ประเด็นสำคัญ
- สงครามในตะวันออกกลางได้นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญของโลก
- ตะวันออกกลางเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยรายสำคัญของโลก โดยส่งออกราว 45% ของอุปทานทั่วโลก
- ผู้เชี่ยวชาญเตือน วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำความจำเป็นที่ออสเตรเลียต้องมียุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
สงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบวิกฤตพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี
ดมีตรี ชดันนิคอฟ บรรณาธิการด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จากสำนักข่าวรอยเตอร์อธิบายผลกระทบจากการปิดกั้นเส้นทางน้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้ ประกอบกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในภูมิภาค ซึ่งกำลังก่อแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจอย่างหนักไปทั่วโลก
"ปัญหาหลักของตลาดคือ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันโลก 20% ขนส่งผ่านอยู่ แต่ไม่ได้มีแค่นั้น เพราะยังเกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นการส่งมอบน้ำมันสู่ภาวะปกติได้"
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังสร้างความกังวลอย่างมากในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในหมู่เกษตรกรที่พึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการเพาะปลูกและการขนส่ง
แอนดรูว์ เฮนเดอร์สัน เป็นเกษตรกรที่ทำทั้งปศุสัตว์และพืชผสม และเป็นผู้บริหารของแอกซีเคียวร์ องค์กรซึ่งทำงานเพื่อปกป้องภาคเกษตรและระบบอาหารของออสเตรเลีย
ขณะนี้เขากำลังเป็นผู้นำการประเมินห่วงโซ่อุปทานอาหารแห่งชาติฉบับใหม่ที่รัฐบาลอัลบานีซีประกาศจัดตั้งขึ้น เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในการเสริมความแข็งแกร่งต่อการรับมือกับความปั่นป่วนด้านการผลิตอาหารและห่วงโซ่อุปทาน
ก่อนหน้านี้เขาให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอสว่า สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าน้ำมันไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์สำคัญเพียงอย่างเดียวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
"ถ้าเราลองคิดถึงประเภทของสิ่งที่จะได้รับผลกระทบ สิ่งแรกและชัดเจนที่สุดคือเชื้อเพลิงเหลว เพราะพื้นที่ที่กำลังถูกรบกวนนั้นเกี่ยวข้องโดยตรง จากนั้นก็จะเป็นเรื่องอย่างปุ๋ย และแรงกดดันจากสิ่งนี้จะทำให้เกิดกับราคาปุ๋ย รวมถึงความพร้อมในการเข้าถึงปุ๋ยของเกษตรกรของเราด้วย"
ตะวันออกกลางเป็นผู้จัดหาปุ๋ยรายสำคัญของโลก โดยส่งออกราวร้อยละ 45 ของอุปทานโลก
เดวิด อูบิลาวา รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า การปิดช่องแคบแห่งนี้เท่ากับกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อการส่งออกประเภทนี้โดยตรง
"และผ่านช่องทางเดียวกันกับที่กระทบน้ำมัน ปุ๋ยจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ที่จริงแล้วอาจมีสัดส่วนการส่งออกปุ๋ยโลกที่ผ่านช่องแคบนี้มากกว่าน้ำมันด้วยซ้ำ และออสเตรเลียก็เปราะบางต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเรานำเข้าปุ๋ยราวครึ่งหนึ่ง หรืออาจถึงสองในสาม จากภูมิภาคนั้น"

หนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญที่ได้รับผลกระทบคือยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนสำคัญที่ใช้ในการเกษตร
ข้อมูลการค้าจากสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า ออสเตรเลียนำเข้ายูเรีย ร้อยละ 64 จากตะวันออกกลางในปี 2025
การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคายูเรียในตลาดโลกพุ่งขึ้นราวร้อยละ 25 เนื่องจากแทบไม่มีการผลิตภายในประเทศเลย รศ.อูบิลาวากล่าวว่า ราคาปุ๋ยในตลาดโลกที่สูงขึ้นกำลังทำให้เกษตรกรออสเตรเลียอยู่ในจุดเปราะบางเป็นพิเศษ
"ในออสเตรเลีย ปุ๋ยส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับสินค้าเกษตรหลัก 3 ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และคาโนลา และเราเป็นผู้ส่งออกทั้งสามประเภท ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่ตามมาคือ เกษตรกรของเราส่วนใหญ่จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตนี้ เพิ่มเติมจากความปั่นป่วนในตลาดเชื้อเพลิงที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่แล้ว"
เฮนเดอร์สันระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลวร้ายเป็นพิเศษสำหรับเกษตรกร
เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ภาคการผลิตของเรา โดยเฉพาะเกษตรกร กำลังเตรียมปลูกพืชฤดูหนาว นั่นหมายถึงความต้องการสิ่งต่าง ๆ อย่างเชื้อเพลิงเหลว และโดยเฉพาะปุ๋ย จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย อีกทั้งจากฝนที่ตกอย่างกว้างขวางเมื่อไม่นานมานี้ ก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรมีความต้องการมากขึ้น ดังนั้นจังหวะเวลาของความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับเราเฮนเดอร์สันกล่าว

รศ.อูบิลาวาระบุว่า แม้ขณะนี้การนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางจะถูกสกัดกั้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีผู้ส่งออกปุ๋ยทางเลือกที่ออสเตรเลียสามารถหันไปหาได้ รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันจัดหายูเรียให้ออสเตรเลียอยู่ราวหนึ่งในสาม
แม้นั่นหมายความว่ายังไม่มีภาวะขาดแคลนอุปทานในทันที แต่เขากล่าวว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปได้ หากสงครามยืดเยื้อ
"ในตอนนี้ ผมคิดว่าปัญหาใหญ่กว่าคือเรื่องราคา มากกว่าเรื่องอุปทาน แต่หากสงครามดำเนินต่อไปและตลาดยังคงถูกรบกวน การขาดแคลนก็จะกลายเป็นปัญหาได้ ปัญหาที่ใหญ่กว่าจะเป็นตอนที่แม้พวกเขายอมจ่ายในราคาพรีเมียม แต่ก็ยังหาปุ๋ยไม่ได้ และผมคิดว่าเรายังไม่ถึงจุดนั้น อีกทั้งผมก็ไม่คิดว่านั่นเป็นสถานการณ์ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับว่าสงครามและความปั่นป่วนของตลาดจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน"
คำถามที่หลายคนกำลังถามคือ แล้วทั้งหมดนี้จะส่งผลอย่างไรต่อราคาของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ต
รศ.อูบิลาวากล่าวว่า การปรับขึ้นของราคาสินค้านำเข้าในระยะสั้นอย่างที่กำลังเห็นอยู่ตอนนี้ มักไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคาอาหารสำหรับผู้บริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตของออสเตรเลีย
เขากล่าวว่า ในประเทศรายได้สูงอย่างออสเตรเลีย ราคาของอาหารส่วนใหญ่มักถูกกำหนดโดยต้นทุนด้านการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และการตลาด มากกว่าราคาที่จ่ายให้เกษตรกร
แต่คุณเฮนเดอร์สันกลับมีความกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเชื้อเพลิงกับปุ๋ยยังคงได้รับผลกระทบ ความไม่มั่นคงทางอาหารในออสเตรเลียอาจเลวร้ายลง
"หากเรายังไม่ได้จัดการปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้นให้เรียบร้อย และความขัดแย้งครั้งนี้ลากยาวออกไปเรื่อย ๆ จนเราเริ่มเห็นแรงกดดันอย่างแท้จริงต่ออุปทานของเชื้อเพลิงเหลว แน่นอนว่านั่นหมายความว่าความสามารถของเราในการกระจายอาหารและนำอาหารไปยังที่ที่จำเป็นจะยิ่งถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นย่อมก่อแรงกดดัน และเราเคยเห็นมาแล้วช่วงโควิด ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนไม่สามารถหาซื้อกระดาษชำระได้ ลองจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากผู้คนเริ่มมีปัญหาในการเข้าถึงอาหารบนชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ตจริง ๆ เราไม่ต้องการให้ไปถึงจุดนั้น แต่เราจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างสุขุมและเป็นระบบเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว"
เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรงบประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ โดยยอมรับว่าระบบอาหารของประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
เฮนเดอร์สันกล่าวว่า แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางต่อห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ทำให้เห็นชัดว่าจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ ซึ่งต้องพึ่งพาการขนส่งจากตลาดที่มีความขัดแย้งมากขึ้นเหล่านี้ให้น้อยลง
จนกว่าออสเตรเลียจะเปลี่ยนแนวทาง ระบบอาหารของเราก็จะยังคงไม่มั่นคงมากนัก
"ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ชี้ชัดว่า ทำไมเราจึงต้องมียุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ ที่คำนึงถึงความมั่นคงของสิ่งพื้นฐานมาก ๆ ที่เรามักมองข้ามไป เช่น เชื้อเพลิงเหลว เราจะเห็นราคาสูงขึ้นแน่นอน แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ เราอาจจะเห็นอุปทานลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องตามมา เพราะฉะนั้นเราต้องมีแผนสำรองรับมือเรื่องนี้ ซึ่งแม้ตอนนี้จะมีอยู่บ้าง แต่ผมไม่คิดว่ามันเพียงพอในระดับที่เราต้องการ เพื่อให้สามารถรักษาความต่อเนื่องพื้นฐานของระบบอาหารไว้ได้"
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ | เฟซบุ๊ก | อินสตาแกรม





