที่ชุมชนมีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว เช่น วัดไทย หรือองค์กรชุมชน ควรได้รับการสนับสนุนในฐานะ พันธมิตรของภาครัฐ มากกว่าจะเป็นเพียงองค์กรการกุศล

"ถ้ารัฐบาลจับมือกับวัดหรือองค์กรชุมชน ให้เป็นพาร์ตเนอร์ในการทำงานจริง ๆ และสนับสนุนงบประมาณ ก็จะช่วยให้คนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น"

ปราณียังมองว่า ออสเตรเลียควรสนับสนุนบริการดูแลผู้สูงอายุที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านภาษาและวัฒนธรรมมากขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ทั้งด้านภาษา อาหาร กิจกรรม และความเชื่อทางศาสนา

อย่ารอจนป่วย ค่อยสมัคร My Aged Care

ข้อมูลจากรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ยังรอรับบริการดูแลทั้งที่บ้านและในสถานดูแลผู้สูงอายุ โดยบางรายต้องรอนานหลายเดือนหรือเกือบหนึ่งปี

ปราณีอธิบายว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากหลายคนไม่ทราบว่า สามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ My Aged Care ได้ตั้งแต่อายุ 65 ปี แม้ยังไม่จำเป็นต้องใช้บริการทันที

"หลายคนไม่รู้ ก็จะรอจนป่วย หรือรอจนต้องการใช้บริการจริง ๆ แล้วค่อยสมัคร ทำให้ต้องรอนาน"

เธอแนะนำว่า ผู้สูงอายุและครอบครัวควรเริ่มศึกษาข้อมูลและสมัครเข้าสู่ระบบตั้งแต่มีสิทธิ์ เพื่อให้การประเมินและการจัดบริการสามารถดำเนินการได้ล่วงหน้า

"พอเราอายุ 65 ปี ถ้าเริ่มสมัครตั้งแต่ตอนนั้น ก็จะทำให้ระบบเดินไปก่อน ไม่ต้องรอจนถึงวันที่จำเป็นต้องใช้บริการแล้วค่อยเริ่มทุกอย่าง"

การดูแลที่คำนึงถึงวัฒนธรมในสถานดูแลผู้สูงอายุ

แนวคิดเรื่องการดูแลที่คำนึงถึงภาษาและวัฒนธรรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงในกฎหมายหรือแนวนโยบาย แต่ถูกนำมาปรับใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันที่ผู้สูงอายุย้ายเข้าสู่ศูนย์ดูแล ไปจนถึงการออกแบบกิจกรรม การสื่อสาร และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ไอศุรีย์ แยมมูนนี ผู้ประสานงานกิจกรรม (Lifestyle Coordinator) ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในนครเมลเบิร์นอธิบายว่า การดูแลที่ตอบสนองต่อความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม (culturally responsive care) เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุในออสเตรเลีย

"ออสเตรเลียเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีการใช้ภาษามากกว่าร้อยภาษา ศูนย์ที่ดิฉันทำงานเคยมีผู้สูงอายุจากเกือบ 30 วัฒนธรรม และใช้ภาษามากกว่า 20 ภาษา"

เธอกล่าวว่า การดูแลที่คำนึงถึงภาษาและวัฒนธรรมมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง สื่อสารความต้องการได้อย่างเข้าใจ และยังคงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แม้จะต้องย้ายเข้ามาอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ

ไอศุรีย์ อธิบายขั้นตอนก่อนผู้สูงอายุจะเข้าพักว่าเจ้าหน้าที่จะมีการพูดคุยกับผู้สูงอายุและครอบครัวอย่างละเอียด ทั้งเรื่องภาษา ศาสนา อาหาร ความเชื่อ วันสำคัญทางวัฒนธรรม รวมถึงความชอบและกิจวัตรที่คุ้นเคย เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดไปจัดทำ Cultural Care Plan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลรายบุคคล

"ทุกคนในทีมควรอ่านและปฏิบัติตามแผนนี้ ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ไลฟ์สไตล์ แต่รวมถึงผู้ช่วยพยาบาลและพยาบาลด้วย"

Isuree_Yammouni.jpeg
ไอศุรีย์ แยมมูนนี ผู้ประสานงานกิจกรรม (Lifestyle Coordinator) ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในนครเมลเบิร์น Credit: Isuree Yammouni

ภาษาเป็นประตูของความเข้าใจ

ไอศุรีย์ กล่าวว่า ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม อาจค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และกลับไปใช้ภาษาแม่เป็นหลัก

เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุยังสามารถสื่อสารความต้องการได้ ศูนย์ดูแลหลายแห่งจึงจัดเตรียม Communication Card ซึ่งมีทั้งข้อความและภาพประกอบในภาษาต่าง ๆ สำหรับใช้สื่อสารเรื่องพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำ การแต่งตัว หรือการบอกอาการเจ็บป่วย

"ภาษาเป็นประตูของความเข้าใจ เป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดในการสื่อสารกับผู้ดูแล"

เธออธิบายว่า หากผู้สูงอายุไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองต้องการอะไร หรือกำลังเจ็บปวด การดูแลก็อาจไม่ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา

การดูแลที่คำนึงถึงวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน

การดูแลที่คำนึงถึงวัฒนธรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องภาษา แต่ยังสะท้อนผ่านกิจกรรมและบรรยากาศในชีวิตประจำวัน

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เธอทำงานจะจัดกิจกรรมตามเทศกาลหรือวันสำคัญของแต่ละวัฒนธรรม พร้อมเตรียมอาหารพื้นเมือง เปิดเพลง และชวนผู้สูงอายุแบ่งปันเรื่องราวจากบ้านเกิดของตน ไอศุรีย์ ระบุว่า

"เวลาเราจัดวันชาติอิตาลี เราก็ทำกน็อกกี (gnocchi) ให้ผู้สูงอายุได้กิน หรือวัน Australia Day ก็จัดอาหารที่คุ้นเคยสำหรับชาวออสเตรเลีย"

เธอกล่าวว่า กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับผู้สูงอายุจากวัฒนธรรมนั้น ๆ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุจากชาติอื่นได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน หลายคนแบ่งปันสูตรอาหาร เปิดเพลงพื้นบ้าน หรือเล่าถึงประเพณีที่เคยปฏิบัติในครอบครัว

"มันทำให้เขารู้สึกว่าเขายังมีรากเหง้าของตัวเอง และยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม"

ครอบครัวเตรียมตัวอย่างไร

หากครอบครัวที่กำลังมองหาบริการดูแลผู้สูงอายุ ไอศุรีย์ แนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารกับผู้ให้บริการตั้งแต่เริ่มต้น

"บอกเขาว่าคุณพ่อคุณแม่มีความต้องการด้านภาษาและวัฒนธรรมอย่างไร ชอบอาหารแบบไหน ชอบดูหนังหรือฟังเพลงอะไร เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการวางแผนการดูแล"

เธอกล่าวว่า รายละเอียดที่อาจดูเล็กน้อยสำหรับครอบครัว อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกไว้วางใจ ลดความกังวล และใช้ชีวิตในสถานดูแลได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

บทบาทของอาสาสมัครชุมชนกับที่พึ่งทางใจ

แม้ระบบดูแลผู้สูงอายุของออสเตรเลียจะให้ความสำคัญกับการดูแลที่ยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลางมากขึ้น แต่สำหรับผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมาใช้ชีวิตในต่างประเทศ ความต้องการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการได้รับการดูแลด้านร่างกาย

ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ภาษา ความเชื่อ และการได้พบผู้คนที่เข้าใจภูมิหลังของตนเอง ยังคงเป็นส่วนสำคัญของคุณภาพชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่วัยชรา

ด้วยเหตุนี้ พระครูคัมภีร์ปัญญาวิเทศ (พระอาจารย์บุญสม) เจ้าอาวาสวัดไทยนครเมลเบิร์น จึงริเริ่ม โครงการเมตตาแคร์ (Metta Care) เพื่อให้การเยี่ยมเยียนและกำลังใจแก่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยชาวไทย ทั้งที่บ้าน โรงพยาบาล และสถานดูแลผู้สูงอายุ

พระอาจารย์บุญสมอธิบายว่า โครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการออกไปค้นหาผู้รับบริการ แต่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือติดต่อมายังวัดด้วยตนเอง ก่อนพระสงฆ์จะเดินทางไปเยี่ยมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

"เราเพียงแจ้งให้ชุมชนทราบว่ามีโครงการนี้ หากใครต้องการให้พระไปเยี่ยมหรือให้กำลังใจ ก็สามารถติดต่อมาที่วัดได้"

แม้จะมีชื่อโครงการอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่พระอาจารย์กล่าวว่า การเยี่ยมผู้ป่วยและผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ทำมาโดยตลอดในฐานะส่วนหนึ่งของการดูแลชุมชน

Metta care
พระครูคัมภีร์ปัญญาวิเทศ (พระอาจารย์บุญสม) เจ้าอาวาสวัดไทยนครเมลเบิร์น ไปเยี่ยมให้กำลังใจญาติโยมที่ป่วยในโรงพยาบาล Credit: Watthai Melbourne

พระอาจารย์บุญสมบอกกับ เอสบีเอส ไทยว่าปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในการเยี่ยมผู้สูงอายุไทยไม่ใช่เรื่องโรคภัย หากคือความเหงา ความดดเดี่ยว

ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตอยู่ห่างจากบ้านเกิด ท่ามกลางภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้จะอยู่กับลูกหลาน แต่หลายคนยังรู้สึกคิดถึงวิถีชีวิต อาหาร ภาษา และสังคมที่คุ้นเคย

"บางคนมาอยู่ที่นี่ตอนอายุมากแล้ว ปรับตัวได้ยาก จะกลับเมืองไทยก็ไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แต่หลายอย่างไม่เหมือนสิ่งที่เคยคุ้นเคย"

พระอาจารย์กล่าวว่า เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น ผู้สูงอายุบางคนเริ่มรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ และมองไม่เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตต่อไป

บทบาทของวัดจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงเชื่อมโยงกับภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อของตนเอง พระอาจารย์บุญสมอธิบายว่า

"สำหรับผู้ที่เดินทางมาวัดไม่ได้ พระสงฆ์จะออกไปเยี่ยมถึงบ้านหรือสถานดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งเปิดให้ร่วมสวดมนต์และปฏิบัติธรรมทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้สูงอายุยังสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชนได้"

พระอาจารย์ยังมองว่า ปัจจุบันการมีผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ใช้ภาษาไทยได้มากขึ้นถือเป็นพัฒนาการที่ดี เพราะช่วยตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน ทั้งการสื่อสาร อาหาร และการใช้ชีวิต

อย่างไรก็ตาม การดูแลด้านจิตใจยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ชุมชนและศาสนาสามารถเข้ามาเติมเต็มได้

"ให้เขารู้สึกว่าไม่ได้ไกลจากวัด ไม่ได้ไกลจากศาสนา และไม่ได้ไกลจากประเพณีวัฒนธรรมของตัวเอง"

พระครูคัมภีร์ปัญญาวิเทศทิ้งท้ายว่า ในอนาคต วัดจะยังคงพัฒนาโครงการเมตตาแคร์ต่อไปตามความต้องการของชุมชน แม้ปัจจุบันจะดำเนินงานโดยวัดและอาสาสมัครเป็นหลักก็ตาม

ต้องการข้อมูลของ My Aged Care ศูนย์กลางข้อมูลและการสมัครบริการดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาลออสเตรเลียที่ โทรศัพท์: 1800 200 422

หากต้องการล่ามภาษาไทย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อใช้บริการล่ามผ่าน Translating and Interpreting Service (TIS National)

OPAN (Older Persons Advocacy Network) ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้สูงอายุและครอบครัวเกี่ยวกับสิทธิและบริการดูแลผู้สูงอายุ โทรศัพท์: 1800 700 600

Australian Government Find a Provider ค้นหาผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now