นับตั้งแต่ออกจากงานประจำครั้งล่าสุดเมื่อ ห้าปีก่อน เอซราเผยว่า ตนเองรู้สึกหวาดกลัวที่จะก้าวเข้าสู่ที่ทำงานอีกครั้ง เอซราเป็นบุคคล นอนไบนารี และระบุว่า งานก่อนหน้านั้นเป็นทั้งสภาพแวดล้อมที่อึดอัดและไม่ปลอดภัย
เอซราเล่าว่า การถูกเรียกเพศสภาพผิดซ้ำ ๆ ทำให้การทำงานในศูนย์บริการลูกค้ารู้สึกไม่เป็นมิตรตั้งแต่แรกเริ่ม
และในวันหนึ่ง เมื่อเอซราสวมสร้อยคอมาทำงาน สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม เอซรากล่าวว่า
“ตอนนั้นฉันกำลังรับสายลูกค้าอยู่ จำได้ว่ากำลังคุยโทรศัพท์กับลูกค้า แล้วผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่แผนกเดียวกับฉัน แต่อยู่ชั้นเดียวกัน เดินเข้ามาด้านหลัง และดึงสร้อยคอแบบโชคเกอร์ของฉันอย่างแรงฉันชะงักไปเลย ได้แต่คิดว่า… เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นจริง ๆ เหรอ”
หลังจากพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและแจ้งเรื่องนี้กับผู้จัดการแล้ว เอซรากล่าวว่า ไม่นานก็เริ่มเห็นชัดว่า การคุกคามที่เกิดขึ้น ไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจัง เอซราเปิดเผยว่า
“หลังเหตุการณ์นั้น ตนเองร้องไห้ทั้งในห้องน้ำที่ทำงานและเมื่อกลับถึงบ้าน แม้เรื่องจะถูกส่งต่อให้ผู้จัดการระดับสูงและมีการพูดคุยกับผู้ก่อเหตุ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม
เอซรากล่าวว่า ตนเองไม่รู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนหรือรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงาน และเริ่มเผชิญกับภาวะวิตกกังวลอย่างรุนแรง รวมถึงอาการแพนิค
แม้จะขอเปลี่ยนพื้นที่ทำงานหรือย้ายแผนกเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว แต่คำขอถูกปฏิเสธ สุดท้ายเอซราจึงตัดสินใจลาออก และตั้งแต่นั้นมาก็ยังไม่ได้กลับไปทำงานประจำอีกเลย โดยยอมรับว่าสุขภาพจิตของตนเองได้รับผลกระทบอย่างหนักจากประสบการณ์ครั้งนั้น”
เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว นับตั้งแต่รัฐเซาท์ออสเตรเลียกลายเป็นรัฐแรกของออสเตรเลียที่ยกเลิกความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์รักร่วมเพศระหว่างผู้ชาย
และเกือบ 10 ปีแล้วเช่นกัน นับตั้งแต่ชาวออสเตรเลียลงประชามติเห็นชอบให้การสมรสของคู่รักเพศเดียวกันถูกกฎหมาย
เมื่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมีตัวแทนในเวทีการเมือง วัฒนธรรมป๊อป และแม้แต่ในวงการกีฬามืออาชีพ หลายคนอาจมองว่า การผลักดันเพื่อความเท่าเทียมและการยอมรับของชุมชน LGBTIQ+ ได้บรรลุเป้าหมายแล้ว แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ข้อมูลล่าสุดจาก Diversity Council Australia ระบุว่า การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานต่อพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ กำลังเพิ่มสูงขึ้น
“เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เราทราบดีว่าการเลือกปฏิบัติเป็นปัญหาใหญ่มาโดยตลอดสำหรับชุมชนของเรา และมันสามารถทำลายชีวิตผู้คนได้”
“แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อองค์กรนายจ้างด้วย ทั้งในแง่สุขภาวะของพนักงาน ความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงาน รวมถึงผลกระทบทางการเงิน” ฮีทเธอร์ คอร์กฮิลล์กล่าว
คอร์กฮิลล์ เป็น ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Equality Australia ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของถ้อยคำสร้างความเกลียดชังในออสเตรเลียในวงกว้าง กำลังยิ่งซ้ำเติมปัญหาการเลือกปฏิบัติดังกล่าวให้รุนแรงขึ้น เธอกล่าวต่อไปว่า
“หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การเพิ่มขึ้นของถ้อยคำสร้างความเกลียดชังต่อชุมชนของเรา ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ” เธอกล่าว
“และแน่นอนว่า คนทำงานก็เป็นคนที่มีชีวิตนอกที่ทำงานเช่นกัน พวกเขาอาจได้รับอิทธิพลจากข้อมูลบิดเบือน การนำเสนอข่าวในแง่ลบ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่โจมตีชุมชนของเรา”
ผลสำรวจล่าสุดของแรงงานกว่า 3,000 คนทั่วออสเตรเลีย พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของแรงงานกลุ่ม LGBTIQ+ หรือราว 46% ระบุว่า เคยเผชิญการเลือกปฏิบัติและ/หรือการคุกคามในที่ทำงานภายในช่วงปีที่ผ่านมา
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับผลสำรวจในปี 2024 โดย Diversity Council Australia ระบุว่า ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ยังมีการดำเนินการไม่เพียงพอในการป้องกันพฤติกรรมดังกล่าวในที่ทำงาน
ชาร์ลี แฮมรา ประธานองค์กร Pride in Law South Australia กล่าวว่า การกีดกันในที่ทำงานมักเกิดจากการมองผู้อื่นว่าแตกต่างและความไม่เข้าใจ แต่ในหลายกรณีก็อาจปรากฏในรูปแบบที่ชัดเจนและตรงไปตรงมามากขึ้น
“แฮมรากล่าวว่า เขาทราบถึงกรณีที่ทนายความข้ามเพศคนหนึ่งถูกเรียกชื่อเดิมในห้องพิจารณาคดีโดยผู้พิพากษา สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานอาจเกิดขึ้นอย่างเปิดเผย
ขณะเดียวกัน การกีดกันยังอาจปรากฏในรูปแบบที่แนบเนียนกว่า เช่น การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แฝงอคติ การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ การเดาเพศของคู่ครอง
ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นหรือมุกตลกเชิงทางเพศที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแม้จะถูกมองว่าเป็นเรื่องขำขัน แต่แท้จริงแล้วถือเป็นการคุกคามทางเพศ และสามารถสะสมจนส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำในชีวิตประจำวัน”
สภาแห่งความหลากหลายแห่งออสเตรเลีย (Diversity Council Australia) ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุดในที่ทำงาน แต่เป็นรูปแบบของการกีดกันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่กฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำสร้างความเกลียดชังจะผ่านความเห็นชอบเมื่อไม่นานมานี้ ภายหลังเหตุโจมตีที่บอนได กลุ่มสิทธิบางส่วนได้เรียกร้องให้รัฐบาลบรรจุ มาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อชุมชน LGBTIQ+
ด้าน เฮเทอร์ คอร์กฮิลล์ ระบุว่า ชุมชน LGBTIQ+ ถูกมองข้ามจากกฎหมายดังกล่าว ทั้งที่อาจเป็นกฎหมายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
ฮีทเธอร์ คอกฮิลล์ กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่เชิงรุกในการป้องกันการเลือกปฏิบัติและการคุกคามทางเพศก่อนที่จะเกิดขึ้น แต่การปฏิรูปกฎหมายที่ผ่านมา กลับไม่ได้ครอบคลุมชุมชน LGBTIQ+ เช่นเดียวกับกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังฉบับล่าสุด
เธอย้ำว่า ชุมชน LGBTIQ+ ควรได้รับความคุ้มครองจากถ้อยคำสร้างความเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติในระดับเดียวกัน และเห็นว่าการกำหนด “หน้าที่เชิงบวก” เพื่อลดและขจัดการเลือกปฏิบัติ จะช่วยปรับปรุงวัฒนธรรมในที่ทำงานได้จริง แทนที่จะรอจัดการปัญหาหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
ด้าน Diversity Council Australia ระบุว่า ช่วงเวลาที่สังคมเกิดความแตกแยกทางความคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์มากขึ้น อาจสร้างบรรยากาศที่ทำให้บางคนรู้สึกกล้าแสดงอคติในที่ทำงานมากกว่าเดิม
ท่ามกลางการปรากฏตัวที่เด่นชัดขึ้นของกลุ่มนีโอนาซีในออสเตรเลีย รวมถึงกฎหมายในบางพื้นที่ที่ยกเลิกหรือจำกัดการเข้าถึงการดูแลด้านการยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศสำหรับเยาวชน ภาษาและการนำเสนอข่าวในแง่ลบต่อชุมชน LGBTIQ+ อาจทำให้การเลือกปฏิบัติกลายเป็นเรื่องที่ถูกทำให้ดูปกติ
ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานย่อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดช่องให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นได้
ด้าน ชาร์ลี แฮมรา ระบุว่า กระบวนการจัดการในปัจจุบันทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้จำนวนมาก ไม่ได้รับการรายงาน
“แฮมรากล่าวว่า ตัวเลขผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เผชิญการเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามในที่ทำงานจำนวนมากนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะเป็นสิ่งที่องค์กรภาคสนามพบเห็นอยู่แล้ว
แฮมราระบุว่า แม้ในทางกฎหมายจะมีมาตรการคุ้มครองอยู่ แต่ด้วยลักษณะของกระบวนการร้องเรียน ทำให้หลายคนเลือกไม่แจ้งเรื่อง ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิและโอกาสเท่าเทียมของรัฐเซาท์ออสเตรเลียเพียง 39 กรณีเท่านั้น”
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กลุ่มสิทธิระบุว่า จำเป็นต้องมีเพิ่มบริการด้านกฎหมายที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อช่วยเหลือพนักงานกลุ่ม LGBTIQ+
“แฮมรากล่าวว่า สำหรับพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งเผชิญการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน การสามารถเข้าถึงบริการด้านกฎหมายที่ดำเนินงานโดยและเพื่อชุมชน LGBTIQ+ โดยเฉพาะ จะช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากในการให้คำปรึกษาและนำทางผ่านกระบวนการทางกฎหมายด้านการต่อต้านการเลือกปฏิบัติ”
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นายจ้างสามารถทำได้มากกว่าการแสดงท่าทเชิงสัญลักษณ์ด้านความหลากหลาย โดยการจัดตั้งคณะทำงานด้านไพรด์ในที่ทำงาน
จัดการอบรมเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ และสื่อสารให้ชัดเจนกับพนักงานว่า การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบจะไม่ถูกยอมรับ
รายงานฉบับเต็มเกี่ยวกับภาพรวมสถานการณ์ด้านการมีส่วนร่วมและความหลากหลายในตลาดแรงงานออสเตรเลียตลอดปีที่ผ่านมา มีกำหนดเผยแพร่ภายในช่วงปลายเดือนนี้
ปัจจุบัน เอซราทำงานเป็นนักเขียนและทำงานด้านการรณรงค์เชิงสิทธิ โดยระบุว่า การได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ทำให้พวกเขาสามารถทุ่มเทพลังและความสามารถกลับไปสู่งานที่ทำได้อย่างเต็มที่
“เอซรากล่าวว่า ปัจจัยหลายอย่างช่วยให้พวกเขากลับมายืนได้อีกครั้ง ทั้งการมีเครือข่ายสนับสนุนรอบตัว การได้รับความช่วยเหลือจากผู้ดูแลด้านสุขภาพจิต และที่สำคัญคือการได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ปลอดภัย และสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง”
พวกเขาระบุว่า เมื่อไม่ต้องใช้พลังใจไปกับการปกปิดตัวตน ก็สามารถนำพลังและสมาธิทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการทำงานได้อย่างเต็มที่
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram






