สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้ความขัดแย้งลุกลามในภูมิภาค และสร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยนักวิเคราะห์พลังงานระบุว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวนต่อเนื่อง หากการขนส่งผ่านเส้นทางสำคัญของโลกได้รับผลกระทบ

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงาน แต่ยังอาจลุกลามไปสู่ต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมถึงออสเตรเลีย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก
เส้นทางน้ำมันโลกที่ถูกจับตา
หนึ่งในจุดที่ตลาดพลังงานกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีการลำเลียงน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายในตลาดโลก
หากความขัดแย้งในภูมิภาคส่งผลให้การเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ถูกจำกัด ไม่ว่าจะจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหรือการปิดเส้นทางเดินเรือ ก็อาจทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงและดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น
ดร.วันนิวัต ปันสุวงค์ อาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยแอดิเลดกล่าวว่า เส้นทางดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นบริเวณที่มีการส่งผ่านน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก เพราะฉะนั้นถ้าการเดินเรือถูกจำกัด ก็มีนัยสำคัญต่อราคาน้ำมันแน่นอนดร.วันนิวัตกล่าว
ออสเตรเลียยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
แม้ออสเตรเลียจะเป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ แต่ในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการใช้งานภายในประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตลาดต่างประเทศ
ดร.วันนิวัตระบุว่า ออสเตรเลียไม่ได้ซื้อขายน้ำมันกับประเทศผู้ผลิตโดยตรง แต่ผ่านศูนย์กลางการค้าพลังงานในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศยังคงผูกกับราคาตลาดโลก
“ออสเตรเลียไม่ได้ซื้อขายน้ำมันกับกลุ่มโอเปกโดยตรง แต่ซื้อผ่านประเทศคนกลาง เช่น สิงคโปร์ เพราะฉะนั้นแม้เราไม่ได้ดีลกับโอเปกโดยตรง แต่เราก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกอยู่ดี”
ปัจจุบันออสเตรเลียมีน้ำมันสำรองในประเทศเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณหนึ่งเดือน หากการนำเข้าหยุดชะงักเป็นเวลานาน ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศ
ธุรกิจโลจิสติกส์เริ่มจับตาต้นทุนเพิ่ม
ผู้ประกอบการด้านการนำเข้า–ส่งออกในออสเตรเลียเริ่มจับตาผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมัน
เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าและค่าระวางเรือก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน
จารุวดี วัฒนารมย์ ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ในออสเตรเลียระบุว่า ต้นทุนด้านการขนส่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่
“ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันหรือค่าระวางเพิ่มขึ้น ทุกอย่างก็จะกระทบกันเป็นลูกโซ่”
เธอกล่าวว่า ในอุตสาหกรรมขนส่งระหว่างประเทศเริ่มมีการพูดถึงการปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง
ตอนนี้ในวงการขนส่งเริ่มมีการคุยกันแล้วว่าลูกค้าอาจต้องเจอ war surcharge หรือค่าธรรมเนียมพิเศษจากสงคราม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นจารุวดีกล่าว
ราคาพลังงานอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
ราคาพลังงานถือเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อ อัตราเงินเฟ้อในออสเตรเลีย ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและการใช้จ่ายของครัวเรือน
“เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนสินค้าและบริการก็จะเพิ่มขึ้น และสุดท้ายผู้บริโภคก็ต้องจ่ายแพงขึ้น” ดร.วันนิวัตกล่าว
จับตา RBA และงบประมาณรัฐบาล
สถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนทำให้นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจับตาการตัดสินใจของ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจ
หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่
ขณะเดียวกัน รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมประกาศงบประมาณรัฐบาลกลางครั้งถัดไปในเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจมีมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพหรือพลังงานเพิ่มเติม หากราคาพลังงานยังคงผันผวนในตลาดโลก
ติดตามเอสบีเอส ไทย ได้อีกทาง เว็บไซต์ | เฟซบุ๊ก | อินสตาแกรม







