จากความชอบวาดรูปเสื้อผ้าตั้งแต่วัยเด็ก สู่การสร้างแบรนด์แฟชันของตัวเองในออสเตรเลีย ‘เน็ท’ ณัฐนิช จันทรวารี เจ้าของแบรนด์ The Only Label เปลี่ยนเสื้อผ้าวินเทจ ให้กลายเป็นธุรกิจที่สะท้อนทั้งความฝัน ความเป็นแม่ และความตั้งใจที่จะทำเสื้อผ้าคุณภาพให้ผู้หญิงใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ
ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่
“ความสำเร็จของเน็ทคือการได้เห็นลูกค้าใส่เสื้อผ้าของเราแล้วรู้สึกแฮปปี้ รู้สึกมั่นใจในตัวเอง แล้วเราก็แฮปปี้ที่ได้ทำงานนี้”
จากเด็กหญิงที่ชอบวาดรูปเสื้อผ้าในห้องเรียน สู่คุณแม่ลูกสองและเจ้าของแบรนด์แฟชัน The Only Label ในเมืองเมลเบิร์น ‘เน็ท’ ณัฐนิช จันทรวารี เปลี่ยนความรักในเสื้อผ้า วินเทจ และงานออกแบบ ให้กลายเป็นธุรกิจของตัวเองในออสเตรเลีย
เธอเริ่มต้นจากการนำเสื้อผ้ามือสองและเสื้อผ้าวินเทจมาซ่อมแซม ปรับทรง และขายออนไลน์ ก่อนพัฒนามาเป็นเสื้อผ้าสไตล์เรโทร และงานออกแบบที่ช่วยให้ผู้หญิงใส่แล้วรู้สึกดีในรูปร่างของตัวเอง
ความฝันด้านแฟชันที่เริ่มจากวัยเด็ก
ณัฐนิชเล่าว่า ความสนใจด้านแฟชันของเธอเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก จากการเติบโตในครอบครัวที่มีผู้หญิงหลายคน และการได้อยู่กับบรรยากาศของการแต่งตัว เล่นตุ๊กตากระดาษ และวาดรูป
“ตั้งแต่เด็กก็คือเล่นตุ๊กตากระดาษ เล่นแต่งตัว วาดรูปเสื้อผ้า ชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ ตั้งแต่จำได้ ก็นั่งเรียนในห้องเรียนก็ชอบวาดรูปคนใส่เสื้อผ้า”
เมื่อมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียตั้งแต่เยียร์ 9 หรืออายุราว 14 ปี เธอยังไม่เห็นเส้นทางชัดเจนนักว่าจะก้าวไปสู่อาชีพดีไซเนอร์ได้อย่างไร เพราะโรงเรียนไม่มีวิชาแฟชันดีไซน์โดยตรง
แต่เธอยังคงอยากตามความฝันด้านนี้ เธอจึงทำพอร์ตโฟลิโอด้วยตัวเองนอกเวลาเรียน ก่อนผ่านการสัมภาษณ์และได้เข้าเรียน Bachelor of Fashion ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นอย่างจริงจังของเส้นทางสายนี้
จากเสื้อผ้าวินเทจ สู่ The Only Label
หลังเรียนจบด้านแฟชันดีไซน์ ณัฐนิชเริ่มทำงานกับบริษัทที่ผลิตชุดค็อกเทล ชุดเพื่อนเจ้าสาว และชุดออกงาน ประสบการณ์นั้นช่วยให้เธอเข้าใจโครงสร้างเสื้อผ้า การวางแพทเทิร์น และการตัดเย็บมากขึ้น
ต่อมา เมื่ออยากออกจากงานประจำและเริ่มทำอะไรของตัวเอง เธอเลือกเริ่มจากธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใช้ทักษะที่มีอยู่ มากกว่าการลงทุนใหญ่ตั้งแต่แรก
“ตอนนั้นอยากออกจากงานประจำ แล้วก็อยากออกมาทำอะไรของตัวเอง แต่ไม่ได้มีทุนเยอะ ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจขนาดนั้น แล้วก็อยู่ที่นี่คนเดียว พ่อแม่อยู่เมืองไทย ญาติพี่น้องอยู่เมืองไทย ก็เลยอยากลองทำอะไรเล็ก ๆ ที่เราสามารถทำเองได้”
เธอเริ่มซื้อเสื้อผ้ามือสองและเสื้อผ้าวินเทจมาปรับใหม่ บางชิ้นตัดแขน บางชิ้นปรับไหล่ หรือเปลี่ยนทรงให้ร่วมสมัยขึ้น ก่อนนำไปขายออนไลน์ในช่วงที่ตลาดเสื้อผ้าวินเทจกำลังได้รับความนิยม
การทำงานกับเสื้อผ้าหลากหลายชิ้นทำให้เธอได้เรียนรู้ทั้งเรื่องทรง สี และการสไตลิง จนเริ่มเห็นว่าเสื้อผ้าแบบใดช่วยเสริมสัดส่วนของผู้สวมใส่ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญ ก่อนต่อยอดสู่แบรนด์ของตัวเอง
เสื้อผ้าที่ใส่ได้นาน และออกแบบเพื่อผู้หญิงตัวเล็ก
ความหลงใหลในเสื้อผ้าวินเทจของณัฐนิชไม่ได้มาจากเทรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับภาพจำในครอบครัว โดยเฉพาะอาม่าที่มักตัดเสื้อผ้าใส่เอง และรูปถ่ายเก่าของคนรุ่นพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่
“เวลาดูรูปเก่า ๆ ของพ่อแม่ หรือรุ่นคุณป้า รู้สึกว่ามันสวยแล้วก็มีเสน่ห์ แล้วมันก็ยังสวยมาจนถึงทุกวันนี้ คือรู้สึกว่ามันคลาสสิก”
มุมมองนี้กลายเป็นพื้นฐานของ The Only Label ซึ่งเน้นเสื้อผ้าสไตล์เรโทรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวินเทจ โดยเฉพาะกางเกงเอวสูง จัมป์สูท และเสื้อคอปาด ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์
หนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่แบรนด์ตอบโจทย์ได้ดีคือผู้หญิงรูปร่างเล็ก ซึ่งมักมีปัญหาในการหากางเกงที่พอดีตัว โดยเฉพาะเรื่องความยาวของขากางเกง และต่อมากลายเป็นดีเทลที่ลูกค้าจดจำ
จากป๊อปอัพ สู่หน้าร้านใน South Melbourne Market
ก่อนมีหน้าร้านของตัวเอง ณัฐนิชเริ่มจากการนำเสื้อผ้าไปฝากขายในร้านมัลติแบรนด์ ก่อนขยับไปสู่การออกป๊อปอัพและบูธตามดีไซน์มาร์เก็ตต่าง ๆ ในเมลเบิร์น
การขายแบบพบลูกค้าโดยตรงทำให้เธอได้เห็นปฏิกิริยาของผู้ซื้อ เข้าใจว่าทรงไหนขายดี และเก็บข้อมูลที่นำกลับไปพัฒนางานออกแบบได้
หลังจากทดลองขายในหลายพื้นที่ เธอตัดสินใจเปิดร้านที่ South Melbourne Market ในปี 2025 ซึ่งกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์
ชีวิตคุณแม่กับความสำเร็จในแบบของตัวเอง
ปัจจุบันณัฐนิชเป็นคุณแม่ลูกสอง เธอกล่าวว่า การเป็นทั้งแม่และเจ้าของธุรกิจคือการจัดสมดุลที่เปลี่ยนไปทุกวัน
“คุณแม่ทุกคนน่าจะเหมือนกัน คือมันไม่น่าจะมีวันที่เรารู้สึกว่าเรามาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันมันเปลี่ยนไป บางวันก็รู้สึกว่าทำได้ดีมาก บางวันก็รู้สึกว่าเราทำหนักไปด้านใดด้านหนึ่ง”
โดยช่วงเวลาที่เธอเซ็นสัญญาเปิดร้าน เป็นช่วงเดียวกับที่รู้ว่าตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ทำให้ต้องปรับแผนจากเดิมที่อยากอยู่หน้าร้านเอง มาเป็นการสร้างทีมพนักงานเพื่อช่วยดูแลร้าน
อย่างไรก็ตาม สำหรับณัฐนิช ความสำเร็จของแบรนด์เสื้อผ้าไม่ได้หมายถึงการมีผู้ติดตามจำนวนมาก ทีมใหญ่ หรือร้านหลายสาขา แต่คือการสร้างธุรกิจที่สอดคล้องกับชีวิตของตัวเอง และยังทำต่อไปได้อย่างมีความสุข
ถ้าเราทำอะไรที่เราชอบ มันน่าจะไปได้ แต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานของความชอบก่อน เพราะธุรกิจส่วนใหญ่มันต้องใช้เวลา แล้วถ้าเราไม่ได้ชอบมันจริง ๆ เราก็อาจจะล้มเลิกก่อนที่เราจะสำเร็จณัฐนิชกล่าว
เธอทิ้งท้ายว่า อยากทำเสื้อผ้าที่คนใส่ได้นาน ให้ช่างไทยได้มีพื้นที่แสดงฝีมือ และทำธุรกิจที่ยั่งยืนพอจะเดินต่อไปได้ และให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และความรู้สึกของคนใส่
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ยูทูบ





