SKIP TO MAIN CONTENT

Thai Voice: ทำไมย้ายมาออสเตรเลียแล้วถึงเป็นเฮย์ฟีเวอร์

Copy of ALC Header Cutout.png
แม้โรคภูมิแพ้จำนวนมากมักเริ่มตั้งแต่อายุน้อยอย่างไรก็ตามคนเราสามารถพัฒนาอาการภูมิแพ้ขึ้นได้ในทุกช่วงของชีวิต Credit: Ivana Eres/unsplash/supplied/Dr. Jason Yu

อาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา หรือคันจมูก กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ผู้ย้ายถิ่นบางคนต้องเผชิญหลังมาใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ทั้งที่ไม่เคยมีปัญหาเฮย์ฟีเวอร์มาก่อนในประเทศบ้านเกิด หลายคนสงสัยว่าทำไมอาการภูมิแพ้จึงเพิ่งเกิดขึ้นหลังย้ายประเทศ


Published

By Chayada Powell

Source: SBS


Skip to podcast episode content

อาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา หรือคันจมูก กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ผู้ย้ายถิ่นบางคนต้องเผชิญหลังมาใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ทั้งที่ไม่เคยมีปัญหาเฮย์ฟีเวอร์มาก่อนในประเทศบ้านเกิด หลายคนสงสัยว่าทำไมอาการภูมิแพ้จึงเพิ่งเกิดขึ้นหลังย้ายประเทศ


ฟังพอดคาสต์ในเรื่องอื่นๆ ของเราได้ที่นี่

ก่อนย้ายมาออสเตรเลีย แนน หรรษา ไม่เคยมีอาการเฮย์ฟีเวอร์มาก่อน แม้จะเคยมีอาการแพ้ฝุ่นจากการก่อสร้างในประเทศไทยอยู่บ้าง เธอเล่าว่าช่วงแรกของการใช้ชีวิตในออสเตรเลียอาการภูมิแพ้เดิมของเธอกลับหายไป จนกระทั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปีที่สามของการอาศัยในออสเตรเลียเธอกลับเริ่มมีอาการแพ้แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“จู่ ๆ วันหนึ่งก็เริ่มมีอาการ น้ำมูกไหลไม่หยุด น้ำตาไหล แล้วก็จาม” แนนเล่าให้เอสบีเอส ไทย ฟัง

ในตอนแรกเธอรู้สึกแปลกใจ เพราะเข้าใจมาตลอดว่า หากร่างกายแพ้สิ่งใด ก็น่าจะมีอาการมาตั้งแต่เริ่มสัมผัส ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียมาหลายปี ปัจจุบันอาการยังเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะในวันที่มีลมแรง และความรุนแรงก็แตกต่างกันไปในแต่ละปี

ด้าน สมาชิกชุมชนไทยอีกคนหนึ่งมีประสบการณ์คล้ายกัน โซอี ย้ายมาออสเตรเลียในปี 2013 โดยไม่เคยเป็นเฮย์ฟีเวอร์ที่ประเทศไทย ก่อนจะเริ่มมีอาการคันตารุนแรงหลังอยู่ที่นี่ประมาณสองถึงสามปี

ตอนแรกโซอี้คิดว่าอาการคันและตาแดงอาจเกิดจากคอนแทคเลนส์ จึงเปลี่ยนมาใส่แว่นและซื้อยาหยอดตามาใช้ แต่อาการกลับมาอีกในปีต่อ ๆ มา และค่อย ๆ รุนแรงขึ้น ทั้งคันตา จาม และคัดจมูก จนในที่สุดเธอไปพบแพทย์และได้รับแจ้งว่าอาการดังกล่าวคือเฮย์ฟีเวอร์

“กว่าจะรู้ก็หลายปีมาก ไม่รู้ตัว ไม่รู้อะไรเลย” โซอี้กล่าว

การป่วยด้วยโรคภาวะภูมิแพ้ละอองเกสรและสิ่งแปลกปลอมในอากาศ หรือไข้ละอองฟาง (hay fever) ของแนนและโซอีพ้องกับประสบการณ์ของผู้ย้ายถิ่นหลายคน ซึ่งอาจสงสัยเช่นกันว่า เหตุใดคนที่ไม่เคยเป็นเฮย์ฟีเวอร์ในประเทศบ้านเกิด จึงสามารถเริ่มมีอาการหลังย้ายมาอาศัยในออสเตรเลียได้

ดร. เจสัน ยู แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ ในนครซิดนีย์ อธิบายกับ เอสบีเอส ไทย ว่า แม้โรคภูมิแพ้จำนวนมากมักเริ่มตั้งแต่อายุน้อย แต่คนเราสามารถพัฒนาอาการภูมิแพ้ขึ้นได้ในทุกช่วงของชีวิต

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบทางการแพทย์ที่แน่ชัดเพียงข้อเดียวว่า เหตุใดผู้ย้ายถิ่นบางคนที่ไม่เคยมีอาการในประเทศบ้านเกิดจึงเริ่มเป็นเฮย์ฟีเวอร์หลังย้ายมาออสเตรเลีย โดยอาจมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

สภาพแวดล้อมใหม่ สารก่อภูมิแพ้ก็เปลี่ยนไป

หนึ่งในคำอธิบายที่เป็นไปได้คือ การย้ายประเทศทำให้ร่างกายต้องเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้ หรือ allergens ที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยสัมผัสในประเทศบ้านเกิด ดร. ยู ยกตัวอย่างว่า

"ปัญหาการแพ้ไรฝุ่นพบได้มากในซิดนีย์และพื้นที่ชายฝั่งของออสเตรเลีย ขณะที่อีกหนึ่งสารก่อภูมิแพ้สำคัญคือ ละอองเกสรจากหญ้า ryegrass ซึ่งพบได้ทั่วไปในออสเตรเลีย ทั้งในพื้นที่เกษตรและสนามหญ้า" เขากล่าวต่อไปว่า

"ละอองเกสรเหล่านี้ยังสามารถถูกลมพัดไปได้ไกลหลายกิโลเมตร หมายความว่า ผู้ที่แพ้ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกับพื้นที่ที่มีหญ้าจึงจะสัมผัสกับละอองเกสรได้"

ดร. ยู เองก็มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน เขาเป็นผู้ย้ายถิ่นและไม่เคยมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ในวัยเด็ก แต่เริ่มมีอาการหลายปีหลังย้ายประเทศ และประสบการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาสนใจทำงานด้านโรคภูมิแพ้

การเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน

อีกปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องคือระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับตัวตลอดชีวิต

ดร. ยู อธิบายว่า เมื่อเราเจ็บป่วยหรือติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และบางครั้งอาจเกิดการปรับตัวในลักษณะที่ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่โดยปกติไม่ควรเป็นอันตราย

"โรคภูมิแพ้โดยพื้นฐานแล้วคือการที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปต่อสารบางอย่าง เช่น ละอองเกสร ไรฝุ่น เชื้อรา หรือสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงด้วยเหตุนี้ คนที่ไม่เคยมีอาการภูมิแพ้มาก่อนจึงสามารถเริ่มมีอาการขึ้นในภายหลังได้"

โดย ดร. ยู ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันและการเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้ที่แตกต่างออกไป และนี่เป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายที่เป็นไปได้ว่าทำไมผู้ย้ายถิ่นบางคนจึงเริ่มมีอาการหลังย้ายมาออสเตรเลีย

Dr. Jason.jpg
ดร. เจสัน ยู แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในนครซิดนีย์ Credit: Jesse Taylor

สภาพแวดล้อมที่สะอาดขึ้นเกี่ยวข้องอย่างไร

อีกแนวคิดหนึ่งที่ ดร. ยู กล่าวถึงคือสมมติฐานด้านสุขอนามัย (hygiene hypothesis)

แนวคิดนี้เสนอว่า การสัมผัสกับจุลชีพและสภาพแวดล้อมที่หลากหลายในช่วงชีวิตอาจมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันเรียนรู้ที่จะไม่ตอบสนองมากเกินไปต่อสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำตั้งแต่ต้นว่า สาเหตุที่ผู้ย้ายถิ่นบางคนเริ่มมีอาการภูมิแพ้หลังย้ายประเทศ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ดังนั้น hygiene hypothesis เป็นหนึ่งในสมมติฐานที่อาจช่วยอธิบายปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นสาเหตุของเฮย์ฟีเวอร์ในผู้ย้ายถิ่นทุกคน

ทำไมบางปีอาการหนัก

ความรุนแรงของเฮย์ฟีเวอร์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีได้ หนึ่งในปัจจัยคือสภาพอากาศ

ดร. ยู อธิบายว่า ในช่วงที่อากาศแห้งหรือเกิดภัยแล้ง หญ้าอาจเจริญเติบโตน้อยลง ส่งผลให้ปริมาณละอองเกสรในอากาศลดลง

ในทางกลับกัน ช่วงที่มีฝนและแดดสลับกันสามารถเอื้อต่อการเจริญเติบโตของหญ้าและการผลิตละอองเกสร เมื่อมีละอองเกสรลอยอยู่ในอากาศมากขึ้น ผู้ที่แพ้ก็อาจสูดเข้าไปมากขึ้นและมีอาการรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

"ช่วงที่มีฝนตามด้วยแสงแดดทำให้หญ้าเจริญเติบโตดีและผลิตละอองเกสรจำนวนมาก จึงอาจทำให้อาการแพ้เกสรหญ้ารุนแรงขึ้น ขณะที่ช่วงแล้งมักมีปริมาณละอองเกสรต่ำกว่า"

เฮย์ฟีเวอร์หรือแค่เป็นหวัด

ปัญหาอีกอย่างคือ อาการของเฮย์ฟีเวอร์และไข้หวัดบางส่วนคล้ายกัน จึงอาจทำให้หลายคนแยกไม่ออก

ดร. ยู กล่าวว่า หากเป็นหวัด อาการเจ็บคอมักชัดเจนกว่า และบางคนอาจมีไข้ ขณะที่เฮย์ฟีเวอร์ หรือ allergic rhinitis โดยทั่วไปไม่ควรทำให้มีไข้สูง

สิ่งที่ช่วยสังเกตได้อีกอย่างคือ อาการคัน เช่น คันตา คันจมูก คันคอ หรือคันบริเวณเพดานปาก ซึ่งสัมพันธ์กับเฮย์ฟีเวอร์มากกว่าไข้หวัด

อย่างไรก็ตาม อาการบางอย่างสามารถเกิดได้ทั้งสองกรณี เช่น ไอและอ่อนเพลีย โดยเฮย์ฟีเวอร์มักมีอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า

บางคนอาจมีอาการที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับเฮย์ฟีเวอร์ในทันที เช่น ขอบตาคล้ำ คัดจมูกจนต้องหายใจทางปาก และความเหนื่อยล้าจากคุณภาพการนอนที่ได้รับผลกระทบ

ยาแก้แพ้อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอาการ

สำหรับการรักษา หลายคนมักนึกถึงยาแก้แพ้ (antihistamines) เป็นอันดับแรก แต่ ดร. ยู ระบุว่า การรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน

"antihistamine ช่วยอาการคันตา คันคอ และน้ำมูกไหล แต่ไม่ได้ผลดีสำหรับอาการจมูกอุดตันยาพ่นจมูกเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับอาการคัดจมูกหรือจมูกอุดตัน และอาจช่วยลดอาการทางตาได้ทั้งสองทาง"

สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง ยังมีการรักษาที่เรียกว่า allergen immunotherapy ซึ่งเป็นการให้ผู้ป่วยสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้ในปริมาณที่กำหนด ผ่านการฉีดใต้ผิวหนังหรือให้สารใต้ลิ้น เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความทนต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น

ดร. ยู ระบุว่า กระบวนการนี้ใช้เวลา และผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน แต่ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถมีอาการลดลงและทนต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้น

ก่อนเริ่มการรักษาประเภทนี้ จำเป็นต้องทราบก่อนว่าผู้ป่วยแพ้อะไร เนื่องจากการรักษาจะเจาะจงกับสารก่อภูมิแพ้นั้น โดยสามารถตรวจได้ทั้งการตรวจเลือดและ skin prick test

เฮย์ฟีเวอร์กับโรคหอบหืดเกี่ยวข้องกันอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ ดร. ยู ต้องการให้ผู้ป่วยระวังคือ อาการที่อาจเกี่ยวข้องกับ โรคหอบหืด (asthma)

เขากล่าวว่า เคยพบผู้ป่วยที่คิดว่าตัวเองมีเพียงเฮย์ฟีเวอร์ แต่เมื่อตรวจเพิ่มเติมกลับพบว่ามีโรคหอบหืดร่วมด้วย

แม้เฮย์ฟีเวอร์และหอบหืดเป็นโรคที่แตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงกัน โดยเฮย์ฟีเวอร์ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะจมูกและดวงตา ขณะที่หอบหืดเกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจส่วนล่างหรือปอด

ดร. ยู ระบุว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืดมากถึงร้อยละ 40 มีเฮย์ฟีเวอร์ร่วมด้วย ขณะที่ประมาณร้อยละ 20 ของผู้ที่เป็นเฮย์ฟีเวอร์ป่วยเป็นโรคโรคหอบหืด อย่างไรก็ตาม คนหนึ่งสามารถเป็นโรคใดโรคหนึ่งโดยไม่มีอีกโรคร่วมด้วยได้

thunderstorm asthma คืออะไร

และความเชื่อมโยงระหว่างไข้ละอองฟาง (hay fever) และโรคหอบหืดมีความสำคัญเป็นพิเศษในออสเตรเลีย เนื่องจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า thunderstorm asthma

ดร. ยู อธิบายว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่สามารถมีผลรุนแรงได้

ภายใต้สภาพอากาศบางอย่าง ละอองเกสรหญ้า โดยเฉพาะ ryegrass สามารถถูกพัดเข้าไปในระบบพายุและแตกออกเป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก เมื่อสูดเข้าไป อนุภาคเหล่านี้สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึก ทำให้เกิดการบวมและอุดกั้นของทางเดินหายใจจนหายใจลำบากได้

ด้วยเหตุนี้ การรู้ว่าตนเองมีโรคหอบหืดและได้รับการรักษาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีเฮย์ฟีเวอร์และเริ่มมีอาการเกี่ยวกับการหายใจ

ดร. ยู กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และผู้ที่มีโรคหอบหืดควรมียาที่จำเป็นพร้อมใช้ตามคำแนะนำของแพทย์

เฮย์ฟีเวอร์เป็นแล้วจะหายไหม

สำหรับคนที่เริ่มเป็นเฮย์ฟีเวอร์หลังย้ายมาออสเตรเลีย คำถามสำคัญอีกข้อคือ อาการเหล่านี้จะหายไปในที่สุดหรือไม่

ดร. ยู กล่าวว่า เฮย์ฟีเวอร์และหอบหืดดูจะแตกต่างจากภูมิแพ้อาหารบางชนิดในเด็ก ซึ่งบางคนสามารถหายจากอาการแพ้เมื่อโตขึ้นได้

แม้ผู้ป่วยเฮย์ฟีเวอร์บางคนอาจมีอาการดีขึ้นหรือหายไปได้ แต่จากข้อมูลที่มี การหายจากภาวะเหล่านี้พบได้ไม่บ่อย และยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใด

ข่าวดีคือ ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาและสำหรับคนส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ดี

ดังนั้น สำหรับผู้ย้ายถิ่นที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้มาก่อน การเริ่มจาม คันตา หรือน้ำมูกไหลหลังย้ายมาออสเตรเลียจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แม้ว่าวงการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมบางคนจึงเริ่มมีอาการหลังย้ายประเทศ แต่การเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่ สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง และการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน ล้วนเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้

และหากอาการไม่ได้หยุดอยู่เพียงจาม คัดจมูก หรือคันตา แต่เริ่มมี หายใจลำบากหรือแน่นหน้าอก ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเฮย์ฟีเวอร์ เพราะอาจมีโรคหอบหืดร่วมด้วยและควรได้รับการประเมินจากแพทย์

ติดตามข่าวสารล่าสุดจากเอสบีเอส ไทยได้ที่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ


Latest podcast episodes

Follow SBS Thai

Download our apps

Watch on SBS

Thai News

Stream now