ประเด็นสำคัญ
- สถาบันวิจัยมูลนิธิ สแคนลอน (Scanlon Foundation) ได้สัมภาษณ์ผู้อพยพบ้ายถิ่นกว่า 8,000 คน จากชุมชนที่เติบโตเร็วที่สุดในออสเตรเลีย
- ผลการวิจัยพบว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่รู้สึกว่าความเป็นส่วนหนึ่งของตนในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นตามเวลาที่อยู่อาศัยในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็เผชิญกับประสบการณ์การเลือกปฏิบัติ
แม้ว่าผู้อพยพย้ายถิ่นส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าความเป็นส่วนหนึ่งในออสเตรเลียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชนท้องถิ่น แต่จากผลการศึกษาฉบับล่าสุด พบว่าผู้ย้ายถิ่นที่เพิ่งย้ายมาใหม่จำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญการเลือกปฏิบัติในระดับที่สูงกว่าผู้อยู่ในออสเตรเลียมานาน
สถาบันวิจัยมูลนิธิ สแคนลอน (Scanlon Foundation) ได้สัมภาษณ์ผู้อพยพย้ายถิ่นกว่า 8,000 คน จากชุมชนที่เติบโตเร็วที่สุด
ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน เนปาล ฟิลิปปินส์ และอิรัก เพื่อศึกษาว่าผู้อพยพมีประสบการณ์เรื่อง “ความเป็นส่วนหนึ่ง” ในออสเตรเลียอย่างไร
ในกลุ่มประเทศดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นประชากรผู้อพยพย้ายถิ่นที่เติบโตเร็วที่สุด 5 อันดับแรก พบว่า ผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 51) ระบุว่า เคยเผชิญการเลือกปฏิบัติในออสเตรเลียในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาภาพรวม เกือบครึ่งหนึ่งของผู้อพยพย้ายถิ่นทั้งหมด (ร้อยละ 45) รายงานว่าเคยประสบการเลือกปฏิบัติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับเพียงร้อยละ 13 ของผู้ที่เกิดในออสเตรเลีย
ขณะเดียวกัน ผู้อพยพย้ายถิ่นที่มีอายุมากกว่ามีแนวโน้มรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากกว่า โดยร้อยละ 62 ของผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ระบุว่ารู้สึกมีความเป็นส่วนหนึ่ง เทียบกับร้อยละ 50 ในกลุ่มอายุ 18–24 ปี
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนรายงานระบุว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน โดยข้อมูลพบว่า ผู้ย้ายถิ่นรุ่นที่สามร้อยละ 58 รายงานว่ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เทียบกับร้อยละ 56 ของผู้ย้ายถิ่นรุ่นแรก
ทริช เพรนทิซ นักวิจัยอาวุโส ให้สัมภาษณ์กับ SBS ว่า การศึกษาครั้งนี้ ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงมหาดไทย (Department of Home Affairs) มีเป้าหมายเพื่อบันทึกประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง การมีส่วนร่วม และความเชื่อมโยงทางสังคม
เธอกล่าวว่า “ความเชื่อมโยงในระดับชุมชนมีความเข้มแข็งมาก และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนั้น ๆ แต่เมื่อมองในระดับประเทศ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรเลียกลับมีความซับซ้อนมากกว่า”
ในกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียมาเป็นเวลานาน ร้อยละ 71 ระบุว่าตนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่อยู่อาศัย เทียบกับร้อยละ 64 ของผู้ที่เพิ่งย้ายมาใหม่
ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในระดับประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Public Administration ปี 2025 ระบุว่า เมื่อบุคคลรู้สึกว่า “ตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง” ของสังคม
อาจส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น สุขภาพกายและใจลดลง และมีความสามารถในการมีส่วนร่วมทางสังคมน้อยลง ซึ่งอาจกระทบต่อกระบวนการบูรณาการทางสังคม ความเชื่อมโยงกับสังคมวงกว้าง และการพัฒนาอัตลักษณ์ร่วม ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของความสามัคคีในสังคม
เพรนทิซ กล่าวว่า
“เมื่อฉันถามผู้คนว่า คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรเลียหรือไม่ บางคนตอบว่า ‘ใช่ แน่นอน’ ขณะที่บางคนบอกว่า ‘ก็ไม่เชิง’”
ผลการศึกษาพบว่า มีเพียงร้อยละ 32 ของผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศกลุ่มเป้าหมายที่รู้สึกมีความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออสเตรเลียอย่างมาก เทียบกับเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่เกิดในออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่าตนมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในระดับหนึ่ง
เพรนทิซอธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้บางคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรเลีย ได้แก่ สถานะวีซ่าที่มั่นคง ความรู้สึกปลอดภัย ประสบการณ์สำคัญที่เชื่อมโยงตนเองกับประเทศนี้มากกว่าประเทศเดิม รวมถึงความรู้สึกว่าตนได้รับการหล่อหลอมจากค่านิยมแบบออสเตรเลีย
ประมาณร้อยละ 17 ของผู้ตอบจากประเทศกลุ่มเป้าหมายระบุว่ามีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเพียงเล็กน้อย เทียบกับร้อยละ 12 ของผู้ที่เกิดในออสเตรเลีย
ระดับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งยังแตกต่างกันตามระยะเวลาการพำนัก โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศมานานมีระดับความรู้สึกใกล้เคียงกับผู้ที่เกิดในออสเตรเลีย ขณะที่ผู้ที่เพิ่งย้ายมาใหม่มีระดับความรู้สึกต่ำกว่า
นอกจากนี้ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งยังแตกต่างตามเพศ โดยผู้ชายมีแนวโน้มรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งมากกว่า ไม่ว่าจะเกิดในออสเตรเลีย เกิดในต่างประเทศ หรือเกิดในประเทศกลุ่มเป้าหมายก็ตาม
ถ้อยคำบนโลกออนไลน์ที่น่ากังวล
วรชา ยาจมัน นักเคลื่อนไหวด้านความยุติธรรมทางเชื้อชาติในกลุ่มเยาวชน บอกกับเอสบีเอส ว่า เธอเห็นการกลั่นแกล้งต่อชุมชนเอเชียใต้ในออสเตรเลียเพิ่มขึ้น
“ฉันจำได้ว่ามีเหตุเครื่องบินตกที่มีผู้โดยสารชาวอินเดียจำนวนมาก แต่บางคนกลับเลือกจะล้อเลียน แทนที่จะเข้าใจว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เห็นเรื่องแบบนั้นกลายเป็นมีมไวรัลในโลกออนไลน์ แล้วก็เห็นนักการเมืองบางคนพูดถึงนโยบายต่อต้านผู้อพยพ หรือเสนอให้แบนการอพยพของชาวมุสลิม มันให้ความรู้สึกว่า แทนที่จะพูดถึงความสามัคคีในสังคม พวกเขากลับพูดถึงความแตกแยก” เธอกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนรายงานชี้ว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน โดยข้อมูลพบว่า ผู้อพยพย้ายถิ่นรุ่นที่สามร้อยละ 58 รายงานว่ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เทียบกับร้อยละ 56 ของผู้ย้ายถิ่นรุ่นแรก
ทริช เพรนทิซ นักวิจัยอาวุโส บอกกับเอสบีเอส ว่า การศึกษาครั้งนี้ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงมหาดไทย (Department of Home Affairs) มีเป้าหมายเพื่อบันทึกประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง การมีส่วนร่วม และความเชื่อมโยงทางสังคม

“ฉันคิดว่านักการเมืองของเราชอบใช้คำอย่าง ‘ความสามัคคีทางสังคม’ หรือ ‘พหุวัฒนธรรม’ แต่กลับไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าหมายถึงอะไร และไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น” ยาจมันกล่าว
เธอยังระบุว่า ขณะนี้มีการนำประเด็นการอพยพย้ายถิ่นมาเป็น “แพะรับบาป” กับปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตที่อยู่อาศัย
‘ความเป็นส่วนหนึ่งในออสเตรเลียกลายเป็นเรื่องมีเงื่อนไข’
เพิร์ล ซับบัน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโมนาช ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส ว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้อพยพขึ้นอยู่กับทัศนคติของสังคมกระแสหลัก โดยยกตัวอย่างการเดินขบวนต่อต้านการอพยพที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ซับบัน ซึ่งตนเองก็เป็นผู้อพยพย้ายถิ่น และยังเป็นนักวิจัยด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ กล่าวว่า
“ฉันคิดว่าสำหรับผู้อพยพย้ายถิ่นในออสเตรเลีย โดยเฉพาะผู้อพยพผิวสี การเดินขบวนเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความเป็นส่วนหนึ่งในออสเตรเลียกลายเป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข”
เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า บรรยากาศทางสังคมในปัจจุบันทำให้ปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของผู้อพยพย้ายถิ่นเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความไม่แน่นอน
“มันกลายเป็นพื้นที่ที่คุณต้องคอยประเมินและต่อรองอยู่ตลอด ว่าที่ตรงนี้ปลอดภัยไหม คนนี้ปลอดภัยหรือเปล่า”
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เกิดในประเทศกลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มสูงกว่ามากที่จะเผชิญการเลือกปฏิบัติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจากสีผิว เชื้อชาติ หรือศาสนา
ประสบการณ์ที่ถูกรายงาน ได้แก่ การถูกพูดจาดูหมิ่นหรือเหยียดหยาม ถูกกล่าวหาว่าแย่งโอกาสของชาวออสเตรเลีย หรือถูกบอกให้ “กลับประเทศของตัวเอง”
การถูกจ้องมอง การกลั่นแกล้ง การทำร้ายร่างกาย รวมถึงความรู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังเมื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ
รายงานระบุว่า ประสบการณ์การเลือกปฏิบัติหรือการเหยียดเชื้อชาติสามารถบั่นทอนความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็น “คนนอก”

การกระทำลักษณะดังกล่าวอาจสั่นคลอนความรู้สึกของบุคคลที่ว่าตนได้รับการยอมรับหรือเห็นคุณค่าในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนหรือประเทศ
อีกทั้งยังอาจบั่นทอนความไว้วางใจ ทำให้สายสัมพันธ์ทางสังคมอ่อนแอลง และลดแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมในชีวิตชุมชน
ความสามัคคีทางสังคมเริ่มต้นจากระดับชุมชน
ผลการศึกษาพบว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งมีความเข้มแข็งที่สุดในระดับท้องถิ่น
ความรู้สึกผูกพันของผู้อพยพย้ายถิ่นเติบโตขึ้นเมื่อพวกเขามีโอกาสมีส่วนร่วม เช่น การทำงานอาสาสมัคร อาศัยอยู่ในย่านที่ผู้คนช่วยเหลือและสนับสนุนกัน เข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้สะดวก รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับชุมชนวัฒนธรรมของตนเอง
เพรนทิซกล่าวว่า การศึกษานี้ช่วยให้สังคมเข้าใจพลวัตที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพ ทั้งในเรื่องความเป็นส่วนหนึ่ง ความเชื่อมโยง และการมีส่วนร่วมทางสังคม
“บางครั้งการถกเถียงเรื่องการอพยพมักเป็นด้านเดียว เช่น ควรหรือไม่ควรรับผู้อพยพย้ายถิ่น หรือจำนวนควรเป็นเท่าไร และเรื่องตัวเลขต่าง ๆ แต่เบื้องหลังนั้นคือประสบการณ์ชีวิตของผู้คนจำนวนมาก”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram




