เอสบีเอสไทยปิดซีรีส์ The Inquiry ด้วยการเจาะลึกผลกระทบของการใช้ GLP-1 นอกระบบ ตั้งแต่การเข้าถึงยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ไปจนถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียต่อมุมมองเรื่องน้ำหนักและรูปร่าง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า GLP-1 เป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลทางการแพทย์ และยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ที่มีภาวะ eating disorders โดยเฉพาะเมื่อหยุดใช้ยา
คำเตือน เนื้อหาในรายงานนี้มีการพูดถึงโรคในกลุ่มจิตเวช โดยเฉพาะ eating disorders
บทความนี้มีไว้สำหรับให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่ควรใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้อ่านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะ
ฟังพอดคาสต์เรื่องอื่นของเอสบีเอสไทยที่นี่
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเอสบีเอส ไทย ได้ติดตามปรากฏการณ์การซื้อขาย “ปากกาลดน้ำหนัก” และผลิตภัณฑ์เปปไทด์ในกลุ่มเฟซบุ๊กของคนไทยในออสเตรเลีย ตั้งแต่การโฆษณาขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเข้ามาจำหน่ายในออสเตรเลีย
ก่อนหน้านี้ รายงานของเอสบีเอส ไทย พบว่าผู้ขายบางรายเสนอผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ Wegovy และ Mounjaro ให้กับลูกค้าผ่านการพูดคุยในโลกออนไลน์ โดยไม่ขอหลักฐานใบสั่งยาจากแพทย์ ขณะที่ข้อมูลที่เอสบีเอส ไทย ตรวจสอบพบช่องทางการจัดหาหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้ใบสั่งยาของบุคคลอื่น และการนำผลิตภัณฑ์จากคลินิกเสริมความงามในประเทศไทยเข้ามาโดยให้ลูกเรือนำติดตัวเข้ามา
รายงานก่อนหน้านี้ยังนำเสนอคำเตือนจาก Therapeutic Goods Administration หรือ TGA ว่า การนำเข้ายา GLP-1 หรือผลิตภัณฑ์เปปไทด์เข้ามาในออสเตรเลียเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตและแจ้งอย่างถูกต้องนั้นผิดกฎหมาย และแนะนำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เปปไทด์ที่ไม่ได้รับการอนุมัติ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากทางออนไลน์หรือจากต่างประเทศ
เอสบีเอสไทยยังเคยพูดคุยกับคนไทยในออสเตรเลียเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ GLP-1 และแรงกดดันด้านรูปร่าง รวมถึงมาตรฐานความงามของผู้หญิงในปัจจุบัน
แต่คำถามที่ตามมาคือ นอกจากความเสี่ยงจากการซื้อยานอกระบบแล้ว การใช้ GLP-1 เพื่อควบคุมน้ำหนักอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและพฤติกรรมการกินอย่างไร

ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม
รองศาสตราจารย์เทรเวอร์ สจวร์ต จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กำลังทำการศึกษาทางคลินิกเพื่อทำความเข้าใจว่า GLP-1 ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและชีววิทยาของสมองในผู้ที่มีภาวะ eating disorders
เขาอธิบายว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษาบางคนบอกว่า เมื่อใช้ยา ความคิดที่วนเวียนเกี่ยวกับอาหาร หรือที่เรียกว่า “food noise” ลดลง ทำให้มีพื้นที่ทางความคิดมากขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน เขาเตือนว่า การลดอาการบางอย่างไม่ได้หมายความว่ายาจะจัดการกับสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังภาวะ eating disorders ได้ทั้งหมด
จากการศึกษาของเขา ผู้เข้าร่วมบางคนมีพฤติกรรมการกินมากเกินไปหรือการกินที่ผิดปกติเพื่อรับมือกับความทุกข์ทางจิตใจ ซึ่งอาจมีรากมาจากประสบการณ์ความบอบช้ำทางจิตใจ และการใช้ GLP-1 เพื่อลด “food noise” อาจช่วยอาการบางส่วน แต่ไม่ได้จัดการกับสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
เขากล่าวว่า ในการศึกษาของเขา ผู้เข้าร่วมยังได้รับการสนับสนุนด้านจิตวิทยาและพบจิตแพทย์เป็นประจำ เพราะ GLP-1 เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่ครอบคลุมมากกว่า
รศ.เทรเวอร์ ยังมองว่าบทสนทนาเกี่ยวกับ GLP-1 ในสื่อสังคมออนไลน์กำลังให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักมากเกินไป
"มันค่อนข้างน่ากังวล ผมรู้สึกว่าเรื่องเล่าส่วนใหญ่เกี่ยวกับยาเหล่านี้ที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป น่าเสียดายที่ให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักเป็นอันดับแรก"
ยาเหล่านี้เป็นยาที่จริงจังและมีไว้เพื่อรักษาภาวะทางการแพทย์ และมันไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม ไม่ใช่เรื่องของการทำให้น้ำหนักบนตาชั่งเป็นตัวเลขที่ต้องการ แต่มันเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตใจและร่างกายของคนคนหนึ่ง และสิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านโดยมีแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
เขายังชี้ว่า บทสนทนาบนโลกออนไลน์จำนวนมากมุ่งไปที่การบอกว่าตัวเองลดน้ำหนักได้มากแค่ไหน หรือการใช้ยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ โดยไม่ได้พูดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพจิตและด้านอื่น ๆ ของชีวิต

เมื่อหยุดยา “food noise” จะกลับมาหรือไม่
หนึ่งในคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน คือจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่มีภาวะกินผิดปกติเมื่อหยุดใช้ยา
รศ.เทรเวอร์ระบุว่า ยังไม่มีการศึกษาระยะยาวที่ตีพิมพ์เพียงพอสำหรับยากลุ่ม GLP-1 รุ่นใหม่อย่าง Mounjaro, Ozempic และ Wegovy ซึ่งศึกษาผลระยะยาวในผู้ที่มีภาวะกินผิดปกติ โดยเฉพาะผลที่ไม่ได้วัดเพียงค่า BMI หรือตัวเลขบนตาชั่ง แต่รวมถึงภาวะซึมเศร้า การกลับมาของอาการกินผิดปกติ รวมถึงพฤติกรรมจำกัดอาหารและการข้ามมื้ออาหาร
เขากล่าวว่า หากยาช่วยลดความคิดที่วนเวียนเกี่ยวกับอาหาร แต่เมื่อหยุดยาแล้วน้ำหนักกลับมา ก็ยังไม่รู้ว่าความคิดเหล่านั้นจะกลับมาด้วยหรือไม่ และผู้ที่คิดว่าตัวเองฟื้นตัวแล้วจะรับมืออย่างไรหากกลับไปสู่รูปแบบพฤติกรรมเดิม
“ถ้าน้ำหนักกลับมา เราก็อาจอนุมานได้ว่า food noise จะกลับมาด้วย แล้วคนคนนั้นจะรับมืออย่างไร เมื่อคิดว่าตัวเองฟื้นตัวในระดับหนึ่งแล้ว แต่กลับต้องหยุดใช้ยา และกลับไปสู่วิธีการหรือรูปแบบพฤติกรรมเดิมก่อนหน้านั้น”เขากล่าวว่า ประเด็นนี้มีรายละเอียดและความซับซ้อนมาก ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์อาจไม่ได้สะท้อนออกมา
“มันมีรายละเอียดซับซ้อนมากมายที่ผมรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้ให้ความสำคัญ และมันมักจะตรงไปสู่ข้อความที่สร้างความเสียหายว่า คุณควรมีรูปร่างแบบนี้แบบนั้น นี่คือทางลัดที่จะทำให้คุณมีน้ำหนักอย่างที่คุณต้องการมาตลอด แทนที่จะมองยาประเภทนี้อย่างจริงจังเท่าที่ควรจะเป็น”
สิ่งที่อยู่ในขวดอาจเป็นอะไรก็ได้
นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพจิตแล้ว รศ. Stewart ยังย้ำถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและการติดตามผู้ใช้ยาโดยแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์มาจากแหล่งที่ไม่ได้รับอนุญาต
เขาอธิบายว่า การใช้ยากลุ่ม GLP-1 ควรเริ่มจากการประเมินโดยแพทย์ และมีการติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดระหว่างการใช้ยา เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีสุขภาพที่ดีและสามารถรับยาได้อย่างเหมาะสม
เขากล่าวว่า การซื้อยาจากแหล่งที่ไม่ได้รับอนุญาตทำให้ผู้ใช้ไม่ได้รับการคัดกรองและติดตามในลักษณะเดียวกัน และยังมีความเสี่ยงว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอาจไม่ใช่สิ่งที่ระบุไว้บนฉลาก
ใครบางคนอาจบอกคุณว่าพวกเขากำลังให้เซมากลูไทด์ ซึ่งก็คือ Ozempic, Wegovy หรือ Mounjaro แต่สิ่งที่อยู่ในขวดนั้น หากไม่ได้มาจากร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต อาจเป็นอะไรก็ได้
การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์ The Inquiry ของ SBS Thai ที่ติดตามปรากฏการณ์ “ปากกาลดน้ำหนัก” ในชุมชนไทยในออสเตรเลีย ตั้งแต่การโฆษณาและซื้อขายผ่านกลุ่มออนไลน์ ไปจนถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์และคำเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแล
หากคุณต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โปรดติดต่อหน่วยงานด้านล่าง
Lifeline 13 11 14 www.lifeline.org.au
Butterfly Foundation national helpline: 1800 334 673
Chat online: butterfly.org.au/get-support/chat-online
Email: support@butterfly.org.au
National Eating Disorders Collaboration: nedc.com.au
InsideOut: insideoutinstitute.org.au
Beyond Blue support service line: 1300 22 46 36
ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ





