รัฐบาลของรัฐแห่งหนึ่งในออสเตรเลียขอความร่วมมือประชาชนใช้บริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสมในช่วงฤดูหนาว หลังแผนกฉุกเฉินเผชิญแรงกดดันจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น
สรุปประเด็น
- รัฐบาลออสเตรเลียแบ่งระดับการดูแลผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามความรุนแรงของอาการ เพื่อช่วยให้ประชาชนเลือกใช้บริการสาธารณสุขได้อย่างเหมาะสม
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจเรื้อรัง โรคปอด โรคเมตาบอลิก เบาหวาน และโรคไต มีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดหนักเมื่อเจ็บป่วย และควรเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
การเข้ารับการรักษาเมื่อป่วยในช่วงฤดูหนาว อาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงรอคิวที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล หากเลือกใช้บริการสาธารณสุขที่เหมาะสมกับอาการ
นี่คือข้อความที่รัฐบาลออสเตรเลียต้องการสื่อถึงประชาชนในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศมักมีผู้ป่วยหนาแน่นที่สุดของปี และระยะเวลารอคอยการรักษายาวนานกว่าปกติ
แม้ว่าการรับมือกับผู้ป่วยโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่จะเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ แต่รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ออกมาเน้นย้ำเป็นพิเศษ โดยขอให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการไปแผนกฉุกเฉิน เว้นแต่จะอยู่ในภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินในนครซิดนีย์เกือบ 10,000 คน ซึ่งรัฐมนตรีสาธารณสุขรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า เป็น วันที่มีผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินในช่วงฤดูหนาวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ศาสตราจารย์ พอล กริฟฟิน จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า แม้จำนวนผู้ป่วยในแต่ละรัฐจะแตกต่างกัน แต่ช่วงเวลานี้ของปีถือเป็นช่วงที่ระบบสาธารณสุขทั่วประเทศต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก
เขากล่าวว่า โรงพยาบาลทั่วออสเตรเลียกำลังดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) รวมถึงผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์กริฟฟินอธิบายว่า แผนกฉุกเฉินจะให้การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรืออยู่ในภาวะคุกคามชีวิตก่อนเสมอ
เขากล่าวว่า หากอาการไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน การเลือกใช้บริการสุขภาพรูปแบบอื่นจะช่วยให้โรงพยาบาลมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับดูแลผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ศาสตราจารย์กริฟฟินกล่าวว่า ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงยังมีทางเลือกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์หลายรูปแบบ จึงอยากให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าควรไปรับการรักษาที่ใดจึงจะเหมาะสมที่สุดกับอาการของตน
ถ้าป่วยควรไปที่ไหน
ขึ้นอยู่กับ อาการที่เป็น และ โรคประจำตัว ของแต่ละคน รัฐบาลออสเตรเลียแบ่งการดูแลรักษาออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่
- การรักษาทั่วไป (Routine care)
- การรักษาเร่งด่วน (Urgent care)
- การรักษาฉุกเฉิน (Emergency care)
โดยแต่ละระดับเหมาะกับอาการที่มีความรุนแรงแตกต่างกัน ครอบคลุมทั้งอาการจากไข้หวัดใหญ่และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ สำหรับปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ รัฐบาลแนะนำให้เริ่มต้นด้วย แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (GP)
ศาสตราจารย์กริฟฟินระบุว่า GP ไม่เพียงให้การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ยังช่วยวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้าได้ เช่น การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน และการให้คำแนะนำด้านสุขภาพสำหรับบุคคลและครอบครัว
เขากล่าวว่า
"หากอาการของคุณไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน GP มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการเข้าถึงการดูแลรักษาที่เหมาะสม"

ควรไปคลินิกดูแลผู้ป่วยเร่งด่วนหรือโรงพยาบาลเมื่อใด
หากคุณเริ่มมีอาการ เช่น เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกว่าอาการจากโรคทางเดินหายใจแย่ลง ควรพิจารณาไปที่ คลินิกดูแลผู้ป่วยเร่งด่วน (Urgent Care Clinic: UCC) หรือแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล
ศาสตราจารย์กริฟฟินอธิบายว่า
"หากคุณยังหายใจได้ตามปกติ ดื่มน้ำได้ และไม่ได้มีอาการป่วยรุนแรงทั่วร่างกาย GP ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด แต่หากมีข้อใดข้อหนึ่งไม่เป็นเช่นนั้น ผมแนะนำว่าไม่ควรลังเลที่จะไปโรงพยาบาล"
เขากล่าวเพิ่มเติมว่าคลินิกดูแลผู้ป่วยเร่งด่วน (Urgent Care Clinic) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ ยังไม่อยู่ในภาวะคุกคามถึงชีวิต และไม่น่าจะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
นับตั้งแต่ปี 2023 รัฐบาลออสเตรเลียได้เปิด Medicare Urgent Care Clinics (UCC) แล้ว 137 แห่งทั่วประเทศ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับเอสบีเอส นิวส์ว่า
"Medicare Urgent Care Clinics ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและแผนกฉุกเฉิน ทำให้โรงพยาบาลสามารถมุ่งดูแลผู้ป่วยที่มีอาการเร่งด่วนหรืออยู่ในภาวะคุกคามชีวิตได้มากขึ้น"
ใครคือกลุ่มเสี่ยงควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยรุนแรงจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ได้แก่ เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
ศาสตราจารย์กริฟฟินกล่าวว่า ผู้ที่มีโรคประจำตัวก็มีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดหนักได้เช่นกัน
"หากคุณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวหลายอย่าง เมื่อติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ อาการอาจลุกลามเป็นโรครุนแรงได้อย่างรวดเร็ว"
โรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ โรคหัวใจเรื้อรัง โรคปอด โรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ (Metabolic disorders) โรคเบาหวาน โรคไต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นได้
ศาสตราจารย์กริฟฟินแนะนำว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรทำความเข้าใจความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเอง และพบแพทย์ประจำตัว (GP) หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญล่วงหน้า เพื่อวางแผนรับมือหากเกิดการเจ็บป่วยในช่วงฤดูหนาว
"การรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงอะไร และวางแผนร่วมกับ GP หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้ล่วงหน้า ถือเป็นวิธีที่ดีในการดูแลสุขภาพตลอดฤดูหนาว"
หากไม่แน่ใจว่าควรเข้ารับบริการที่ใด ศาสตราจารย์กริฟฟินแนะนำให้โทรขอคำแนะนำจากสายด่วนสุขภาพของแต่ละรัฐ เช่น 13 HEALTH ของรัฐควีนส์แลนด์ หรือปรึกษา GP นอกเวลาทำการ เพื่อประเมินว่าควรเข้ารับการรักษาในระดับใด
นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรเลียยังมีบริการ 1800MEDICARE ซึ่งให้คำแนะนำด้านสุขภาพฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดยพยาบาลวิชาชีพ พร้อมแนะนำสถานพยาบาลที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น GP โรงพยาบาล หรือ Medicare Urgent Care Clinic
โฆษกกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า หากมีความเหมาะสมทางการแพทย์ ผู้โทรอาจได้รับการนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผ่าน โทรศัพท์หรือวิดีโอคอล กับแพทย์ของ 1800MEDICARE นอกเวลาทำการ
ยังไม่สายเกินไปที่จะฉีดวัคซีน
ศาสตราจารย์กริฟฟินกล่าวว่า การเตรียมตัวร่วมกับ GP เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับฤดูไข้หวัดใหญ่ เพราะเมื่อป่วยแล้ว การตัดสินใจเลือกใช้บริการสาธารณสุขอาจเป็นเรื่องยาก
เขายังย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจ ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดทุกปี
วัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ควรฉีดทุก 6–12 เดือน ส่วนประชาชนทั่วไปควรฉีด ปีละครั้ง
วัคซีน RSV แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว รวมถึง ทุกคนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีข้อกังวลด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามสภาพปัญหาของตนเอง
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ





