แรงงานจากโครงการ Working Holiday มีบทบาทสำคัญในการบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ภูมิภาคของออสเตรเลีย ทั้งในภาคเกษตร งานบริการร้านอาหาร และการท่องเที่ยว
สรุปประเด็น
- รัฐบาลออสเตรเลียกำลังชะลอการพิจารณาคำขอวีซ่า Working Holiday
- ขณะที่พรรค Nationals และ One Nation ระบุว่า กลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ไม่ใช่ต้นตอของปัญหา โดยมองว่าจำนวนของนักศึกษาต่างชาติเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า
ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่
รัฐบาลกลางออสเตรเลียยืนยันว่าจะชะลอการพิจารณาคำขอวีซ่า Working Holiday ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้รัฐบาลลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิ
หนังสือพิมพ์ในเครือ Nine รายงานเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ว่ารัฐบาลกลางได้ระงับการพิจารณาคำขอวีซ่า Working Holiday จาก 24 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า การพิจารณาวีซ่า Working Holiday ยังคงดำเนินอยู่ เพียงแต่ใช้เวลานานขึ้นกว่าเดิม เขายังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุผลของการชะลอการพิจารณาวีซ่าดังกล่าว
เมื่อถูกถามว่า จำนวนแบ็กแพ็กเกอร์ที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างไร นายเบิร์กชี้ไปที่โครงการแรงงานจากประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการนำแรงงานชั่วคราวเข้ามาทำงานในภาคส่วนนี้
เขากล่าวว่า หลังจากรัฐบาลเริ่มยกระดับมาตรการคุ้มครองแรงงานภายใต้โครงการดังกล่าว ผู้ประกอบการบางรายที่มีมาตรฐานการจ้างงานที่ไม่เหมาะสมกลับเลือกหันไปใช้แรงงานแบ็กแพ็กเกอร์แทน
“สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มปรับปรุงมาตรการคุ้มครองแรงงานในโครงการ PALM [แรงงานแปซิฟิก] คือผู้ประกอบการบางรายบอกว่า ‘ถ้าเราต้องยกระดับมาตรฐานสำหรับแรงงานเหล่านี้ เราก็จะเปลี่ยนไปใช้แบ็กแพ็กเกอร์แทน’”
“ระบบนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานในลักษณะนั้น” นายเบิร์กกล่าว
เอสบีเอสได้ติดต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม
วีซ่า Working Holiday หรือที่มักเรียกกันว่า “วีซ่าแบ็กแพ็กเกอร์” เปิดโอกาสให้นักเดินทางสามารถพำนักในออสเตรเลียได้นานขึ้น โดยทำงานในภาคส่วนที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เช่น งานเก็บผลไม้ งานในฟาร์ม เหมืองแร่ และงานด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคและพื้นที่ห่างไกลของออสเตรเลีย
ประเด็นการย้ายถิ่นกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
ในเดือนมิถุนายน 2025 จำนวนผู้ถือวีซ่า Working Holiday ในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเกิน 210,000 คนซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ราว 100,000 คน
การชะลอการพิจารณาวีซ่าครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซีเผชิญแรงกดดันมากขึ้นให้ลดจำนวน ผู้ย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศ (net overseas migration) ขณะที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ต่างออกมาวางจุดยืนและนโยบายด้านการย้ายถิ่นของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นเตือนถึงอันตรายจากการที่พรรคการเมืองพยายามโยนความผิดเรื่องปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้ย้ายถิ่น โดยระบุว่า แรงงานจากกลุ่มผู้ย้ายถิ่นจะมีความสำคัญต่อการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติออสเตรเลีย (ABS)จำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศ (Net Overseas Migration) ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้เดินทางเข้าประเทศ ผู้ถือวีซ่าครอบครัวและคู่ครอง ผู้ถือวีซ่า Working Holiday แรงงานทักษะ ผู้เดินทางเข้าประเทศภายใต้โครงการด้านมนุษยธรรม รวมถึงชาวออสเตรเลียที่เดินทางกลับประเทศ ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 301,000 คนในปี 2025 จาก 306,000 คนในปีก่อนหน้า
พรรคแรงงานตั้งเป้าในระยะยาวที่จะลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิลงมาอยู่ที่ 225,000 คนต่อปีในช่วงสามปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นายโทนี เบิร์ก กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า นโยบายด้านการย้ายถิ่นของพรรคยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอย่างเต็มรูปแบบ
ขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใหญ่พรรคใดระบุอย่างชัดเจนว่าจะลดจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศจากวีซ่าประเภทใดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านระบุว่า จำนวนผู้ย้ายถิ่นที่รับเข้าประเทศควรพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย แทนการกำหนดตัวเลขรับผู้ย้ายถิ่นตายตัวในแต่ละปี
แอนดรูว์ แบร็ก ส.ส.ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน สร้างความสนใจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเสนอแนวคิดลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิจากต่างประเทศลงเหลือ 180,000 คนต่อปี
เขาระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวอาจทำได้ด้วยการปรับลดจำนวน นักศึกษาต่างชาติ ผู้ถือวีซ่า Working Holiday และผู้ถือวีซ่าทำงานหลังเรียนจบ ลงในระดับไม่มากนัก ซึ่งเขามองว่าจะช่วยให้จำนวนที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่กลับมาสอดคล้องกับการเติบโตของประชากร
อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะกำหนดเป้าหมายจำนวนผู้ย้ายถิ่นต่อปีไว้ที่เท่าใด และยังไม่มีนโยบายอย่างเป็นทางการว่าจะลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นด้วยวิธีใด
พรรค Nationals ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดวีซ่าแบ็กแพ็กเกอร์
ที่ผ่านมา พรรคเนชันแนลส์ (Nationals) และ วัน เนชัน (One Nation) สนับสนุนวีซ่า Working Holiday เนื่องจากผู้ถือวีซ่ากลุ่มนี้มีบทบาทในการเติมเต็มแรงงานในพื้นที่ภูมิภาคและพื้นที่ห่างไกล โดยผู้นำของทั้งสองพรรคออกมาคัดค้านแนวทางของรัฐบาลเมื่อวันอาทิตย์
แมตต์ คานาแวน หัวหน้าพรรค Nationals กล่าวว่า
“ระบบวีซ่า Working Holiday ที่เรามีอยู่ทำงานได้ดี และเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนี้”
นายคานาแวนยอมรับว่า ออสเตรเลียยังเผชิญปัญหาจากจำนวนผู้เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองใหญ่ที่ “มากเกินไป” ซึ่งเขามองว่ากำลังเพิ่มแรงกดดันอย่างหนักต่อที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยืนยันว่า กลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาดังกล่าว
นายคานาแวนกล่าวว่า กลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ไม่ใช่ผู้ที่เข้ามาแย่งที่อยู่อาศัยจากประชาชนในเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์ เมลเบิร์น หรือบริสเบน พร้อมชี้ว่า ปัญหาที่แท้จริงคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “วีซ่านักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
เขาสนับสนุนให้จำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติ โดยเสนอให้ลดจำนวนลงเหลือร้อยละ 25 ของระดับที่รับอยู่ในปัจจุบัน
“เราไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยของเราควรมุ่งหารายได้จากการสอนนักศึกษาต่างชาติเป็นหลัก แต่ควรให้ความสำคัญกับการศึกษาของชาวออสเตรเลียและการทำวิจัยเพื่อออสเตรเลีย” นายคานาแวนกล่าว
เขาระบุว่า ระบบดังกล่าวคือสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และควรเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา

พอลลีน แฮนสัน หัวหน้าพรรค One Nation ซึ่งต้องการลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิลงเหลือ 130,000 คนต่อปี เห็นด้วยว่า หากจะลดจำนวนผู้ย้ายถิ่น ควรเน้นไปที่กลุ่มนักศึกษาต่างชาติ
นางแฮนสันวิจารณ์ระบบการรับนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยว่าเป็น “กลลวง” ที่เธออ้างว่ากลายเป็นช่องทางในการเข้าประเทศออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า การลดจำนวนผู้ย้ายถิ่นไม่ควรกระทบกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์
“เราไม่สามารถหยุดคนกลุ่มนี้ไม่ให้เข้ามาได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้น เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้” นางแฮนสันกล่าวเมื่อวันอาทิตย์
พรรค Nationals ชี้ One Nation “ไปไกลเกินไป”
เมื่อวันเสาร์ นางแฮนสันยังเรียกร้องให้รัฐบาลระงับการรับผู้ย้ายถิ่นจากประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย (DFAT) จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคำแนะนำ “ห้ามเดินทาง” (Do not travel) โดยให้รวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้เดินทางเข้าประเทศภายใต้โครงการด้านมนุษยธรรมด้วย โดยเธอให้เหตุผลว่าบุคคลจากประเทศเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคง
ด้านนายคานาแวนออกมาแสดงระยะห่างจากข้อเสนอดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ โดยระบุว่าเขากังวลอย่างมากต่อแนวคิดนี้
นายคานาแวนกล่าวว่า “One Nation ไปไกลเกินไปแล้ว”
เขาระบุว่า เหตุผลที่หลายประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีคำแนะนำ “ห้ามเดินทาง” เป็นเพราะประเทศเหล่านั้นอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีการกดขี่ประชาชนอย่างรุนแรง และในหลายพื้นที่ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวคริสต์และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ถูกข่มเหง
“คำถามที่ผมอยากถาม One Nation คือ หากเราไปไกลถึงขั้นนี้ เรากำลังสูญเสียส่วนหนึ่งของความหมายของการเป็นชาวออสเตรเลียไปหรือไม่ เพราะออสเตรเลียเป็นประเทศที่เปิดรับผู้คน และเรายินดีต้อนรับผู้ที่ต้องการมาอยู่ที่นี่ มีส่วนร่วมกับประเทศนี้ และท้ายที่สุดกลายเป็นพลเมืองออสเตรเลียที่มีคุณภาพ” นายคานาแวนกล่าว
คริส โบเวน ส.ส. พรรคแรงงาน ปฏิเสธข้อเสนอของนางแฮนสันเมื่อวันเสาร์ พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นแนวคิดที่คล้ายกับนโยบายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อาจนำมาใช้
“ออสเตรเลียต้องการนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เป็นของออสเตรเลียเอง ไม่ใช่นโยบายที่ลอกมาจากโดนัลด์ ทรัมป์” นายโบเวนกล่าว
เขาระบุว่า หลายประเทศที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าวเป็นประเทศต้นทางของผู้ย้ายถิ่นที่เข้ามามีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย เช่น อิรัก เลบานอน และอัฟกานิสถาน
“มีผู้คนที่หลบหนีจากไอซิสและเดินทางมายังออสเตรเลียเพื่อแสวงหาที่ลี้ภัย เมื่อได้รับความคุ้มครองแล้ว หลายคนได้เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กและมีส่วนร่วมกับชุมชนของเรา” นายโบเวนกล่าว
— รายงานเพิ่มเติมโดย Australian Associated Press (AAP)
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมและ ยูทูบ




