ภายหลังเหตุโจมตีที่หาด บอนได เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้มีการจับตามองนโยบายการย้ายถิ่นฐานของออสเตรเลีย
ขณะเดียวกันมีกลุ่มชาวออสเตรเลียที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) กำลังพยายามขอกลับประเทศจากซีเรีย
พรรคเสรีนิยม (Liberal) และพรรควันเนชัน (One Nation) ให้เหตุผลว่า การรับมือกับแนวคิดสุดโต่งนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการพรมแดนของประเทศ
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่เอกสารฉบับหนึ่งที่จัดทำขึ้นในสมัยของนางซูซาน ลี อดีตผู้นำพรรคเสรีนิยม เปิดเผยข้อเสนอด้านการย้ายถิ่นฐานที่เข้มงวด
โดยมีแผนระงับการออกวีซ่าแก่ผู้สมัครจาก 37 พื้นที่ใน 13 ประเทศ รวมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นเหลือปีละ 170,000 คน
ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการห้ามยื่นขอวีซ่าเป็นเวลาสามปี จากพื้นที่ที่พรรคเสรีนิยมมองว่าเป็นแหล่งที่พักพิงของกลุ่มก่อการร้าย
โดยพื้นที่ที่อยู่ในข้อเสนอห้ามดังกล่าว ได้แก่ ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง อัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ เลบานอน โซมาเลีย ลิเบีย ไนเจอร์ มาลี แคเมอรูน อียิปต์ แอลจีเรีย ไนจีเรีย และเยเมน
อย่างไรก็ตาม นายแองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำพรรคเสรีนิยมคนใหม่ ยังไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่านโยบายด้านการย้ายถิ่นฐานของพรรคภายใต้การนำของเขาจะเป็นอย่างไร
แต่กล่าวว่า เขาต้องการเห็นการตรวจสอบด้านความมั่นคงที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้อพยพเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขา “ยึดมั่นในคุณค่าของออสเตรเลีย” แม้เขาจะยังไม่ได้เปิดเผยว่าสนับสนุนแนวคิดการห้ามผู้สมัครจากรายชื่อพื้นที่เฉพาะข้างต้นก็ตาม
นาย เทย์เลอร์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีสกายนิวส์ เมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ว่า
“หากพวกเขาปฏิเสธความเชื่อพื้นฐานของเรา ปฏิเสธการยึดมั่นในประชาธิปไตย หลักนิติธรรม การเคารพกฎหมาย เสรีภาพขั้นพื้นฐาน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพทางศาสนา ก็ไม่ควรเปิดทางให้เข้ามาในประเทศ”
การเปิดเผยเอกสารนโยบายดังกล่าว รวมถึงความเห็นของนายเทย์เลอร์ เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวในสัปดาห์นี้ว่า กลุ่มผู้หญิงและเด็กจำนวน 34 คน
ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) กำลังพยายามเดินทางกลับออสเตรเลียจากค่ายผู้พลัดถิ่นในซีเรีย
นายเทย์เลอร์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ควรมีการใช้อำนาจเพิ่มเติมเพื่อปฏิเสธคำขอหนังสือเดินทางของผู้หญิงกลุ่มดังกล่าว
เขากล่าวว่า
“เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่เราเห็นผู้คนพาเด็ก ๆ เข้าไปสู่ขบวนการทางอุดมการณ์ที่ส่งเสริมความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์”
ทั้งนี้ คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่เขาระบุว่า รัฐบาลควรใช้อำนาจในการออกคำสั่งห้ามชั่วคราว เพื่อกันไม่ให้พลเมืองออสเตรเลียกลุ่มดังกล่าวเดินทางกลับประเทศ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) นายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า รัฐบาลได้ออกคำสั่งห้ามเดินทางกลับประเทศชั่วคราวให้กับบุคคลหนึ่งในกลุ่มดังกล่าวแล้ว
ด้านนางพอลลีน แฮนสัน ผู้นำพรรควันเนชัน ที่สนับสนุนให้มีนโยบายลดจำนวนวีซ่าเหลือปีละ 130,000 คน กล่าวว่า สัปดาห์นี้เธอเห็นด้วยกับข้อเสนอที่หลุดออกมา พร้อมทั้งกล่าวว่าไม่มีชาวมุสลิมคนใดที่ “ดี” เลย
ท่ามกลางการถกเถียงที่ร้อนแรงเกี่ยวกับการลดจำนวนผู้อพยพ และคำถามว่าใครควรได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับการย้ายถิ่นฐานในปัจจุบัน และว่าการลดจำนวนผู้อพยพจะสามารถช่วยยับยั้งแนวคิดสุดโต่งได้หรือไม่
การย้ายถิ่นสุทธิ (Net Migration) คืออะไร?
การย้ายถิ่นจากต่างประเทศสุทธิ หรือ Net Overseas Migration (NOM) คือ ตัวชี้วัดว่าจำนวนประชากรของออสเตรเลียเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละปีมากน้อยเพียงใด อันเป็นผลมาจากจำนวนคนที่เดินทางเข้าและออกจากประเทศ
NOM คำนวณจากจำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาและพำนักอยู่ในออสเตรเลียเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน ภายในช่วงเวลา 16 เดือน แล้วนำจำนวนผู้ที่เดินทางออกจากประเทศในช่วงเวลาเดียวกันมาหักลบออก
ตัวเลขดังกล่าวถูกจับตามองอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยนักการเมืองสายอนุรักษนิยมบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอาจสะท้อนภาพของการกลับเข้าสู่ระดับปกติมากกว่า โดยขณะนี้ใกล้เคียงกับระดับก่อนปี 2020
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 NOM เคยลดลงอย่างหนักจนติดลบ 94,000 คน ในเดือนมีนาคม 2021 ก่อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้งหลังจากที่มีการเปิดพรมแดน

จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย (ABS) ชี้ว่า ตัวเลขการย้ายถิ่นสุทธิพุ่งสูงสุดที่ 555,000 คน ในเดือนกันยายน 2023 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2024–25 อยู่ที่ 306,000 คน
การเพิ่มขึ้นของตัวเลขผู้ย้ายถิ่นอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับนโยบายการย้ายถิ่นของรัฐบาลผสม (Coalition) ก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2022
ซึ่งได้ยกเลิกข้อจำกัดด้านชั่วโมงการทำงานสำหรับนักเรียนต่างชาติ และอนุญาตให้ขยายวีซ่าบางประเภท เพื่อตอบสนองต่อปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ต่อมา พรรคแรงงาน (Labor) ได้กลับมากำหนดเพดานชั่วโมงการทำงานอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2023

รายงานแนวโน้มการย้ายถิ่นฉบับล่าสุดของกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียระบุว่า ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตัวเลขการย้ายถิ่นสุทธิ (NOM)
เป็นผลมาจาก “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนนักเรียนต่างชาติ (ตั้งแต่ปี 2012) และนักท่องเที่ยว (ตั้งแต่ปี 2016)”
วีซ่าของออสเตรเลียแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ วีซ่าชั่วคราว และวีซ่าถาวร
การย้ายถิ่นถาวรครอบคลุมผู้ที่ถือวีซ่าทักษะ (Skilled visas) วีซ่าครอบครัว รวมถึงโครงการด้านมนุษยธรรมแยกต่างหาก โดยตัวเลขในหมวดนี้ค่อนข้างคงที่ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ขณะที่การย้ายถิ่นชั่วคราวมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งรวมถึงนักเรียนต่างชาติ นักท่องเที่ยว วีซ่าทักษะชั่วคราว และวีซ่าเวิร์กกิง ฮอลิเดย์ (Working Holiday)
อะไรที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้?
ในแถลงการณ์ด้านประชากรประจำปี 2025 กระทรวงการคลังออสเตรเลียคาดการณ์ว่า ตัวเลขการย้ายถิ่นสุทธิ (NOM) จะลดลงเหลือ 260,000 คน ในปี 2025–26 และ 225,000 คน ในปี 2026–27 ก่อนจะปรับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงช่วงก่อนการแพร่ระบาดที่ประมาณ 235,000 คน
ศาสตราจารย์อลัน แกมเลน ผู้อำนวยการ Migration Hub แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า แม้รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการจำนวนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศได้เข้มงวดมากขึ้น
แต่ “ในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม คุณไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนจะเดินทางออกจากประเทศเมื่อใด”
เขากล่าวว่า
“นี่เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากของการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร แต่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม อดีตรองปลัดกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง อาบุล ริซวี ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ถึงปี 2007 มีความเห็นแตกต่างออกไป
เขาเปรียบเทียบแนวคิดดังกล่าวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยแม้ว่ารัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้โดยตรง แต่สามารถปรับนโยบายเพื่อบริหารจัดการทิศทางได้
เขาให้สัมภาษณ์กับเอสบีเอส นิวส์ ว่า
“รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจควบคุมการย้ายถิ่นสุทธิมากนัก แต่อาจจะสามารถกำหนดกรอบช่วงตัวเลข และบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบนั้น”
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รัฐบาลจะต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่การมีแผนที่ชัดเจนจะช่วยสร้าง “ความชัดเจนและความเชื่อมั่น” ให้กับภาคส่วนต่าง ๆ
“เราควรพยายามรักษาทิศทางระยะยาวนั้นไว้ เพราะจะช่วยให้ผู้คนสามารถวางแผนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และการให้บริการต่าง ๆ ได้ รวมถึงช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนดำเนินกิจการของตนเองได้เช่นกัน”
“จุดสมดุล” ที่เหมาะสมสำหรับการย้ายถิ่น
ศาสตราจารย์แกมเลนระบุว่า ตัวเลขการย้ายถิ่นที่เหมาะสมเพื่อชดเชยสังคมสูงวัยของออสเตรเลีย น่าจะอยู่ระหว่าง 160,000 ถึง 220,000 คนต่อปี
เขากล่าวว่า
“การย้ายถิ่นที่อยู่ในช่วงตัวเลขดังกล่าวถือว่าเหมาะสมทางเศรษฐกิจสำหรับออสเตรเลีย”
เขาอธิบายเหตุผลเบื้องหลังของตัวเลขดังกล่าวว่า ในแต่ละสัปดาห์จะมีผู้ที่เกษียณออกจากตลาดแรงงาน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
และจะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพียงพอที่จะรองรับและสนับสนุนภาคส่วนนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถลดลงไปได้มากกว่านี้ “โดยไม่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และต่อภาคธุรกิจที่ต้องการแรงงาน”

นายริซวีให้ความเห็นว่า หากตัวเลขการย้ายถิ่นต่ำกว่า 200,000 คนต่อปี ตลาดแรงงานของออสเตรเลียจะได้รับผลกระทบ โดยแรงงานภายในประเทศจะไม่สามารถทดแทนตำแหน่งงานที่ขาดแคลนทักษะได้เพียงพอ
ในทางกลับกัน หากตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 250,000 คนขึ้นไป โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะอาจไม่สามารถรองรับได้ทัน
เขากล่าวว่า
“เมื่อจำนวนผู้ย้ายถิ่นเพิ่มถึงระดับนั้น ระบบต่าง ๆ ก็จะเริ่มติดขัด เพราะมีจำนวนคนที่เข้ามาในประเทศเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้”
นโยบายการห้ามคนที่ถือวีซ่าจากบางพื้นที่จะช่วยลดแนวคิดสุดโต่งได้หรือไม่?
แม้จะยังไม่นับรวมถึงความยากในการบังคับใช้มาตรการห้ามวีซ่าจากบางพื้นที่หรือบางประเทศ แต่นายริซวีตั้งข้อสงสัยว่า ข้อเสนอของพรรคเสรีนิยมที่หลุดออกมานั้น จะสามารถลดแนวคิดสุดโต่งได้จริงหรือไม่
เขากล่าวว่า
“ผมสงสัยว่ามันอาจให้ผลในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มันอาจยิ่งทำให้ผู้คนโกรธ”
เขากล่าวว่า
“ในทุกกลุ่มย่อมมีคนที่มีแนวคิดสุดโต่งอยู่เสมอ และหากคุณทำให้คนทั้งกลุ่มโกรธ คนที่มีแนวคิดสุดโต่งก็จะยิ่งโกรธมากกว่าคนอื่น” นายริซวี เสริมว่า
“ผมคิดว่าการกีดกันผู้คนจากบางประเทศในลักษณะนั้น ไม่น่าจะเป็นประโยชน์นัก”
จาก 13 ประเทศที่มีรายชื่อของบางพื้นที่ที่อยู่ในข้อเสนอห้ามออกวีซ่า ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ประเทศที่มีจำนวนวีซ่าท่องเที่ยวมากที่สุดคือฟิลิปปินส์ โดยมีนักท่องเที่ยว 113,000 คน ในปีงบประมาณ 2024–25
ฟิลิปปินส์ยังอยู่อันดับที่หกในฐานะแหล่งแรงงานทักษะของออสเตรเลีย โดยช่วยเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดแคลนในภาคการดูแลผู้สูงอายุและการพยาบาล โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาค
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เดินทางจากบางประเทศ เช่น แคเมอรูน เยเมน ลิเบีย มาลี โซมาเลีย และไนเจอร์ มีไม่ถึง 100 คนต่อปี

ศาสตราจารย์แกมเลนระบุว่า แนวคิดสุดโต่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ และเห็นว่า นโยบายของพรรคเสรีนิยมคงไม่อาจป้องกันเหตุการณ์ที่บอนไดได้
เขากล่าวว่า
“เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างที่บอนได มันขัดกับค่านิยมของออสเตรเลียในเชิงศีลธรรมอย่างแน่นอน แต่ในเชิงภูมิศาสตร์ มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ”
เขายังระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องหามือปืน นาวีด อักราม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีในศาล เกิดในออสเตรเลียและเป็นพลเมืองออสเตรเลีย
อักรามถูกตั้งข้อหา 15 กระทงในข้อหาฆาตกรรม รวมถึงความผิดอื่น ๆ จากเหตุโจมตีที่เขาและบิดา ซาจิด อักราม ถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธปืนกราดยิงภายในงานเทศกาลฮานุกกาห์ของชุมชนชาวยิว ที่บอนไดบีช นครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม
ศาสตราจารย์แกมเลนกล่าวเพิ่มเติมว่า ซาจิด อักราม ซึ่งถูกตำรวจยิงเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ ได้ย้ายมาอาศัยในออสเตรเลียจากอินเดียเมื่อหลายสิบปีก่อน “จากพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเข้าสู่แนวคิดสุดโต่ง”
ซาจิดครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมายจำนวน 6 กระบอก โดยใบอนุญาตล่าสุดในปี 2023 ได้รับการอนุมัติหลังจากที่บุตรชายของเขาเคยถูกองค์กรข่าวกรองความมั่นคงแห่งออสเตรเลีย (ASIO) ตรวจสอบเมื่อสี่ปีก่อน
เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับบุคคลสองรายซึ่งต่อมาถูกจำคุก อย่างไรก็ตาม ขณะนั้น “ไม่มีหลักฐาน” ว่านาวีดได้เข้าสู่แนวคิดสุดโต่ง
ศาสตราจารย์แกมเลนกล่าวว่า
“ไม่ว่าคุณจะปรับเปลี่ยนนโยบายการย้ายถิ่นฐานอย่างไร หรือจะกำหนดว่าใครสามารถเข้าประเทศได้หรือไม่ได้ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้”
“การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำงานร่วมกันทางสังคมที่จริงจังภายในประเทศ เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ผู้คนในออสเตรเลียกำลังเผชิญ ซึ่งทำให้บางคนกลายเป็นผู้ที่พร้อมจะก่ออันตรายต่อสังคม”
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook และ Instagram






