ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งมีความรุนแรงและคร่าชีวิตสัตว์ปีกจำนวนมาก ได้แพร่เข้าสู่รัฐที่สองของออสเตรเลียแล้ว หลังมีการยืนยันพบนกทะเลติดเชื้อเป็นตัวที่สามอย่างไรก็ตาม ทางการออสเตรเลียระบุว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ในมนุษย์ (pandemic) ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรง ได้แพร่เข้าสู่ รัฐที่สองของออสเตรเลีย แล้ว หลังมีการยืนยันพบนกทะเลอพยพติดเชื้อเป็นตัวที่สาม และคาดว่าจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นบนแผ่นดินใหญ่ในระยะต่อไป
ผู้ติดเชื้อรายล่าสุดเป็น นกทะเลอพยพในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย หลังจากก่อนหน้านี้มีการยืนยันพบเชื้อในนกทะเล 2 ตัวที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
จนถึงขณะนี้ ผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทั้ง 3 รายเป็น นกทะเลในธรรมชาติ และยังมีอีก 1 กรณีที่ต้องสงสัยในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ศาสตราจารย์ เรนา แมคอินไทร์ หัวหน้าโครงการความมั่นคงทางชีวภาพ (Biosecurity Program) แห่งสถาบันเคอร์บี (Kirby Institute) มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า แม้ออสเตรเลียจะมีความพร้อมรับมือการระบาดเป็นอย่างดี แต่การควบคุมการแพร่เชื้อใน นกป่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากนกสามารถอพยพและเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระ
“ศาสตราจารย์เรนา แมคอินไทร์ อธิบายว่า ออสเตรเลียมีระบบความมั่นคงทางชีวภาพและมาตรการเตรียมพร้อมที่เข้มแข็ง สามารถควบคุมความเสี่ยงในฟาร์มและการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกได้ แต่สิ่งที่ยังเป็นความท้าทายคือ นกป่า ซึ่งไม่สามารถควบคุมการอพยพได้ และอาจเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เชื้อ H5N1 แพร่เข้าสู่ประเทศ”
เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง H5N1 ยัง ไม่พบการระบาดในสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์หรือภาคการเกษตรของออสเตรเลีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย แจ็กกี จาร์วิส ยืนยันว่า การรับประทานเนื้อไก่และไข่จากออสเตรเลียไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ
"การรับประทานเนื้อไก่หรือไข่ที่มาจากสัตว์ปีกในออสเตรเลีย ไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน และจะถูกสื่อสารโดยรัฐบาลกลางในการหารือด้านการค้าตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะน่าผิดหวังก็ตาม แต่ดิฉันขอให้ชาวเวสเทิร์นออสเตรเลียมั่นใจและยังคงรับประทานไก่และไข่ได้ตามปกติ เพราะ ไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใด"
แจ็กกี จาร์วิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย กล่าว
เมื่อไม่นานมานี้ ออสเตรเลียยังเป็น ทวีปเดียวของโลกที่ยังไม่พบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง H5N1
ศาสตราจารย์เรนา แมคอินไทร์ ระบุว่า แม้ปัจจุบัน ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ในมนุษย์ (pandemic) ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเป็นไปได้ทางสถิติสูงกว่าที่เคยเป็นมา
"ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (US CDC) ประเมินว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ในมนุษย์ยังอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ในทางสถิติ ความเสี่ยงสูงกว่าที่เคยเป็น เพราะปัจจุบันมีโอกาสที่มนุษย์จะสัมผัสกับสัตว์หรือสัตว์ปีกที่ติดเชื้อมากขึ้น เนื่องจากเชื้อแพร่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังพบการกลายพันธุ์ของไวรัสบางส่วน ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อกำลังปรับตัวให้สามารถติดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้มากขึ้น" ศาสตราจารย์ แมคอินไทร์ ชี้
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์แมคอินไทร์ระบุว่า ออสเตรเลียมีการวางแผนรับมือโรคระบาด (pandemic planning) ที่ก้าวหน้า และกำลังพัฒนามาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง
"ศาสตราจารย์แมคอินไทร์กล่าวว่า หากเชื้อ H5N1 กลายพันธุ์จนสามารถแพร่ระหว่างคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียมีแผนรับมือโรคระบาดที่พัฒนาไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งกำลังพัฒนาวัคซีนสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินและมียาต้านไวรัสที่สามารถใช้รักษาได้”
ส่วนสถานการณ์ทั่วโลก การระบาดของเชื้อ H5N1 ทำให้นกหลายร้อยล้านตัวตายหรือถูกกำจัดเพื่อควบคุมโรค ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และเกิดความกังวลว่าเชื้ออาจแพร่ไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ศาสตราจารย์แมคอินไทร์กล่าวว่า แม้การแพร่เชื้อไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง แต่สัตว์บางชนิด เช่น วัว มักไม่ป่วยรุนแรงเท่าสัตว์ปีก อย่างไรก็ตาม หมู เป็นสัตว์ที่น่ากังวล หากอยู่ใกล้กับสัตว์ปีก
"เรากังวลเรื่องหมู เพราะหมูสามารถเป็นแหล่งผสมทางพันธุกรรมของไวรัสได้ ต่อให้มนุษย์ไม่ได้สัมผัสกับสัตว์โดยตรง หากหมูติดเชื้อจากนกป่า ไวรัสก็สามารถกลายพันธุ์ภายในตัวหมูได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก
แต่ในอดีต เชื้อ H5N1 ไม่ได้ติดหมูได้ดีนัก เคยมีกรณีติดเชื้อในสหรัฐฯ แต่ความเสี่ยงน่าจะอยู่ในพื้นที่ที่มีสัตว์ปีกและหมูอยู่ร่วมกัน เช่น ฟาร์มหลังบ้านในสหรัฐฯ ที่พบทั้งสัตว์ปีกและหมูในพื้นที่เดียวกัน"
ในส่วนของสัตว์ป่า ดร.เจน ยังเกอร์ จากสถาบันวิจัยทางทะเลและแอนตาร์กติก (Institute for Marine and Antarctic Studies) แห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย กล่าวว่า เชื้อ H5N1 ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อสัตว์ป่า
"ขณะนี้เราพบการตายของสัตว์จำนวนมาก โดยเฉพาะแมวน้ำและแมวน้ำขน (fur seals) มากจนสถานะการอนุรักษ์ของแมวน้ำช้างใต้ (Southern elephant seals) ถูกพิจารณาใหม่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เราสูญเสียแมวน้ำช้างใต้เป็นจำนวนมากจากการระบาดครั้งนี้ จนทำให้สถานะการอนุรักษ์ถูกยกระดับเป็น มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ดังนั้น เชื้อไวรัสชนิดนี้จึงถือเป็นความเสี่ยงที่แท้จริงต่อสัตว์ป่าของออสเตรเลีย"
แม้ว่าขณะนี้จะมีการพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์ป่า แต่ ดร.เจน ยังเกอร์ ระบุว่า วัคซีนดังกล่าว ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในออสเตรเลีย
"ขณะนี้ศูนย์ดูแลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล (Marine Mammal Center) ในสหรัฐอเมริกากำลังทดลองวัคซีนป้องกันเชื้อ H5N1 สำหรับแมวน้ำ โดยการทดลองดำเนินมาแล้วประมาณ 6 เดือน และหวังว่าจะมีผลการศึกษาที่เผยแพร่ออกมาในเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ตาม การใช้วัคซีนกับสัตว์ป่ายังมีความท้าทายหลายประการ อย่างแรกคือ วัคซีนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในออสเตรเลีย นอกจากนี้ วัคซีนส่วนใหญ่ยังต้องฉีด 2 เข็ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับสัตว์ป่าที่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ"
โดยรวมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ออสเตรเลียมีมาตรการด้านความมั่นคงทางชีวภาพที่เข้มแข็ง และมีความพร้อมในการรับมือหากเกิดการระบาดในมนุษย์ แม้ว่าปัจจุบันความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม
ศาสตราจารย์ ฮิวจ์ พอสซิงแฮม จากสภาความหลากหลายทางชีวภาพแห่งออสเตรเลีย (Biodiversity Council of Australia) แนะนำว่า หากประชาชนพบเห็นนกที่ป่วยหรือตาย ควรปฏิบัติดังนี้
"อย่าเข้าไปรบกวน อย่าจับหรือสัมผัสนก และอย่าปล่อยให้เด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้าไปใกล้ ผมเองก็มีหลานสาวอายุ 4 ขวบที่ชอบวิ่งไล่นก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสทุกกรณี หากเป็นไปได้ ให้ถ่ายภาพ บันทึกตำแหน่งหรือรายละเอียดที่พบ แล้วรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที"
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ




